ตอนที่ 24
เริ่มต้นการค้าขาย (24)
สายลมวูบใหญ่พัดโชยเข้ามากระทบเข้ากับใบหน้าเล็กๆของจูเฟย ดวงตาทั้งสองข้างของนางหลับลงอย่างสนิทแต่เมื่อสายลมนั้นพัดผ่านไปดวงตาทั้งสองข้างก็เปิดขึ้นมาแล้วมองทัศนียภาพด้านหน้าอีกครั้ง
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนกเมื่อพบเห็นทัศนียภาพด้านหน้าของตนเอง
สายธาราขนาดใหญ่ตัดผ่านแสงแดดส่องผ่านลงมาจากม่านเมฆกระทบเข้ากับพื้นน้ำเกิดเป็ประกายระยิบระยับงดงามตระการตา ร่างของชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬกำลังนั่งหย่อนคันเบ็ดที่ทำมาจากไม้ไผ่ลงไปภายในลำธารอยู่
และเมื่อ่จังหวะที่จูเฟยลืมตาตื่นมันก็เป็่จังหวะเดียวกับที่ชายชราผู้นั้นตวัดปลาขึ้นมาทันที ปลาที่มีขนาดใหญ่เท่ากับแขนถูกตวัดขึ้นมาในครั้งนี้
ทัศนียภาพด้านหน้ามันทำให้จูเฟยนั้นรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก สายลมเย็นๆพัดผ่านด้านหน้าก็เป็สายธาราที่งดงามนั้นทำให้เด็กน้อยร่างกายแข็งทื่อไปในทันที
นางยืนค้างอยู่เช่นนั้นสักครั้งก่อนที่จะตั้งสติได้แล้วได้ย่างกายเดินมุ่งตรงเข้าไปหาชายชราผู้นั้น
“ ข้ามาแล้วเ้าค่ะ!! ” เสียงของเด็กน้อยดังแหลมขึ้นมาพาให้ใบหน้าของชายชราผู้นั้นเหลียวกับมามองด้านหลัง
“ มาแล้วงั้นรึ ” อีกฝ่ายวางคันเบ็ดที่ทำมาจากไม้ไผ่ของตนเองลงแล้วลุกขึ้นอย่างช้าๆ
“ เ้าพร้อมจะคำนับข้าเป็อาจารย์หรือยัง ” ใบหน้าของชายชราที่แสนอบอุ่นยื่นลงมาด้านล่างเพื่อสนทนากับจูเฟย
“ เ้าค่ะว่าแต่ต้องทำเช่นไรบ้างหรือเ้าคะ~ ” จูเฟยเอียงคอสงสัยในทันทีตัวของนางเองก็ไม่เคย จะทำพิธีคำนับผู้ใดเป็อาจารย์มาก่อน
“ เื่นั้นเ้าก็เพียงแค่ทำตามที่ข้าบอก ”
หลังจากนั้นชายชราผู้นั้นก็ได้ทำพิธีคำนับศิษย์อาจารย์โดยการให้จูเฟยยกจอกสุราคำนับเขาเป็อาจารย์ ทุกอย่างมันผ่านไปได้อย่างราบรื่นเมื่อพิธีคำนับเป็อาจารย์เสร็จมันก็ทำให้เด็กน้อยล่วงรู้ถึงชื่อของชายชราผู้นี้
โดยชายชราผู้นี้ได้บอกว่าตนเองนั้นมีชื่อว่า หยางซาน เขาเป็ผู้ที่ฝึกฝนพลังิญญาในด้านการใช้ค่ายกล
เมื่อทำพิธีทุกอย่างเสร็จจูเฟยหย่อนก้นนั่งลงที่พื้นหญ้าบริเวณริมลำธารทันทีโดยด้านหน้าของนางผู้ที่นางเพิ่งจะคำนับเป็อาจารย์นั่งลงให้อยู่ในระดับเดียวกันเพื่อที่จะสนทนากันได้สะดวก
ผู้เป็อาจารย์ของนางได้บอกว่าจะเริ่มสั่งสอนบทเรียนแรกของผู้ฝึกฝนพลังิญญา
“ เอาล่ะยัยหนูจู ข้าจะเริ่มอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าพลังิญญาให้เ้าฟังก่อนเป็อันดับแรก ”
