ฉินซู่ไม่ได้พูดอะไร แต่เขาพยักหน้าเห็นด้วย
ฉินไห่เยว่กลับกะพริบตาด้วยความตื่นเต้น“คุณปู่หวังพูดถูกแล้วค่ะ แม่ของหนูดีที่สุดในโลกเลย”
ถึงแม้ว่าบ้านของหวังชิงซานจะอยู่ท้ายหมู่บ้านแต่เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เขาก็พอได้ยินมาบ้าง
เขาถอนหายใจ “เด็กผู้หญิงคนหนึ่งตั้งใจจะมาลงพื้นที่ทำงานในชนบท แต่กลับถูกคนลอบทำร้ายไม่ว่าใครก็คงทำใจยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้หรอก”
“โชคดีที่ตอนนี้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปแล้วต่อไปพวกเธอสองคนจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสักที” เพราะต่งเสี่ยวเสี่ยวช่วยเขาเอาไว้หวังชิงซานจึงพูดมากกว่าปกติ
ฉินซู่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนแต่พอได้ยินแบบนั้นเขาก็เริ่มคิดได้
ใช่แล้ว
ครั้งที่แล้วที่หลี่เจียวเจียวมาอาละวาดที่บ้านคำพูดของต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากความจริงเลยสักนิด
เดิมทีต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็นปัญญาชนจากในเมืองที่มีอนาคตสดใสยิ่งไปกว่านั้นเธอยังมีความสามารถมากมาย ทั้งสามารถฝังเข็มและรักษาโรคให้คนได้
แค่เธอทำงานอยู่ในหมู่บ้านไปอีกระยะหนึ่งพอกลับไปแล้ว เธอก็จะได้รับการจัดสรรงานที่ดี
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับถูกคนพวกนั้นทำลาย
เพราะแบบนั้นในตอนแรกต่งเสี่ยวเสี่ยวในช่วงแรกจึงโกรธเป็นอย่างมากไหนจะเขาที่ไม่สนใจจะไถ่ถามเธออีก จนทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้นก่อนหน้านี้
ถึงก่อนหน้านี้ฉินซู่จะเข้าใจทุกอย่างแล้วแต่อย่างมากเขาก็แค่ให้อภัยเท่านั้น
แต่ตอนนี้ เขาเข้าใจทุกอย่างจริงๆ แล้ว
“ขอบคุณครับลุงหวัง” ฉินซู่รีบพูด “รบกวนลุงช่วยจัดการซ่อมเล้าไก่กับคอกหมูให้ทีนะครับ”
“แน่นอนอยู่แล้ว พอเมียนายกลับมาฉันยังต้องให้เธอช่วยฝังเข็มอีกสองเข็ม!” หวังชิงซานพูดพลางยิ้มกว้างพวกเขาจึงกินข้าวกันต่อไป
แต่ฉินไห่หยางกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา
จริงๆแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ก็ได้นี่นา…
เธอมีอนาคตที่ดีรออยู่
มีแค่ฉินไห่เยว่และเฉินเฉินเท่านั้นที่ไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องราวอะไรพอกินเสร็จ พวกเขาก็เอามือทั้งสองข้างเท้าคาง
เมื่อฉินซู่หันมามองฉินไห่เยว่ก็เบะปากเล็กน้อย “หนูคิดถึงแม่จังเลยค่ะ”
“พรุ่งนี้แม่ก็จะกลับมาแล้ว นอนก่อนเถอะ”ฉินไห่หยางเริ่มแสดงความเป็นพี่ชายที่น่าเชื่อถือเขาคอยดูแลเฉินเฉินและฉินไห่เยว่ให้นอนก่อน
หวังชิงซานไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ชอบดื่มเหล้าเล็กๆน้อยๆ เสมอ จึงยังคงกินได้ตามปกติ
กินไปได้สักพักเขาก็กินอิ่มจนพุงป่องแล้วลูบท้อง “ฉินซู่ถ้างั้น ฉันไปก่อนนะ พรุ่งนี้ฉันค่อยมาใหม่”
“ครับ ลุงหวังเดินดีๆ นะครับผมคงไม่ได้ไปส่ง” ฉินซู่บอกลาแล้วให้ฉินไห่หยางไปส่งหวังชิงซาน
ฉินไห่หยางไปส่งหวังชิงซานที่หน้าประตูก่อนจะโบกมือลา
เขาปิดประตูแล้วค่อยๆ เดินกลับเข้าไปในบ้าน
เพราะต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่อยู่บ้านฉินไห่หยางเลยต้องจัดการเก็บของทั้งหมดเข้าครัวเอง พรุ่งนี้เช้าต้องล้างจานชาม
ถ้าต่งเสี่ยวเสี่ยวยังไม่กลับมาป้าหลิวก็จะยังคงมาทำอาหารให้พวกเขากิน
พอจัดการทุกอย่างเสร็จฉินไห่หยางก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง “ปกติเธอต้องยุ่งถึงดึกดื่นแบบนี้ตลอดสินะฉันทำไปได้แค่นิดเดียวเอง ตอนนี้ยังปวดหลังจนแทบไม่ไหว”
ฉินไห่หยางรู้ว่าฉินซู่ยังไม่นอน
ฉินซู่ยังไม่นอนจริงๆเขานอนพลิกไปพลิกมาด้วยสีหน้ากังวล
เขาควรจะชดเชยให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวยังไงดี?
