บทที่ 14 นิทาน
แกร่ก แกร่ก
“ นั่นใคร ! ” เสียงของทหารยามหนึ่งในสองคนผู้ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูขนาดใหญ่ะโออกมาทั้งสองหันมามองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าให้กันแล้วผู้ที่พูดออกมาก็ค่อยๆเดินไปยังพุ่มไม้ที่มีเสียงออกมาด้วยท่าทีระมัดระวังสองมือถือหอกขนาดใหญ่ชี้ไปยังพุ่มไม้ทหารยามผู้นั้นค่อยๆก้าวเดินอย่างช้าๆ เมื่อได้ระยะก็ยื่นหอกออกไปเพื่อแหวกโพลงหญ้าที่มีเสียงดังออกมาอย่างระมัดระวัง
แกร่ก แกร่ก
ปลายหอกค่อยๆแหวกหญ้าออกช้าๆ ใบหน้าทหารยามเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อต้องรู้ว่าเมืองหลวงของจักวรรดิเมฆาหวนนั้นเป็เมืองขนาดใหญ่ซึ่งแบ่งออกเป็สามชั้น ด้วยกันชั้นในสุดจะเป็ที่อยู่อาศัยของราชวงศ์ชั้นกลางเป็สถานที่ตั้งของพรรคขนาดกลางและตลาดการซื้อขายหรือโรงประมูลต่างๆโดยชั้นนอกจะเป็ที่อยู่อาศัยของประชาชนภายในเมืองหลวง
เมืองหลวงนั้นมีการตรวจตราการเข้าออกอย่างเข้มงวดเพียงแต่ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่ในการเข้าออกคือ ประตูทิศเหนือ ทางเข้าออกของเมืองจะต้องผ่านหนึ่งในสองของประตูทิศเหนือและใต้โดยทิศใต้นั้นจะเป็ด่านผ่านปกติที่มีการตรวจตราเข้มงวดสำหรับผู้คนที่และพ่อค้าที่เดินทางมายังเมืองหลวง
ส่วนประตูด้านทิศเหนือนั้นจะมีการตรวจตราที่เข้มงวดน้อยกว่าแต่จะเป็การเฝ้าระวังที่เข้มงวดแทนเพราะประตูทิศเหนือนั้นอยู่ติดกับป่าดับดาราทางที่จะเข้ามายังประตูนี้จะต้องผ่านป่าดับดาราเท่านั้นส่วนมากจะเป็ทางผ่านสำหรับผู้ฝึกตนระดับสูงที่ไม่้าความวุ่นวายในการเดินทาง
ด้วยกฏที่เข้มงวดของประตูทิศใต้ แม้จะเป็ผู้สูงส่งมาจากที่ใดก็ต้องทำตามกฏเว้นแต่จะเป็ราชวงศ์หรือผู้นำของพรรคใหญ่ในอาณาจักรอื่นเดินทางมาโดยมีการเตรียมต้อนรับไว้ก่อนแล้วด้วยกฏอันเข้มงวดนี้ทำให้ผู้ฝึกตนระดับสูงเลือกที่จะใช้การเดินทางผ่านประตูทิศเหนือเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายเพราะด้วยความสามารถที่เดินทางผ่านป่าดับดารามาได้นั้นย่อมเป็ตัวตนที่น่ายำเกรงอีกทั้งผู้คนยังน้อยมากทำให้ไม่เสียเวลาในการผ่านด่านตรวจ
หน้าที่หลักของประตูทิศเหนือนั้นมิใช่การตรวจคนแต่เป็การเฝ้าระวังสัตว์อสูรเสียมากกว่าเพราะด้วยที่อยู่ติดกับป่าดับดาราทำให้มีสัตว์อสูรหลงข้ามเขตมาบ่อยครั้งทหารยามค่อยๆแหวกหญ้าออกอย่างช้าๆสีหน้านั้นจริงจังเป็อย่างมาก ไม่ช้าสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ก็ปรากฏออกมานั่นทำให้สีหน้าของทหารยามผ่อนคลายลงอย่างมากก่อนจะถอนหายใจออกมา
“ เฮ้อ เ้ากระต่ายน้อยทำข้าตกอกตก ใจ.... เห้ยยยย ”
