“ทำร้ายเธอด้วยมือของฉันเอง”
นานทีเดียวกว่าที่โทวะจะรู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเขาเองกำลังหยุดอยู่กับที่ขาทั้งสองข้างของเขาล้าจนขยับไปไหนไม่ได้ ตอนแรกเขาคิดว่านี่อาจจะเป็นผลกระทบจากภาพแห่งความทรงจำที่ไหลวนอยู่ในหัวแต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เด็กหนุ่มก็รู้ได้ในทันทีว่าข้อสันนิษฐานของเขานั้นผิดถนัด
ถ้าจะมีความทรงจำไหนเลวร้ายกว่าความทรงจำเมื่อหกปีก่อนล่ะก็...มันก็คงจะเป็นความทรงจำเมื่อสมัยที่เขายังอยู่ที่เอิร์ธวอเทอร์นั่นแหละ
เด็กหนุ่มคิดมองดูภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ภาพของเด็กสาวร่างบางที่เอนหลังพิงกำแพงรั้วสีหม่นใบหน้าเรียวขาวนั่นเชิดสูง นัยน์ตาสีมรกตเช่นเดียวกับเขากำลังจ้องมองท้องฟ้าด้านบนที่กลายเป็นสีส้มทองจากแสงอาทิตย์ริมขอบฟ้าเรือนผมสีชมพูอ่อนของเธอที่ยาวระบ่าพลิ้วไปตามกระแสลมเมื่อร่างนั้นหันมามองเขาเธอยิ้ม ก่อนจะเดินเข้ามาหา
เด็กหนุ่มเผลอก้าวถอยหลังไปโดยไม่ทันรู้ตัว
“โทรว่า...”
เสียงใสของเด็กสาวเอ่ยขึ้นขณะที่ร่างบางนั้นก้าวเดินเข้ามาใกล้นัยน์ตาสีมรกตพราวระริกอย่างยินดีเหมือนคนที่เพิ่งได้เจอเพื่อนรักที่ห่างหายกันไปนาน
“พิงค์!?”
โทวะแทบจะลืมเสียงของตัวเองไปแล้วด้วยซ้ำยามที่เห็นคนในความทรงจำปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเด็กสาวที่ถูกเรียกชื่อยิ้มให้เขา นัยน์ตาสีมรกตนั่นอ่อนแสงลง
“ไม่เจอกันนานเลยนะ โทรว่า”
เธอเอ่ยชื่อเขาชื่อในอดีตที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ลืมมันไปนานแล้ว
“เฟลีญ่าไม่มาด้วยกันเหรอ?”
เด็กสาวถาม เอี้ยวตัวไปมองด้านหลังเขามีเพียงถนนยามเย็นที่ว่างเปล่าสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาของเธอ
“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่?”
คำถามของเด็กหนุ่มเรียกนัยน์ตาของเธอให้หันกลับมาสนใจเขาได้อีกครั้งพิงค์เลิกคิ้วก่อนจะเอียงคอมองดูเขาอย่างสงสัย
“ฉันมาที่นี่ไม่ได้เหรอ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงกังวานใส“ทีคนอื่นๆยังมากันได้เลยนี่นา ถ้าฉันอยากจะกลับมาเจอเธอบ้างมันแปลกเหรอ?”
โทวะไม่ตอบ ดูเหมือนเด็กสาวเองก็ไม่ได้ต้องการจะต่อบทสนทนาให้ยืดยาวออกไปเธอเดินตรงมาหาเขาด้วยสายตาแน่วแน่ รอยยิ้มเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้านั้นน้ำเสียงที่เคยใสกังวานนั่นเปลี่ยนไป
“ถ้าเฟลีญ่าไม่มา ฉันก็เสียเวลาเปล่าน่ะสิ!”
เธอบ่น
“น่ารำคาญ!”
วูบ...