ถึงในใจของฉินไห่หยางจะยังว้าวุ่นอยู่ไม่น้อยแต่สุดท้ายเขาก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งอีกทั้งวันนี้ยังวุ่นวายมาทั้งวันจนเหนื่อยแทบไม่ได้หยุดพัก ไม่นานก็หลับสนิทไป
ฉินซู่กลับลืมตาโพลงมองเพดานไม่มีท่าทีง่วงนอนหรือจะหลับเลยแม้แต่น้อย
ไม่นาน เขาก็ได้ยินเสียงจากนอกประตู
เขาตื่นเต็มตาทันที แล้วค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง เขาอาศัยแสงจากหน้าต่างเพื่อดูว่าข้างนอกเป็นใครกันแน่
ใช้มือทั้งสองข้างยันกำแพงเอาไว้ ค่อยๆขยับตัวเข้าใกล้หน้าต่าง แล้วมองผ่านช่องว่างของหน้าต่างเขาก็เห็นคนสองคนปีนกำแพงเข้ามาในบ้าน
ดูเหมือนว่าจะมีโจรบุกเข้ามา!
ฉินซู่พอจะเดาเรื่องนี้ไว้ได้ตั้งนานแล้ว
เมื่ออาทิตย์ก่อน ในคืนที่เฉินเฉินมาที่บ้านถึงแม้ว่าจะกลับมาดึกแต่ของเต็มคันรถที่ขนมาด้วยก็คงไม่รอดพ้นสายตาของพวกที่คิดไม่ซื่อ
ในยุคที่ผู้คนลำบากจนแทบไม่มีข้าวจะกินต้องดิ้นรนทำงานแลกแต้มแรงงานแบบนี้ จะมีอะไรที่ได้มาง่ายๆ บ้าง?
จะทำยังไงดี?
ฉินซู่กำผ้าห่มไว้แน่นถ้าขาของเขาไม่มีปัญหา เขาจะออกไปสั่งสอนโจรสองคนนั้น
แล้วส่งตัวไปที่สถานีตำรวจทันที
แต่ตอนนี้เขาขยับไปไหนไม่ได้แถมยังเรียกฉินไห่หยางไม่ได้อีกด้วย…
“พ่อ” ในระหว่างที่ฉินซู่กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดีฉินไห่หยางกลับลุกขึ้นมา “ข้างนอกมีคนเหรอครับ?”
“มีคนมาขโมยของในบ้านเราเหรอ!”
เขาพูดพลางเดินมาที่หน้าต่างก็เห็นเงาสีดำสองร่างกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ข้างนอก
ฉินไห่หยางเห็นว่าพวกเขาเข้าไปในครัวแล้วก็นึกถึงขาหมูอีกครึ่งที่อยู่ในครัว เขาคิดจะวิ่งออกไป
ฉินซู่กลับดึงมือของเขาไว้แน่น“ลูกเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ถึงจะออกไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก”
“แต่ในครัวบ้านเรายังมีขาหมูอยู่อีกครึ่งนะครับนั่นเป็นเงินที่แม่ลำบากลำบนรักษาคนกว่าจะได้มันมา!”