ทหารคนนั้นร้องะโออกมาอย่างใเมื่อเงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะผงะล้มจั้มเบ้าลงกับพื้นเบื้องหน้าของทหารยามปรากฏเป็คนผู้หนึ่งอยู่ในชุดผ้าคุมสีดำเก่าๆที่คลุมปิดทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้ากำลังจ้องมองมายังมันด้วยสายตาแปลกๆ
“ จ จ เ้าเป็ใคร ” ด้วยความใทำให้ทหารยามคนนั้นร้องออกมาเสียงดังเมื่อสหายผู้ยืนรออยู่ที่ประตูเมืองอีกคนได้ยินก็รีบวิ่งเข้ามาดูทันที
เมื่อมาถึงทหารยามที่มาใหม่ก็เพ่งมองไปยังหยางอี้ก่อนจะรีบเข้าไปประคองสหายที่ล้มอยู่ให้ลุกขึ้นและกระซิบบอกกับมัน
“ เ้าเซ่อ ตั้งสติหน่อยสิ ”
เมื่อกล่าวเรียกสติสหายเสร็จแล้วมันก็หันมายังบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีดำเบื้องหน้าแล้วกล่าวออกมาอย่างระมัดระวัง
“ จอมยุทย์ท่านนี้ ขออภัยด้วยที่สหายข้าเสียมารยาท ”
ทหารยามกล่าวออกมาอย่างสุภาพจากคำกล่าวนี้ทำให้สหายของมันที่ชี้หน้าถามบุรุษเบื้องหน้านั้นพลันได้สติและเข้าใจถึงคำของสหายมันทันทีต้องรู้ว่าประตูเมืองทางทิศเหนือนั้นผู้ที่ผ่านเส้นทางนี้เพื่อเข้ายังเมืองหลวงนั้นย่อมมิใช่ธรรมดาสามัญด้วยต้องผ่านป่าดับดารามานั้นส่วนมากแล้วล้วนเป็ตัวตนระดับ์ที่เหาะข้ามป่ามาด้วยความใทำให้มันลืมเลือนถึงเื่นี้และเสียมารยาทต่อบุคคลเบื้องหน้า
ส่วนชายหนุ่มนั้นยังคงงุนงงเล็กน้อย จากการกระทำของทหารยามคนแรกนั้นมันเข้าใจดีแล้วคาดไว้อยู่แล้วแต่กับคนที่สองที่กล่าวกับเขาอย่างสุภาพทำให้เขางุนงงว่าเหตุใดจึงต้องทำสุภาพกับเขาเช่นนี้
ย้อนกลับไปหยางอี้นั้นออกเดินทางเป็ครั้งแรกและการเลือกที่จะเดินทางตัดผ่านป่าดับดารานั้นเป็เพียงความคิดที่จะเข้ามาฝึกฝนฝีมือตนเองเท่านั้นแต่การเข้ามาในป่าดับดารานั้นทำให้เขาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดด้วยความไม่ประมาณตนเองของเขา ประสบการณ์ครั้งนี้ถือเป็เครื่องช่วยเตือนสติอย่างดีในครั้งหน้าหากจะทำอะไรจะต้องรอบคอบยิ่งขึ้นอย่างน้อยจะต้องมั่นใจว่าจะไม่เอาชีวิตไปทิ้ง
แต่ในความโชคร้ายนั้นก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง เพราะเขานั้นได้รับรู้ถึงพลังที่สองของมุกมิติราชันย์แถมยังได้เป็ศิษย์ของกู่เทียนชางอีกด้วยและด้วยเหตุนี้ทำให้หยางอี้มิได้รู้เื่กฎของเมืองหลวงมากนักและยังมิรู้ด้วยซ้ำว่าการผ่านเข้าเมืองทางประตูทิศเหนือนั้นถือเป็การประเมินอย่างหนึ่งของเมืองหลวงเพราะบุคคลเหล่านี้มิอาจเมินเฉยได้เมื่อเข้ามาในเมืองหลวง