ลำแสงสีเขียวอ่อนปรากฏขึ้นตรงพื้นถนน โทวะชะงักร่างของพิงค์ลอยตัวขึ้นสูงจากพื้นเปลี่ยนร่างจากเด็กสาวในชุดไปรเวทสีชมพูอ่อนให้กลายเป็นนักรบอเวจีในชุดสีขาวบริสุทธิ์เรือนผมสีชมพูของเธอพลิ้วสยายไปด้านหลังก่อนที่นัยน์ตาสีมรกตนั้นจะส่องแสงสว่างจ้า
“มาสู้กันเถอะ! โทรว่า”
โทวะยืนนิ่ง ไม่ยอมขยับไปไหนและไม่พยายามเลยที่จะเปลี่ยนร่างเป็นผู้พิทักษ์เด็กหนุ่มยังคงอยู่ในเครื่องแบบของชิโรไดริขณะที่รับการโจมตีของเด็กสาวเข้าไปเต็มๆ
“งี่เง่า!” พิงค์บอกเสียงเดือด เธอชูมือขึ้นเหนือหัวก่อนที่ตอน้ำจะผุดทะลักขึ้นมาจากพื้นทำลายถนนและอาคารรอบข้างพังไปเป็นแถบ โทวะได้แต่กระโดดหลบหนี เนื้อตัวเปียกชุ่มพิงค์พุ่งตัวเข้ามาหาเขาก่อนจะซัดเข่าเข้าใส่หน้าท้องของเขาอย่างจัง
“อั่ก!”
โทวะกระอักเลือด ใบหน้าซีดเผือดก่อนที่ร่างสูงของเด็กหนุ่มจะร่วงลงกระแทกพื้นเสียงดังลั่น
พิงค์ถอยห่างออกไป
“อย่ามาทำใจดีเพื่อฉันนะ!” เธอบอกเสียงเข้มยืดฝ่ามือออกไปด้านหน้าก่อนที่ร่างของโทวะจะลอยขึ้นสูง “วอเทอร์ ล็อค!”
เด็กสาวตะโกนก้องก่อนที่หยดน้ำหลายล้านโมเลกุลจะจับตัวกันเป็นก้อนกลมล้อมร่างของเด็กหนุ่มเอาไว้โทวะตัวงอเป็นกุ้งอยู่ในลูกบอลน้ำ ผิวสีซีดของเด็กหนุ่มยิ่งดูไร้ประกายชีวิตราวกับเศษกระดาษเปื่อยยุ่ยนัยน์ตาสีมรกตเริ่มพร่ามัว
ภาพของเธอเลือนรางลงไปทุกที...
“ซ...เซ... ร...”
ฟองอากาศผุดออกมาจากริมฝีปากเมื่อเด็กหนุ่มพยายามจะพูดอะไรบางอย่างพิงค์บังคับลูกบอลน้ำให้ลอยต่ำลงมาอยู่ในระดับสายตาเดียวกับเธอ
“ทำไมไม่สู้กับฉันล่ะ?” เธอกระซิบผ่านม่านน้ำ“ทำไมไม่ฆ่าฉันเหมือนตอนสงครามวันสิ้นโลกล่ะ โทรว่า...?”
นัยน์ตาสีมรกตของพิงค์หลุบต่ำใบหน้าสีชมพูใสเริ่มซีดจาง เด็กสาวยื่นมือผ่านเข้าไปในลูกบอลน้ำ ประทับฝ่ามือของเธอลงบนแผ่นอกของเด็กหนุ่ม
“ฆ่าฉันด้วยมือของนายสิ!”
โทรว่าที่รักของฉัน...
ฉันจะไม่มีวันทำร้ายเธออีก...
“เรด”
ร่างสูงของไวโอเลตเอ่ยเรียกใครบางคน แต่มินาโยะมองไม่เห็นใครเลยสักคนที่จะมาปรากฏตัวอยู่บนถนนที่ไร้ผู้คนสัญจรเส้นนี้ทว่าสุดท้ายแล้วเธอกลับคิดผิดร่างของคนที่ไวโอเลตเอ่ยเรียกขยับตัวออกมาจากหลังเสาไฟฟ้าซึ่งเป็นมุมอับสายตาทางด้านหลังเธอเรดยืนอยู่เหนือกำแพงบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล นัยน์ตาสีทองข้างเดียวที่ยังใช้การได้มองต่ำลงมาที่เธออย่างประเมินท่าทีก่อนที่เด็กหนุ่มจะกระโดดลงจากกำแพงมายืนอยู่ข้างไวโอเลต
“คนอื่นๆล่ะ?”