“ เ้าค่ะ!! ” จูเฟยตั้งหน้าตั้งตารอฟังคำอธิบายของอีกฝ่าย การเรียนรู้ั้แ่พื้นฐานไปเช่นนี้มันถือว่าเป็สิ่งที่ดีที่สุด
“ สิ่งที่เรียกว่าพลังิญญามันจะถูกปล่อยออกมาจากภายในตันเถียน หรือเรียกง่ายๆว่ามนุษย์ทุกผู้มีสิ่งที่เรียกว่าพลังิญญาไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายอยู่แล้วเพียงแต่ว่าผู้ใดจะสามารถนำมันออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เท่านั้นเอง ”
“ ผู้ที่สามารถนำมันออกมาขัดเกลาบ่มเพาะให้เกิดประโยชน์ผู้นั้นจะถูกเรียกว่าผู้ใช้พลังิญญา ”
“ ซึ่งผู้ใช้พลังิญญาจะมีระดับแบ่งออกเป็ 7 สีตามลำดับ ”
“ ขาว เขียว ฟ้า คราม แดง ส้ม ทอง ทั้งหมดนี้คือสีทั้ง 7 ที่ใช้เป็ตัวแทนของสิ่งที่เรียกว่าระดับของพลังิญญา ”
“ โดยระดับของพลังิญญาแต่ละขั้นจะแบ่งออกเป็ 3 ระดับ ต่ำ กลาง แล้วก็สูง ”
“ ถ้าเ้าเริ่มในการฝึกฝนพลังิญญาพลังิญญาของเ้าก็จะอยู่ที่ระดับสีขาวขั้นต่ำ เมื่อฝึกฝนไปสักพักมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแล้วเมื่อขึ้นสู่ระดับสีขาวขั้นสูงแล้วพัฒนาไปอีกหนึ่งระดับเ้าจะขึ้นสู่ระดับสีเขียวขั้นต่ำ ”
จูเฟยตั้งใจฟังคำอธิบายเป็อย่างมาก
“ เป็อย่างไรอธิบายมาถึงตอนนี้มีส่วนไหนที่เ้าไม่เข้าใจหรือไม่ ” หยางซานเอ่ยถามศิษย์ตัวน้อยของตนเองที่นั่งอยู่ด้านหน้า
จูเฟยส่ายหน้าไปมาเพื่อตอบปฏิเสธทันที นางเข้าใจทุกอย่างที่ท่านอาจารย์ของนางอธิบายมาให้นางฟังจนหมด ระดับพลังิญญามันถูกแบ่งออกเป็ 7 สีและก็แต่ละสีก็จะมี 3 ขั้น บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของพลังิญญาที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย
“ ดีมาก!! ” หยางซานเปล่งเสียงเข้มพร้อมกับพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ศิษย์ของตนเองมีวัยเพียงแค่นี้แต่ว่ากับฉลาดเฉลียวกว่าเด็กผู้อื่นเมื่อเติบใหญ่ขึ้นต้องกลายเป็อัจฉริยะอย่างแน่นอน
“ ข้าจะเริ่มอธิบายต่อแล้วนะ สิ่งที่เรียกว่าพลังิญญาจริงอยู่ที่มันถูกแบ่งระดับออกเป็ 7 สีแต่ว่ามันก็ยังถูกแบ่งวิธีการใช้อีกถึง 2 วิธี ”
“ ซึ่งในเื่นี้เ้าเองก็ต้องทำความเข้าใจกับมัน วิธีแรกที่จะนำพลังิญญาไปใช้มันคือสิ่งที่เรียกว่าวรยุทธ ”
“ วรยุทธ มันประกอบไปด้วยกระบวนท่าและพลังที่คอยส่งเสริมกระบวนท่า นำ 2 สิ่งมาผนวกเข้าหากันมันคือสิ่งที่เรียกว่าวรยุทธ ”
“ วรยุทธมันคือสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะฝึกฝนกันเพราะว่าไม่ว่าผู้ใดก็้าความแข็งแกร่งในด้านการต่อสู้ ”
“ ส่วนอีกหนึ่งอย่างมันก็คือสิ่งที่เรียกว่าค่ายกล ค่ายกลมันคือการนำพลังิญญาต่างๆในร่างกายไปประยุกต์ใช้อีกอย่างหนึ่งให้เกิดเป็ค่ายกลขึ้นมา ”
“ โดยค่ายกลมันจะประกอบไปด้วย สติปัญญา ความลึกล้ำ และความซับซ้อน ทั้งสามสิ่งจะถูกนำมารวมต่อกันโดยมีจุดเชื่อมโยงคือพลังิญญา ”
“ สติปัญญา ความลึกล้ำ ความซับซ้อน ” จูเฟยพูดตามขึ้นมาพร้อมกับกระพริบตาปริบๆ
“ ใช่แล้ว~ นี่แหละคือสิ่งที่แตกต่างของค่ายกลและวรยุทธ จริงอยู่ที่ว่าพื้นฐานของวรยุทธมันเองก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าสติปัญญาเข้ามาช่วยเหลือในการฝึกฝนแต่ว่ามันก็เพียงน้อยนิดเท่านั้นไม่เหมือนกับสิ่งที่เรียกว่าค่ายกล ”
“ ค่ายกลต้องใช้สติปัญญาความลึกล้ำความซับซ้อนทุกอย่างต้องถูกขัดเกลาแล้วดึงออกมาใช้ให้อยู่ในระดับสูงสุดเพื่อก่อกำเนิดกลายเป็ค่ายกล ”
“ พลังของค่ายกลน่ะซับซ้อนวรยุทธ ”
“ ว่าแต่ค่ายกลมันไม่มีความสามารถการโจมตีนั้นหรือเ้าคะ~ ” เด็กน้อยด้านหน้าผู้ที่มาคิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันด้วยความฉงน นางฟังแล้วผู้เป็อาจารย์ของนางยังไม่ได้บอกส่วนไหนเลยว่าค่ายกลจะมีพลังโจมตีอันใดเห็นบอกแต่เพียงว่ามันซับซ้อนและลึกล้ำ
“ ฮ่าๆ ชั่งสงสัยจริงๆศิษย์ข้า.. ”
“ ค่ายกลมันมีสิ่งที่เรียกว่าพลังโจมตีแต่ว่าพลังโจมตีมันก็จะออกมาในรูปแบบที่เรียกว่าลึกล้ำและซับซ้อนกว่าวรยุทธ ”
“ แล้วมันจะรุนแรงกว่าหรือไม่เ้าคะ ”
“ ไม่เสมอไป ”
“ ในเมื่อลึกล้ำและซับซ้อนกว่าเหตุใดพลังการโจมตีของมันถึงไม่ได้รุนแรงกว่าวรยุทธและเ้าคะ ”
“ เพราะว่าจุดเด่นของค่ายกลมันคือความลึกลับซับซ้อนอย่างไรล่ะ การโจมตีที่ออกมามันก็จะลึกลับซับซ้อนเช่นเดียวกัน ”
“ ถ้าจะให้ค่าเปรียบอย่างง่ายๆสิ่งที่เรียกว่าวรยุทธมันคือเส้นตรงที่พร้อมจะให้ผู้คนนั้นฝึกฝนและวิ่งเข้าหามันได้อย่างง่ายดาย ส่วนค่ายกลมันคือทางเขาวงกตถ้าเ้าสามารถเดินออกจากเขาวงกตได้พลังที่เ้าได้รับมันก็จะแตกต่างจากทั่วไป ”
อีกฝ่ายชั่งพูดและชั่งอธิบายยิ่งนักเขาพูดเพียงแค่นี้มันทำให้ผู้ที่ไม่รู้เกี่ยวกับเื่พลังิญญาเลยอย่างเช่นจูเฟยสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดาย
สิ่งที่นางเข้าใจนั้นมันก็คือสิ่งที่เรียกว่าพลังของค่ายกลมันจะต้องใช้สติปัญญาเพื่อแก้ไขและสร้างมันขึ้นมาซึ่งพลังที่จะได้รับออกมามันก็จะถูกกำหนดตามที่สติปัญญาสร้างขึ้นมา