“ มิเป็ไรพี่ชาย เป็ข้าเองที่ทำให้พี่ชายท่านนี้ใ ”เมื่ออีกฝ่ายสุภาพต่อตน แน่นอนว่าหยางอี้ยินดีจะกล่าวตอบอย่างสุภาพเช่นกัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแทนที่ทหารยามทั้งสองจะโล่งใจกลับกลายเป็ตกตะลึงแทนบุรุษเบื้องหน้ามันจากคำพูดและน้ำเสียงเช่นนี้ย่อมคาดเดาได้ว่าเป็เพียงเด็กหนุ่มรุ่นเยาว์เท่านั้นแล้วเด็กหนุ่มที่เดินทางผ่านป่าดับดาราเพียงลำพังได้จะไม่ให้มันทั้งสองตกตะลึงได้เช่นใดกัน
“ อ่า น นี่ น้องชายท่านนี้ ข้าขอเสียมารยาทถามอายุท่านได้หรือไม่”ทหารยามอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมาแม้ว่าจะเป็การเสียมารยาทแต่ด้วยเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่เดินทางตัดป่าดับดารามาได้นั้นจะเป็บุคคลธรรมดาได้อย่างไรแล้วเื้ัของเด็กหนุ่มผู้นี้จะเป็เช่นไรนี่เป็เื่สำคัญอย่างมากหยางอี้ทำเพียงยิ้มและค่อยๆถอดฮู้ดที่คลุมหัวออกเผยให้เห็นใบหน้าอันคมคายสมชายชาตรีก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเป็มิตร
“ อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าข้าจะอายุครบ 16 ปีว่าแต่พี่ชายข้านั้น้าจะผ่านประตูเข้าสู่เมืองหลวงท่านช่วยข้าได้หรือไม่ ”
เมื่อทหารยามทั้งสองคนได้ยินว่าเด็กหนุ่มผู้นี้อายุยังไม่ทันครบ 16ปีแต่เต็มไปด้วยความสามารถอีกทั้งมันทั้งสองยังมิอาจััได้ถึงลมปราณของหยางอี้แม้แต่น้อยทำให้พวกมันตกตะลึงเป็อย่างมากก่อนจะที่หนึ่งในทั้งสองคนจะได้สติแล้วรีบกล่าวออกมา
“ อ่า ใช่แล้ว คุณชาย นี่คือประตูเมืองทิศเหนือท่านสามารถผ่านไปได้ด้วยการแจ้งชื่อและเจตนาในการมายังเมืองหลวงแก่ผู้ตรวจการที่ทางเข้าประตูเมืองเชิญคุณชายตามข้ามา”
หยางอี้ประหลาดใจเล็กน้อยกับคำพูดของทหารยามที่กลับเรียกตัวเขาเองสุภาพกว่าเดิมแต่ก็มิได้สนใจอะไรมากจากนั้นเขาก็เดินตามทหารยามคนนั้นไปยังประตูเมือง
เมื่อเดินผ่านกำแพงชั้นนอกที่อยู่ติดกับป่าดับดาราเข้า หยางอี้กลับตกตะลึงเพราะภายหลังกำแพงหินที่กั้นขวางไว้กลับกลายเป็ค่ายทหารขนาดหนึ่งกองพันทางด้านซ้ายนั้นมีซุ้มกระโจมตั้งอยู่นับร้อยส่วนด้านขวานั้นเป็ลานฝึกซึ่งเต็มไปด้วยทหารหลายร้อยนายกำลังฝึกฝนกันอยู่
เมื่อหยางอี้เดินผ่านกำแพงหินเข้ามาก็ตกเป็เป้าสายตาของทหารมากมายแต่ชายหนุ่มก็มิได้สนใจแต่กลับมองไปยังเบื้องหน้าซึ่งเป็ประตูเมืองขนาดใหญ่ถูกแกะสลักด้วยลวดลายต่างๆอย่างสวยงามกำแพงเมืองที่ถูกทำด้วยหินอ่อนทอดยาวไปไกลจนสุดสายตาเป้าสายตาของหยางอี้คือโต๊ะม้าหินที่ตั้งอยู่แถวหน้าประตูเมืองที่โต๊ะนั้นมีคนสองคนกำลังนั่งเล่นหมากรุกกันอยู่หนึ่งคือชายวัยกลางคนสวมชุดเกราะเบาของทหารรูปร่างกำยำสมชาตรีและอีกหนึ่งคือชายชราร่างผอมสวมชุดสีขาว
