หยาง อู๋เสินที่พลาดจากอวี้หลันในครั้งที่เมืองซื่อเฉิงเมื่อเดินทางกลับมาถึงเจี้ยนเฉิงก็ไม่รั้งรอเดินทางไปจวนสกุลฟงทันทีเพื่อทวงคนของตนคืน
“รบกวนท่านแจ้งคุณชายจวนสกุลฟงว่าข้ามาตามสาวใช้กลับเรือน”
“คุณชายท่านคงต้องมาหลังจากวันนี้อีกเจ็ดวันนะขอรับ ตอนนี้ที่จวนไม่มีผู้ใดอยู่” ทหารยามเอ่ยตอบหยาง อู๋เสิน
“ไม่อยู่หรือไปไหน” เขาเอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ
“งานเลี้ยงล่าสัตว์ที่เมืองเทียนเฉิงขอรับ”
“อวี้หลันก็ไปด้วยงั้นหรือ”
นายทหารยามเพียงทำหน้าสงสัยว่าเขาเอ่ยถึงสตรีใด ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าในจวนขณะนี้มีสตรีเพียงนางเดียว
“คุณชายหมายถึงแม่นางหลินหรือขอรับ หากใช่ก็ไม่ผิดขอรับ ท่านเสนาบดีให้แม่นางหลินติดตามไปด้วยได้ตอนที่เดินทางเห็นแม่นางหลินตื่นเต้นน่าดูทีเดียว”
หยาง อู๋เสินเมื่อได้ยินว่านางนั้นยังร่าเริงทั้งตื่นเต้นแม้ไม่มีตนอยู่ก็รู้สึกเจ็บในใจขึ้นมาอย่างประหลาด ในใจคิดว่าตัวเขานั้นวิ่งวุ่นตามหานางอยู่ทั่วเมืองพบก็พรากจากครั้งนี้ก็เป็อีกครั้งหนึ่งแต่นางกลับรื่นเริงปานนั้นได้อย่างไร ไม่คิดถึงตนบ้างหรือในใจนั้นทั้งน้อยใจทั้งโกรธเคืองต่อนาง
หยาง อู๋เสินเดินทางกลับจวนทันทีที่รู้ว่าตนนั้นกลับมาไม่ทัน เมื่อถึงคฤหาสน์พ่อบ้านหวงก็รอรับอยู่เช่นทุกครั้งแต่สีหน้าของหยาง อู๋เสินกลับเฉยชาทั้งมีความในใจอย่างสังเกตได้
“พ่อบ้านหวงอวี้หลันนางกลับมาที่นี่หรือไม่ตอนข้าไม่อยู่” เขาเอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉยสายตาว่างเปล่า
“ไม่ขอรับไม่เคยมา” พ่อบ้านหวงกล่าวพลางโค้งคำนับคุณชายตน
หยาง อู๋เสินนั้นไม่ได้สนใจสิ่งใดแล้วเดินกลับเรือนของตนไปด้วยความเงียบและความคิดมากมายในใจ
“ข้าควรไปเทียนเฉิงเพื่อหานางหรือไม่”
“ทำไมเ้าถึงไม่กลับเรือนตนเมื่อมาถึงเจี้ยนเฉิง”
“เ้าเกลียดข้าแล้วหรือ”
“เ้ามีความสุขดีหรือ”
คำถามเหล่านี้เขาเองยังคิดหาคำตอบไม่ออกว่าควรทำเช่นไรต่อไปดี สองเท้าก้าวเดินกลางสายลมเย็นที่พัดผ่านอย่างเชื่องช้าริมฝีปากบางเพียงพึมพำกับตนเองอย่างน้อยใจเท่านั้น
ณ ลานล่าสัตว์เมืองเทียนเฉิง
“เ้ายังจามไม่หยุดอีกหรือ” ฟงอี้เอ่ยถามอย่างเป็ห่วงเมื่อเห็นนางนั้นจามอยู่เป็นิจ
“เ้าค่ะไม่รู้เป็อะไร” อวี้หลันกล่าวพลางจับจมูกตัวเองอย่างรำคาญ