ไวโอเลตถาม
“แยกย้าย” เรดตอบ “แบล็คไปคุมพิงค์ ตอนนี้กำลังเล่นกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์อยู่ส่วนกรีนไปจัดการปัญหาเก่าๆ”
“ใครกันผู้พิทักษ์ของเอิร์ธธันเดอร์กับเอิร์ธซันไว้?”
“กรีนพาบราวน์กับเกรย์มาด้วย”
ไวโอเลตทำสีหน้าเหมือนกำลังประเมินสถานการณ์
“นายช่วยกลับไปสมทบกับพิงค์ให้หน่อย”
“พวกนั้นรับมือผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์ไหว”เรดเอ่ย “ถึงจะใช้การไม่ได้ยังไง แต่ยัยนั่นก็เป็นรองหัวหน้าหน่วยนายไม่ควรประเมินเธอ--”
“ไม่ใช่อย่างนั้นฉันกลัวว่าแบล็คจะคุมพิงค์ไม่อยู่ต่างหาก”
ไวโอเลตปรามเสียงต่ำ ส่วนเรดเลิกคิ้ว
“นายรู้ข้อเสียของเธอดีแล้วเวลาอย่างนี้พิงค์ก็ไม่ฟังใคร นายไปช่วยแบล็คลากเธอออกมาก่อน ฉันยังจำเป็นต้องใช้เธอ”
น้ำเสียงนั้นเหมือนจะเป็นห่วงแต่คำพูดกลับบ่งบอกได้ชัดว่าความห่วงใยที่มอบให้นั้นเป็นเพราะเธอยังใช้งานได้
เรดทำสีหน้าราวกับจะต่อต้านแต่เด็กหนุ่มก็เลือกที่จะเงียบและไม่พูดอะไร
“ฝากนี่ไปให้เธอด้วย”
ไวโอเลตเอ่ยขึ้นอีกครั้งเด็กหนุ่มชูมือขึ้นสูงเหนือศีรษะ ลำแสงสีม่วงเข้มส่องสว่างอยู่รอบข้อมือเขาแล้วจู่ๆกลีบดอกไอริสก็โผล่ขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่ามันลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเด็กหนุ่ม
ไวโอเลตส่งมันไปให้กับเรด
“ถ้าถึงคราวจำเป็นล่ะก็ ใช้มันกับพิงค์ได้เลย”เด็กหนุ่มออกคำสั่ง
“ถึงตายไหม?”
“ถ้าเป็นยัยนั่นล่ะก็คงไม่ตายง่ายๆหรอก”
เสียงทุ้มนั่นเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนักเรดพยักหน้า กลีบดอกไอริสยังคงลอยอยู่เหนือฝ่ามือเขา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามดอกไม้นั่นไม่ยอมสัมผัสฝ่ามือของเด็กหนุ่ม แล้วเรดก็กระโดดหายไปจากสายตา
ไวโอเลตหันมาจ้องมองเธอเต็มสายตาอีกครั้ง
“เอาล่ะ มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า”เด็กหนุ่มว่า “เธอช่วยตอบฉันหน่อยได้ไหมว่าความทรงจำที่กลับคืนมาของเธอนั้นเป็นเรื่องไหน?”
มินาโยะคิดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องตอบคำถามคนตรงหน้าจึงเลือกที่จะเงียบแทนคำตอบ แต่ไวโอเลตกลับจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอพยักหน้าราวกับเข้าใจในเรื่องที่แม้แต่เธอเองก็ยังไม่เข้าใจ เด็กหนุ่มเปรยขึ้นเหมือนจะเป็นการพูดกับตัวเองมากกว่าที่จะพูดกับเธอ
“อย่างนี้นี่เองไม่ว่ายังไงก็จะไม่ยอมให้จำเรื่องนั้นได้อย่างเด็ดขาดล่ะสินะ”
มินาโยะไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้ากำลังพูดเรื่องอะไรก็เหมือนกับที่เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอกันแน่เธอเกลียดความไม่รู้ของตัวเอง และไม่ชอบใจเลยที่ถูกกันไว้ให้ไม่รับรู้อะไร
“เธอคิดว่าฉันควรจะทำยังไงกับเธอดีล่ะ?”