เสียงฝีเท้าดังขึ้นใกล้เข้ามา ทำให้ชายทั้งสองที่กำลังนั่งเล่นหมากรุกอยู่หันไปมองทางต้นเสียงเมื่อมองออกไปสิ่งที่เห็นนั้นทำให้ชายทั้งสองอดมิได้ที่จะประหลาดใจเพราะจากัันั้นเขาทั้งสองรู้อยู่ก่อนแล้วว่ามีหนึ่งคนกำลังมุ่งหน้ามานั่นคือทหารยามผู้นำทางหยางอี้มานั่นเองแต่เมื่อหันไปมองเื้ัทหารนายนั้นกลับปรากฏเป็เด็กหนุ่มอีกคนที่เดินตามมาอีกทั้งเขาทั้งสองยังมิอาจััได้ถึงตัวตนของหยางอี้แม้แต่น้อย
ทั้งสองหันมามองหน้ากันก่อนจะลุกขึ้นและเดินเข้าไปหาทหารยามเพื่อถามข้อมูลของเด็กหนุ่มเื้ั
“ คาราวะท่านผู้บัญชาการ คาราวะท่านผู้ตรวจการ”ทหารยามกล่าวขึ้นเพื่อทำความเคารพทั้งสองก่อนจะเอ่ยแนะนำหยางอี้
“ เรียนท่านผู้ตรวจการคุณชายท่านนี้ได้เดินทางมายังเมืองหลวงโดยผ่านป่าดับดารามาเพียงลำพังและ้าผ่านประตูทิศเหนือเพื่อเข้าเมืองขอรับ ”
ชายทั้งสองที่กำลังลอบสำรวจหยางอี้เมื่อได้ยินว่าหยางอี้เดินทางเพียงลำพังทำให้ทั้งสองใมิน้อย ในขณะที่หยางอี้นั้นเพียงยิ้มอ่อนให้แก่ทั้งสองเมื่อพบว่าพวกเขาลอบสำรวจตัวตนของมัน
“ข้ากงจี้ เป็ผู้ตรวจการของประตูทิศเหนือส่วนนี่คือผู้บัญชาการกองพันนี้ จางหู่ ”กงจี้ ชายชราชุดขาวเหมือนบัณฑิตกล่าวออกมาพร้อมยิ้มให้หยางอี้อย่างเป็มิตร
“ ผู้เยาว์ยินดีที่ได้พบท่านผู้ตรวจการและท่านผู้บัญชาการกองพัน”หยางอี้ตอบกลับไปอย่างสุภาพเช่นกัน
“ เรียนท่านทั้งสอง ผู้เยาว์เดินทางมาจากเมืองธารา์และ้าจะผ่านประตูทิศเหนือเข้าสู่เมืองหลวงท่านพอจะช่วยข้าได้หรือไม่ ”หยางอี้กล่าวอีกครั้งเพื่อเข้าจุดประสงค์ของตน
กงจี้นั้นยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมา“ คุณชายน้อยแน่นอนท่านสามารถผ่านเข้าไปได้ เพียงแจ้งนามของท่านและจุดประสงค์ในการมายังเมืองหลวงแก่ข้า”
กงจี้หรี่ตามองไปยังหยางอี้ แน่นอนว่าเขาจะต้องทราบข้อมูลของหยางอี้ให้มากที่สุดนี่มิใช่เื่เล็กน้อยบางทีการมาของหยางอี้นั้นอาจจะกลายเป็เื่ใหญ่เสียยิ่งกว่าการมาถึงพวกตาแก่ระดับสูงเสียอีกนี่ทำให้เขานึกถึงนิทานเื่หนึ่งของเมืองนี้ที่ดัดแปลงมาจากเื่จริงที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
ในอดีตเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่เดินทางผ่านป่าดับดารามาเพียงลำพังเช่นเดียวกับหยางอี้แต่เด็กหนุ่มผู้นั้นเพียง้ามาเที่ยวเล่น และในอดีตนั้นประตูทางทิศเหนือเป็เพียงค่ายทหารเพื่อป้องกันการบุกรุกของสัตว์อสูรจากป่าดับดาราเท่านั้นแม้หลายคนจะประหลาดใจกับการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มผู้นั้นแต่ก็มิได้ใส่ใจมากนัก