“ให้หมอดูหน่อยดีหรือไม่ หากไม่สบายหรืออย่างไรจะได้เร่งรักษา”
“ไม่น่าเป็อะไรนะเ้าคะ ไม่ต้องหรอก”
ทั้งสองกล่าวไปเดินไปเพื่อเข้าร่วมที่ลานจัดงานเลี้ยงของฮ่องเต้ เมื่อก้าวเท้าเข้าลานมาฮ่องเต้ก็จ้องมองอวี้หลันอย่างไม่ละสายตารู้สึกว่าใบหน้านางนั้นคล้ายคนผู้หนึ่งเหลือเกิน อวี้หลันเมื่อถูกจ้องมองเช่นนั้นก็หวาดกลัวขึ้นมาในใจว่าตนทำอะไรผิดไปหรือไม่ ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในลานพยายามหลบหลังฟงอี้ตลอดเวลา
“ฟงอี้เ้าพาใครมาด้วยหรือ ตระกูลเ้ามิใช่มีเ้าเป็บุตรชายผู้เดียว” ฮ่องเต้กล่าวทั้งยังมองที่อวี้หลันอยู่เนืองเนือง
“แม่นางหลินเป็สหายของบุตรชายกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะฝ่าา” เสนาบดีฟงเอ่ยขึ้นแทนลูกชาย
“ที่แท้ก็เป็สหายของบุตรชายท่านนี้เอง แม่นางหลินเ้าก้าวออกมาสักหน่อยได้หรือไม่ข้ารู้สึกคุ้นหน้าเ้ายิ่งนัก”
อวี้หลันสองมือจับกันแน่นทั้งก้มหน้าก้มตาก่อนค่อยๆ ลุกก้าวเดินไปข้างหน้า
“เงยหน้าสิ” ฮ่องเต้เอ่ยพลางพยายามมองหน้านางให้ชัด
“อวี้หลัน” ฟงอี้เอ่ยเรียกให้นางเงยหน้าขึ้นเบาๆ
อวี้หลันเงยหน้ามองฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างหวั่นเกรงในใจ ฮ่องเต้เองเมื่อได้เห็นใบหน้านางอย่างชัดเจนก็ยิ่งรู้สึกทั้งถูกชะตาทั้งสายตาของนางนั้นคล้ายคนผู้หนึ่งจริงๆ ทุกคนในที่นั้นต่างไม่รู้ว่าเพราะอะไรนางถึงถูกเรียกออกไป ทั้งสองคนนั้นต่างก็มองหน้ากันอยู่นานก่อนที่ฮ่องเต้จะเผยยิ้มใจดีอย่างที่ไม่เคยเห็นออกมา
ท่านเสนาบดีเมื่อเห็นฮ่องเต้ยิ้มออกมาเช่นนั้นจึงได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างเบาใจ
“เ้ากลับไปนั่งเถอะ”
“เพคะ” นางกล่าวเพียงสั้นๆ แล้วเดินเท้าถอยกลับไปยังที่ตนอย่างรวดเร็ว
พระสนมเจียงที่เสด็จมาพร้อมกับฮ่องเต้ในครั้งนี้รู้สึกไม่พอใจนักที่ฮ่องเต้มีท่าทางสุดใจเด็กสาวเช่นนาง จึงได้ให้นางกำนัลส่วนตัวส่งคนออกไปสืบข่าวถึงที่ไปที่มาของนางอย่างเงียบๆ
หลังจากสถานการณ์เมื่อครู่ผ่านไปฮ่องเต้และเหล่าขุนนางต่างพากันกินดื่มพูดคุยอย่างถึงเื่ทั่วไป บ้างก็ออกไปขี่ม้าจับธนูล่าสัตว์
ฟงอี้ที่เห็นว่าอวี้หลันนั้นนั่งกินขนมที่ถูกนำมาวางจนหมดแล้ว จึงอาจรู้สึกเบื่อเอาได้จึงเอ่ยชวนให้เดินออกไปด้านนอก
“อวี้หลันเ้าอยากไปล่าสัตว์หรือไม่”
“ข้าขี่ม้าไม่เป็เ้าค่ะ”