ฉินไห่หยางร้อนใจ“ถ้าถูกคนเอาไป ถ้าอย่างนั้น...แล้ว…”
“พ่อจะส่งเสียงดังจากข้างในตอนที่พวกมันซ่อนตัว ลูกก็วิ่งออกไปเรียกคนมาช่วยนะ!” ฉินซู่ลังเลอยู่สักพักแต่สิ่งที่ลูกชายพูดก็ถูก
ฉินไห่หยางพยักหน้า เขามองไปรอบๆ ในบ้านหาของที่สามารถเคาะให้เสียงดังได้
เสียงเคาะดัง "ตึง" เงาสีดำสองร่างที่อยู่ข้างนอก ตกใจกลัวรีบพากันหลบเข้าไปซ่อนในครัว
ฉินไห่หยางฉวยโอกาสนี้เปิดประตูแล้ววิ่งไปทางประตูหน้าบ้าน
คนสองคนที่หลบอยู่ในครัว เห็นเพียงเงาเล็กๆ“นั่นเด็กหรือเปล่า?”
พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งสติฉินไห่หยางก็เปิดประตูแล้วตะโกนเสียงดัง “ช่วยด้วยมีโจรมาขโมยของ!”
พอได้ยินแบบนี้คนที่อยู่ในครัวสองคนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
“เวรเอ๊ย” คนหนึ่งสบถออกมา“รีบลากเด็กนั่นเข้ามาเร็วเข้า ฉันลืมไปเลยว่าฉินซู่เป็นคนพิการยังเคาะอะไรข้างในได้อีก”
“ฉันจะเข้าไปจัดการมันก่อนพอมันเสร็จแล้วพวกเราค่อยเอาของไป!”
เขาพูดพลางก็หยิบผ้าคลุมหน้าที่เตรียมไว้แล้วขึ้นมาแล้วจัดการคลุมทั้งใบหน้า
ทั้งสองคนจึงแยกกันไปคนละทาง
คนหนึ่งวิ่งไปทางประตูคนหนึ่งก็เตะประตูที่อยู่ด้านในสุดเข้าไป
พอเห็นฉินซู่นั่งพิงหน้าต่างอยู่จริงๆเขาก็แค่นเสียง “คิดจะเล่นลูกไม้กับฉันงั้นเหรอ?”
ฉินซู่ได้ยินแบบนั้นก็หรี่ตาลงเขาเหมือนจะจำได้ว่าเสียงนี้เป็นใคร?
“ใครใช้ให้แกมายุ่งไม่เข้าเรื่องกัน!”พูดจบ ชายคนนั้นก็กวาดสายตาไปรอบๆ ในห้อง เขาคว้าไม้ที่วางอยู่ข้างๆมา
ถือเข้าไปเพื่อจะจัดการฉินซู่
ฉินซู่ขยับตัวเล็กน้อย ข้างๆเขายังมีเด็กอีกสองคนนอนอยู่ ถ้าไม้ท่อนนั้นฟาดลงมา…
เขารีบเอาตัวเข้าไปบังเด็กทั้งสองโดยไม่ลังเลความเจ็บจากแผลเก่าก็แล่นขึ้นมาทันที
อาศัยจังหวะที่ชายคนนั้นเข้ามาใกล้เขาฝืนความเจ็บ ดึงไม้เข้าหาตัวอย่างแรง ชายคนนั้นจึงเสียหลักเซมาทางด้านหน้า
ฉินซู่ใช้โอกาสนี้จับคอเสื้อของเขาแล้วต่อยเข้าที่ท้องอย่างแรง
"โอ๊ย!"
ชายคนนั้นถูกต่อยเข้าที่ท้องเขารู้สึกเจ็บมาก จนร้องออกมาเสียงดังเขาใช้แสงที่ส่องเข้ามาจากข้างนอกก็เห็นกรรไกรที่วางอยู่ในตะกร้าที่วางอยู่ข้างๆ
เขาโกรธจัด ก่อนจะพูดว่า"เวรเอ๊ย กล้าดียังไงมาต่อยฉันวันนี้ฉันจะทำให้แกได้รู้เองว่าการต่อยตีของจริงเป็นยังไงกันแน่!"