หลังจากนั้นเด็กหนุ่มผู้นั้นก็ได้เข้าไปยังเมืองหลวงเพื่อเที่ยวเล่นและชื่นชมกับสิ่งต่างๆที่ไม่เคยเห็น แต่เด็กหนุ่มผู้นั้นชื่นชอบการประลองและการต่อสู้เป็อย่างมากจึงได้ออกตระเวนขอแลกเปลี่ยนวิชากับสำนักต่างๆภายในเมืองหลวงและด้วยการที่มากความสามารถทำให้ใช้เวลาไม่นานเด็กหนุ่มคนนั้นก็ได้มีชื่อเสียงอย่างมากภายในเมืองหลวง
หลังจากมีผู้ชื่นชอบย่อมเป็ธรรมดาที่จะมีผู้ที่ริษยาหลังจากที่ชื่อเสียงโด่งดังไม่นานก็ไปเข้าหูขององค์ชายคนหนึ่งของราชวงศ์และด้วยความอิจฉาที่คนนอกกลับมาเจิดจรัสภายในเมืองที่ราชวงศ์ของตนปกครองอยู่ทำให้องค์ชายวางแผนการต่างๆนาเพื่อที่จะจัดการกับเด็กหนุ่มผู้นั้น
ด้วยแผนการต่างๆและยังรวมถึงเหล่าลูกสมุนหลายต่อหลายคนที่ส่งไปกลับไม่สามารถจัดการเด็กหนุ่มผู้นั้นได้และแน่นอนเนื่องจากเป็เหมือนการทะเลาะกันของเด็กและทั้งสองต่างมีการปะทะกันซึ่งหน้าหลายครั้งทำให้องค์ชายนั้นอับอายกับความพ่ายแพ้หลายครั้งและสิ่งที่ตามมานั้นคือคำถากถางและเสียงเยาะเย้ย
หลังจากนั้นตัวองค์ชายต่างเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่มีต่อเด็กหนุ่มคนนั้นและจากการที่้าเอาชนะและยืนอยู่เหนือกว่ากลับกลายเป็ความ้าสังหารขึ้นมาองค์ชายนั้นมิใช่ตัวโง่งมเมื่อตระหนักได้ว่ามิอาจเอาชนะด้วยกำลังก็ต้องใช้เล่ห์กลเข้าช่วยแผนของมันคือการใช้สิ่งที่เป็เื่น่ากลัวที่สุดสำหรับบุรุษั้แ่อดีตจนถึงปัจจุบันนั่นคืออิสตรี
องค์ชายวางแผนการณ์โดยส่งบุตรีของข้ารับใช้ในวังคนหนึ่งเพื่อเข้าไปตีสนิทกับเด็กหนุ่มผู้นั้นและเด็กสาวที่องค์ชายส่งมานั้นรูปโฉมนั้นก็งดงามอยู่ในระดับหนึ่งจึงมิใช่เื่ยากที่จะตีสนิทกับเด็กหนุ่มผู้นั้น
เวลาผ่านไป เด็กหนุ่มผู้นั้นเริ่มจะตกหลุมรักเด็กสาวคนนั้นจนทำให้ลดการระวังตัวโดยมิรู้เลยว่าตนนั้นกำลังตกสู่แผนร้ายขององค์ชายเมื่อเห็นว่าแผนของตนไปได้ด้วยดี องค์ชายก็สั่งให้สมุนนำยาพิษชนิดหนึ่งไปให้เด็กสาวโดยสั่งให้เด็กสาวหาโอกาสทำให้เด็กหนุ่มคนนั้นกินให้ได้
โดยเด็กสาวนั้นลังเลอยู่บ้างเพียงแต่ชีวิตของตนและมารดานั้นอยู่ในกำมือองค์ชายจึงเป็ไปไม่ได้ที่จะขัดคำสั่งหลังจากนั้นทุกอย่างก็เป็ไปตามแผนขององค์ชายเด็กหนุ่มคนนั้นถูกวางยาพิษที่ค่อยๆกัดกร่อนชิวิตของเขาลงเรื่อยๆ เขาเริ่มป่วยและหนักขึ้นๆ ่เวลานั้นด้วยความรู้สึกผิดทำให้เด็กสาวอยู่ดูแลเขาตลอดและพยายามจะหาทางรักษาและไม่นานเด็กสาวคนนั้นก็เริ่มเกิดความรักโดยบริสุทธิ์ใจต่อเด็กหนุ่ม
่เวลาเลยผ่านไปอาการของเขาแย่ลงเรื่อยๆส่วนเด็กสาวก็พยายามอย่างที่สุดที่จะดูแลเขาโดยทุกคืนเธอจะแอบไปนั่งร้องไห้คนเดียวเสมอเพราะเสียใจกับความผิดพลาดที่เธอทำลงไปและแล้ววันเวลาแห่งความโศกเศร้าก็มาถึงเมื่อองค์ชายมาเยือนยังที่พักของเขา องค์ชายเยาะเย้ยในความโง่งมของเขาที่พ่ายแพ้ให้กับแผนการขององค์ชายองค์ชายเปิดเผยทุกเื่เพื่อหวังให้เด็กหนุ่มเ็ปใจและทุกข์ทรมานมากยิ่งขึ้นที่โดนหักหลังโดยคนรักแต่เื่กลับไม่เป็อย่างนั้น เพราะเด็กหนุ่มมิได้ใและมีอาการตื่นตระหนกส่วนเด็กสาวก็ทำได้เพียงร่ำไห้และขอโทษเขาไม่หยุด