“ข้าสอนเ้าเอง” ฟงอี้ลุกขึ้นคว้ามือนางลุกตามเข้าไป อวี้หลันเองก็ตื่นเต้นที่จะได้ขี่ม้าจึงได้ยิ้มกว้างออกมา
ฮ่องเต้จ้องมองทั้งสองที่ดูคล้ายจะสนิทมากกว่าสหาย ก่อนเอ่ยกับเสนาบดีฟงอย่างตรงไปตรงมา
“แม่นางหลินผู้นั้นเป็สหายหรือว่าคู่หมั้นแน่ท่านเสนาบดีทั้งสองดูสนิทสนมกันดีเพียงนั้น”
เสนาบดีฟงมองตามบุตรชายของตนกับอวี้หลันที่กำลังขึ้นม้าทั้งมีรอยยิ้มอย่างรื่นเริงก็ยิ้มตามออกมา
“หากฟงอี้ถูกใจนางจริงก็คงดีความเศร้าเื่มารดาของเขานั้นจะได้คลายลงบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“นั้นสินะบุตรชายเ้าั้แ่มารดาจากไปก็ล้มป่วยเป็ประจำ เช่นนั้นแม่นางหลินผู้นั้นเป็ใครมาจากไหนงั้นหรือ” ฮ่องเต้ถามหยั่งเชิงเพื่อให้ได้รู้สิ่งที่เกี่ยวกับนางมากขึ้น
“เห็นฟงอี้ว่านางนั้นเป็ชาวเมืองอี้เฉิงมารดาพึ่งจากไปไม่นานมาเมืองหลวงก็เพื่อตามหาบิดาพ่ะย่ะค่ะ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่พบเบาะแสเกี่ยวกับบิดาที่นางมีอยู่ก็น้อยเหลือเกิน”
“อี้เฉิงงั้นหรือ” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจกับที่มาของนางทั้งขบคิดในใจสกุลหลินเมืองอี้เฉิงตามหาบิดา
“ฝ่าามีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีเอ่ยถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นฮ่องเต้มีสีหน้าคล้ายใทั้งประหลาดใจ
“เ้าว่าเบาะแสที่นางมีคืออะไร”
“เห็นว่าบิดานามว่าฟางจิ่นเป็ผู้มีความรู้มากเื่หยก ก่อนจากไปได้ทิ้งสัญลักษณ์หนึ่งไว้ให้มารดา แต่กระหม่อมเองก็ไม่เคยเห็นจึงไม่ทราบว่าเป็อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
“แม่นางหลินผู้นี้ชีวิตน่าเวทนาทีเดียว” ฮ่องเต้กล่าวทั้งยิ้มจางๆ ออกมาบนใบหน้า
ด้านฟงอี้และอวี้หลันนั้นได้ขี่ม้าออกมาไกลจากลานล่าสัตว์ของฮ่องเต้แล้วจึงได้ชะลอม้าลงเพื่อชมทิวทัศน์ของสวนดอกไม้กว้างสุดสายตามีูเาลูกใหญ่เป็กำแพงโอบล้อมเอาไว้
“งดงามจริงๆ คุณชายว่ามั้ยเ้าคะ” อวี้หลันเอ่ยขณะที่มองทิวทัศน์ด้านหน้าอย่างสุนทรี
แต่ฟงอี้นั้นกลับไม่ได้สนใจสวนดอกไม้เบื้องหน้าเพียงมองนางจากด้านหลังแล้วกล่าวขึ้นใกล้ๆ หูของอวี้หลัน
“ใช่งดงามจริงๆ”
อวี้หลันที่รู้สึกได้ว่าคำพูดของเขานั้นฟังดูแปลกไม่คล้ายกล่าวต่อดอกไม้ใบหญ้าจึงได้เอี่ยวตัวกลับ จึงได้เห็นใบหน้าของฟงอี้นั้นใกล้ตนเข้ามาทุกทีขณะที่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรจึงได้หลับตาปี๋คล้ายรอบางสิ่ง ฟงอี้ที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจก่อนกล่าวหยอกล้อท่าทางของนาง