ไวโอเลตถามพร้อมกับกระตุกรอยยิ้มเย็นมินาโยะอยากจะตะโกนใส่หน้าเด็กหนุ่มไปว่า ‘แน่จริงนายก็มาฆ่าฉันสิยะ!’แน่ล่ะว่าเธอไม่กล้าพูดแบบนั้นออกไปหรอกเพราะเธอมั่นใจว่าคนตรงหน้าจะทำอย่างนั้นจริงๆแน่หากเธอตะโกนคำพูดนั้นใส่เขา
เด็กสาวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชิดหน้าขึ้นและสบลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยคู่นั้นอย่างแน่วแน่นัยน์ตาของไวโอเลตเป็นสีม่วงประกายสดใสเหมือนอเมทริส เป็นสีเดียวกับสีนัยน์ตาของคุณแม่และเด็กสาวในความฝันของเธอ
วูบหนึ่งที่ไวโอเลตแสดงสีหน้าอ่อนโยนออกมาให้เห็นแล้วเขาเองก็รู้ตัวแต่กลับไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกนั้น
“อย่าเพิ่งเกลียดฉันสิ เจ้าหญิง...”ไวโอเลตเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ นัยน์ตาสีม่วงคู่สวยเรียบลึกจนยากเกินจะคาดเดายามที่เขาจ้องมองมาที่เธออย่างตรงไปตรงมา“ฉันไม่ได้ต้องการจะทำร้ายเธอ มันเป็นความผิดพลาดของพวกฉันเองความผิดพลาดของตัวฉันอีกคนที่ให้กำเนิดเธอขึ้นมา แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปล่ะว่าตัวเธอน่ะเกิดขึ้นมาจากความผิดพลาดไม่หรอก มันไม่ใช่แบบนั้น การคงอยู่ของเธอต่างหากที่ทำให้ช่วงเวลาปั่นป่วน สายสัมพันธ์ที่ยากจะคาดเดานั้นนำมาซึ่งจุดจบที่เราไม่อยากจะให้มันเริ่มต้นแต่มันเริ่มต้นไปแล้ว ไม่ว่าฉันหรือใครก็หยุดไม่ได้ทั้งนั้น และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้นั้นเป็นเพราะความผิดพลาดของหมอนั่นเป็นเพราะความคิดของพวกฉันที่สวนทางกัน”
ความคิดของพวกฉัน...? มินาโยะไม่เข้าใจสิ่งที่เด็กหนุ่มพูด...เขาหมายถึงพี่มาซารุเหรอ...
“เปล่าหรอกไม่ใช่หมอนั่น” ไวโอเลตปฏิเสธอย่างสุภาพ “หมายถึงฉันกับพ่อของเธอ”
เหมือนความสุขทั้งมวลไหลออกจากร่างเหมือนโลกทั้งโลกหมุนคว้างและทุกสิ่งทุกอย่างกลับทิศมินาโยะไม่เข้าใจสิ่งที่ไวโอเลตพูด เรื่องในคราวนี้เกี่ยวข้องอะไรกับพ่อของเธอ
“เธอคิดว่าพ่อแม่ของผู้พิทักษ์ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้เลยหรือไง?ในเมื่อคนพวกนั้นเคยเป็นผู้พิทักษ์มาก่อนพวกเธอ” ไวโอเลตสบตาเธอมีความอาทรปรากฏในสายตานั้น “อ้อ... สำหรับเธอคงเป็นกรณียกเว้นสินะ เพราะพ่อแม่ของเธอน่ะต่างก็เสียสละด้วยกันทั้งคู่ฉันเข้าใจถูกต้องไหม? แม่เธอสูญเสียความทรงจำ ส่วนพ่อก็ตายจากไปเขาตายไปโดยที่ไม่ได้บอกอะไรเธอเลยใช่ไหม? ทาเคมูระ มาโคโตะ พ่อของเธอน่ะ”