เด็กหนุ่มพูดออกมาว่า ตัวเขานั้นรู้มานานแล้วแต่หากเด็กสาวกลับมิยอมจากไปกลับคอยอยู่ดูแลเขาและยังแอบไปร้องไห้ทุกคืนแล้วจะให้เขาโกรธเธอได้อย่างไร เด็กสาวเมื่อได้ยินยิ่งเ็ปเข้าไปอีก...นี่เธอทำอะไรลงไป
ส่วนองค์ชายนั้นเมื่อไม่ได้เห็นผู้เป็ศัตรูเ็ปอย่างที่คิดจึงบังเกิดโทษะและใช้ดาบในมือแทงเข้าไปยังท้องของเด็กหนุ่มเพื่อระบายความโกรธเมื่อพอใจแล้วเขาจึงจากไป ทิ้งไว้เพียงเด็กหนุ่มที่ลมหายใจโรยรินนอนอยู่ในกองเืภายใต้อ้อมแขนของคนรัก
จากนั้นไม่นานเด็กหนุ่มผู้นั้นก็สิ้นใจส่วนเด็กสาวด้วยความสำนึกผิดเธอจึงเขียนจดหมายทิ้งไว้หนึ่งฉบับในจดหมายนั้นมีเื่ราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นรวมถึงแผนการขององค์ชายอยู่ด้วยจากนั้นเธอก็ใช้มีดที่พกไว้ปลิดชีพตนเองตามคนรักของเธอไป
หลังจากกำจัดศัตรูไปได้ทำให้องค์ชายมีความสุขอย่างมาก เขานั้นกลับกลายเป็คนที่โดดเด่นอีกครั้งแต่เพียง 3 วันนับจากที่เด็กหนุ่มสิ้นชีพความสุขขององค์ชายก็จบลงเพราะผู้มาเยือนเมืองหลวงในครานี้คือตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เหนือทั้ง 5 จักวรรดิ
“ นั่นคือการมาถึงของวิหารเทวะสุริยันต์ ”
วิหารเทวะสุริยันต์ นามของ 1 ใน 4 ผู้ปกครองและควบคุมที่อยู่เื้ัของโลกยุทธภพ
การมาถึงของวิหารเทวะสุริยันต์ในครั้งนี้มีบุคคลทั้งสิ้นเพียง 3คนแต่ตัวตนทั้งสามนั้นสูงส่งเกินกว่าที่ราชวงศ์ของจักรวรรดิเมฆาหวนในเวลานั้นจะจินตนาการถึงในวันแรกที่มาถึงนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็หายนะของจักรวรรดิเมฆาหวนเลยก็ว่าได้เพราะหนึ่งในสามของผู้ที่มาเยือนนั้นคือผู้าุโคุมกฏสูงสุดของวิหารเทวะสุริยันต์และเป็ปู่ของเด็กหนุ่มผู้ที่ตกตายลงด้วยกลอุบายขององค์ชาย
บุคคลสำคัญของวิหารเทวะสุริยันต์จะมีการทำตราผนึกเชื่อมใจไว้ หากมีการเสียชีวิตทางวิหารจะสามารถรับรู้และระบุถึงบริเวณใกล้เคียงได้ทันทีนั่นเป็สาเหตุที่คนของวิหารเทวะสุริยันต์รับรู้ได้ทันทีเมื่อเด็กหนุ่มผู้นั้นสิ้นใจหลังจากที่ผู้คุมกฏเห็นสภาพของหลานชายเขาล้วนถูกหลากหลายความรู้สึกถาโถมเข้าใส่แม้การตายของหลานชายคนเดียวของเขานั้นจะทำให้เขาโกรธจนแทบจะคลั่งแต่สิ่งที่ดึงรั้งสติอยู่นั้นคือความสงสัย