“เ้าหลับตารออะไรหรือ”
อวี้หลันรีบเบิกตาขึ้นแล้วกล่าวอย่างเก้อเขินแต่แสร้งไม่มีสิ่งใด
“ลมเข้าตาเ้าค่ะ”
“ลมเข้าตา จริงสิที่นี่ลมแรงจริงๆ ลงม้าเถอะไปเดินเล่นกัน”
ฟงอี้ก้าวลงม้ามาก่อนแล้วจึงยื่นมือประคองนางลง เมื่อลงจากหลังม้าอวี้หลันก็วิ่งเข้าไปยังดอกไม้ที่สวยงามข้างหน้าอย่างไม่รีรอจับต้นนู้นดมต้นนี้อย่างร่าเริง
“จำเื่สัญญาสามข้อได้หรือไม่ ข้อแรกข้าอยากให้เ้าหลับตา”
อวี้หลันแม้ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรแต่เมื่อกล่าวสัญญาแล้วจึงได้ทำตามแต่โดยดี เมื่อนางหลับตาลงอย่างเชื่อฟังฟงอี้เดินไปเด็ดดอกไม้สีขาวดอกเล็กมาต้นหนึ่ง ก่อนดึงตัวอวี้หลันเข้ามาใกล้โน้มตัวลงทัดดอกนั้นให้นางที่ข้างหูช้าๆ แล้วกล่าวอย่างมีหวังออกมา
“ข้าชอบเ้า”
อวี้หลันลืมตาเห็นใบหน้าของฟงอี้นั้นห่างเพียงฝ่ามือแต่ไม่ได้ถอยหนีเพียงมองสายตาที่มั่นคงและมีหวังของเขาอยู่นาน ก่อนเอ่ยถามจากความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา
“คุณชายชอบข้าตรงไหนหรือเ้าคะ”
“ข้าชอบเ้าั้แ่แรกเห็น ชอบในความมุมานะทั้งกตัญญูของเ้า ทุกครั้งที่มีเ้าอยู่ข้างกายข้ามีความสุขเสมอ อวี้หลันเ้าชอบข้าบ้างหรือไม่”
“ข้า…ข้ายังไม่ได้คิดเ้าค่ะ ตอนนี้อวี้หลันเพียงยากหาบิดาให้พบเสียก่อน” อวี้หลันเอ่ยขึ้นพลางเดินหันหลังให้เขา
ฟงอี้ถอนหายใจทั้งยิ้มออกมากับคำตอบของนาง
“ไม่ใช่เพราะหยาง อู๋เสินหรอกหรือ” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงคล้ายผิดหวังก่อนกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“ข้าอาจเคยพลาดไปก้าวหนึ่งแต่ข้าอยากให้เ้ารู้ว่าข้านั้นจริงใจเพียงใด เื่ของบิดาเ้าข้าต้องช่วยสุดกำลังแน่ไม่ว่าคำตอบในใจของเ้าจะออกมาเป็เช่นไร”
“จะเร็วไปก้าวหนึ่งหรือช้าไปก้าวหนึ่งนั้นไม่สำคัญหรอกเ้าค่ะ อยู่ที่ว่าชะตานั้นได้กำหนดผู้ใด” อวี้หลันกล่าวออกมาอย่างจริงจัง
ฟงอี้เดินมาหยุดตรงหน้านางอย่างมั่นคงยื่นสองมือจับที่ไหล่ของนาง
"เื่ของความรู้สึกไม่เกี่ยวกับชะตาหรอกอวี้หลัน"
เขาเผยยิ้มจางๆ ก่อนเอ่ยต่อนางอีกครั้งด้วยสายตาที่ยังคงมั่นคงดังเดิม
"แต่เมื่อเ้ากล่าวเช่นนั้น ข้าก็จะเชื่อเ้า"