มันไม่เหมือนวรยุทธที่เป็เส้นตรงที่ถูกกำหนดเอาไว้ั้แ่แรกแล้ว ไม่ว่าผู้ใดที่มาร่ำเรียนสิ่งที่เรียกว่าวรยุทธถ้าเป็วรยุทธแขนงเดียวกันพวกเขาก็ย่อมเดินไปในเส้นทางที่ตรงเช่นเดียวกันผิดจากผู้ที่ฝึกฝนค่ายกลพลังที่ได้ออกมาพวกเขาจะได้พลังในแบบของตนเอง
“ เ้าเป็ศิษย์ของข้าเ้าก็ต้องมาฝึกฝนค่ายกล มีปัญหาหรือไม่ยัยหนูจู ” หยางซานเอ่ยถามจูเฟยที่อยู่ด้านหน้า
ตัวของหยางซานบอกกับจูเฟยเอาไว้ว่าตัวของเขานั้นเป็ผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านการใช้พลังิญญาทางค่ายกลไม่ใช่วรยุทธ
“ ไม่มีเ้าค่ะ~ ข้าเองก็ไม่ได้อยากฝึกฝนวรยุทธเพราะข้าไม่ได้อยากจะต่อยตีเหมือนผู้อื่น ” นางตอบกลับไปแบบที่ไม่ต้องหยุดคิดเลยสักนิด นางเป็แม่ค้าและก็ไม่ได้อยากเป็จอมยุทธที่มีความสามารถในการต่อสู้มากมายด้วย
สิ่งที่นางอยากได้นั่นคือความสามารถของค่ายกลที่จะมาช่วยส่งเสริมในด้านการค้าขายและการอำนวยความสะดวกต่างๆของนาง แน่นอนว่าการเรียนค่ายกลมันต้องสร้างผลประโยชน์ให้กับนางได้อย่างมหาศาลอย่างแน่นอน
“ ฮ่าๆ ถึงจะบอกว่าไม่อยากต่อยตีแต่เ้าเองก็ต้องเรียนค่ายกลที่ใช้ในการโจมตีเอาไว้บ้างรู้มั้ย ” หยางซานหัวเราะออกมาพร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ ต้องเรียนด้วยหรือเ้าคะ~ ” นางเอียงคอถาม นางเองก็สงสัยเหมือนกันว่านางต้องเรียนพวกมันด้วยอย่างนั้นหรือเพราะถึงอย่างไรนางก็คิดว่านางคงจะไม่มีโอกาสไปได้ต่อยตีกับผู้อื่นอยู่แล้ว
“ ต้องเรียนสิ!! ยุทธภพกว้างใหญ่ไพศาล ผู้คนมากมายมากหน้าหลายตาหนึ่งร้อยจิตใจ ข้าให้เ้าเรียนเอาไว้เพื่อป้องกันตัว ”
“ ถ้าเช่นนั้นค่ายกลมันจะมีพลังการต่อสู้มากเพียงใดหรือเ้าคะ ” นางถามออกมาเพราะความอยากรู้นางเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพลังของค่ายกลมันจะสามารถสร้างแรงโจมตีตีได้มากเพียงใด
“ นั่นสินะ!! ข้าคงจะต้องแสดงให้เ้าดูก่อน ”
เมื่อพูดจบดวงตาของชายชราด้านหน้าก็กวาดมองไปรอบบริเวณเพื่อพยายามหาอันใดสักอย่างก่อนที่จะไปพบเจอกับเป้าหมาย มันคือก้อนหินที่มีขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณริมลำธารอีกฝั่งนึง
“ ดูนั่น!! ” หยางซานของตนเองใช้นิ้วชี้ตรงไปให้ศิษย์ของตนเองได้ดู จูเฟยเองก็ทอดสายตามองยาวตามปลายนิ้วของท่านอาจารย์ไปนางพบเห็นเข้ากับหินก้อนนั้น
“ เอาล่ะ!! ข้าจะแสดงให้กับเ้าดูว่าพลังของค่ายกลมันมากมายเพียงใด ”
จบตอน