“เพราะอยากจะปกป้อง... เพราะไม่อยากให้ถูกทำลาย...ต่อให้ต้องเสียอะไรไปก็จะยอมแลกเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญนั้นเอาไว้ความรักที่ไม่มีวันสมหวัง ทั้งฉันและหมอนั่นต่างก็เหมือนกันเพราะอย่างนั้นหมอนั่นถึงได้ตายจากไปยังไงล่ะ เพื่อให้เธอได้มีชีวิตอยู่แม้จะต้องจมอยู่กับความสิ้นหวังและทรมานสักแค่ไหน แต่เธอก็ยังมีลมหายใจนั่นคือความเจ็บปวดของคนที่ยังมีชีวิตอยู่”
“ฉันเข้าใจหมอนั่นฉันรู้เหตุผลที่พ่อของเธอต้องทำแบบนั้น แต่ความคิดของฉันกับหมอนั่นมันสวนทางกัน แตกต่างกันเกินไปหมอนั่นคิดว่าจะสามารถปกป้องสิ่งสำคัญทั้งสองสิ่งเอาไว้ได้โดยแลกกับชีวิตของตัวเองเพียงลำพังเป็นการแลกที่ไม่เท่าเทียมเอาเสียเลย เพราะอย่างนั้นการที่หมอนั่นตายจากไปถึงได้ไม่มีประโยชน์อะไรเลยยังไงล่ะ”
“อย่าว่า!” มินาโยะร้องตะโกนสุดเสียงเธอทนฟังเขาพูดต่อไปอีกไม่ไหว ถึงเธอจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับพ่อแต่ความอบอุ่นที่เธอได้รับทั้งจากในความฝันและความทรงจำนั้นสวยงามเสมอเธอสัมผัสได้ถึงความรักของพ่อที่มอบให้ผ่านทางสายตาของเขาที่เฝ้ามองมา
“คุณ... อย่ามาว่าคุณพ่อ... ของฉัน อย่าว่าร้ายท่านเสียๆหายๆ”
“รักเหรอ?”
ไวโอเลตถามกลับรอยยิ้มและความอาทรจางหายไปจากใบหน้าของเด็กหนุ่ม สิ่งที่เหลือไว้มีเพียงความเฉยชา
“เธอคิดว่าผู้ชายคนนั้นรักเธออย่างนั้นเหรอไม่สิ! ทั้งพ่อเธอ ทั้งมาซารุ คิดว่าสิ่งที่พวกนั้นทำอยู่เพื่อปกป้องเธอหรือไง?”
“คุณหมายถึงอะไร...? ฉันไม่เข้าใจ...”
เด็กสาวพึมพำเสียงสั่นนัยน์ตาสีฟ้าใสเบิกโพลงกว้าง มีภาพของคนสามคนลอยเข้ามาในหัวบุรุษหนุ่มผู้มีนัยน์ตาสีน้ำเงินสดใส คนที่เธอเรียกว่าพ่อได้อย่างสนิทใจภาพของมาซารุ ใบหน้าคมเข้มของเขาและใบหน้าของเด็กสาวที่เปล่งประกายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
ใบหน้าที่ซีดจางนั้นเริ่มมองเห็นชัดเป็นรูปเป็นร่างมินาโยะมองเห็นเด็กสาวที่มีใบหน้าเช่นเดียวกับเธอสะท้อนอยู่ในดวงตาของไวโอเลตแต่ทว่าใบหน้านั้นกลับมีอะไรบางอย่างที่แปลกไปเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่มตรงหน้า พยายามควานหาความแปลกประหลาดบนใบหน้างดงามนั้น แล้วเธอก็เห็นแม้จะไม่ชัดเจนทั้งยังซีดจาง แต่ทว่านัยน์ตาของหญิงสาวในความทรงจำ รอยยิ้มกิริยาท่าทาง ทุกสิ่งทุกอย่างที่หลอมรวมเป็นตัวเธอนั้นแตกต่างไปจากทาเคมูระมินาโยะที่ยืนอยู่ในตอนนี้
ป่านนี้เพิ่งจะมารู้สึกตัว ป่านนี้เพิ่งจะมาเข้าใจ...
คนที่เธอเห็นเสมอในความฝันเด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เธอ!