ความสงสัยว่าเหตุใด...เหตุใดหลายชายเขาจึงถูกสังหารลงด้วยมือของคนจากจักรวรรดิเมฆาหวรแม้อยู่ภายในวิหารเทวะสุริยันต์หลานชายเขานั้นอาจมิได้ถูกนับเป็ดั่งยอดอัจฉริยะแต่กฎเกณฑ์ระหว่าง4 สำนักพิทักษ์ฟ้าและสำนักระดับล่างนั่นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สุดยอดอัจฉริยะของจักรวรรดิทั้ง 5 อาจจะเป็ได้เพียงศิษย์สายนอกสำหรับวิหารเทวะสุริยันต์เท่านั้นและเหตุใดหลานชายเขาจึงถูกสังหารอีกทั้งยาพิษที่ถูกตรวจพบนั้นจะต้องเข้าสู่ร่างกายจากการกินเท่านั้นนั่นย่อมไม่สมเหตุสมผลเพราะคนจากวิหารเทวะสุริยันต์ล้วนมั่นใจเต็ม 100 ส่วนว่าโลกเบื้องล่างนี้มิมีทางทำอันตรายพวกเขาได้
และแล้วเมื่อเขาสำรวจศพของหญิงสาวที่สิ้นใจขณะที่ยังโอบกอดหลานชายของเขาอยู่เขาก็ได้พบกับจดหมายฉบับหนึ่ง จดหมายที่ถูกเขียนขึ้นด้วยเืของเธอ และเป็จดหมายที่นำพาความพินาศมาสู่ราชวงศ์
หลังจากเห็นข้อความในจดหมายผู้าุโคุมกฎกลับกลายเป็บ้าคลั่ง แรงกดดันมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาจนผู้คนทั้งเมืองหลวงต่างสั่นกลัวทุกชีวิตในเมืองล้วนััได้ถึงจิตสังหารอันมากล้นมีผู้คนกว่าครึ่งเมืองที่หมดสติไปฉับพลันก่อนจะรู้สึกตัวอีกครั้งและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวความหวาดกลัวจากการที่ชีวิตถูกคุกคามจากความตาย
ไม่นานอารมณ์ของผู้คุมกฎก็สงบลง เขามองไปยังหลานชายของเขาด้วยสายตาอันโศกเศร้า
“ ชิงเอ๋อร์ ทำไมจึงได้โง่แบบนี้ ” หลังจากนั้นเขาก็สั่งในผู้ติดตามนำศพของทั้งสองคนออกมาและมุ่งหน้าไปยังวังหลวงเพื่อชำระบัญชีแค้นในครั้งนี้
พื้นที่ชั้นกลางของเมืองหลวง พระราชวังขนาดใหญ่อันงดงามที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยกำแพงอันแข็งแกร่งตัวพระราชวังถูกตกแต่งด้วยทองและอัญมณีมากมาย
จากการปลดปล่อยจิตสังหารของผู้คุมกฎวิหารเทวะสุริยันต์ทำให้ผู้คนภายในเมืองหลวงต่างตื่นตระหนกภายในและนอกพระราชวังเวลานี้ล้วนเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญและทหารมากมายเข้ามาประจำการเพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
สูงขึ้นไป้าพระราชวังกว่า 2 กิโลเมตรปรากฏร่างชายชรา 3 คนยืนมองลงมายังเบื้องล่าง สายตาของชายชราคนหน้าสุดจ้องมองไปยังพระราชวังและผู้คนภายในด้วยความเกรี้ยวโกรธขณะที่เบื้องล่างนั้นเต็มไปด้วยความโกลาหลคำสั่งมากมายถูกถ่ายทอดไปยังเหล่าผู้เชี่ยวชาญและทหารของเมือง
ด้วยความยำเกรงต่อตัวตนที่ปลดปล่อยจิตสังหารออกมาเมื่อครู่แม้จะไม่รู้จุดประสงค์แต่ทางราชวังนั้นคิดว่ามิใช่เื่ดีแน่จึงสั่งการให้ทั้งเมืองอยู่ใน่ระวังภัยขั้นสูงสุด
หลังจากที่จ้องมองไปยังพระราชวังมาเป็เวลานานชายชราในที่สุดก็ตัดสินใจได้ก่อนจะแค่นเสียง เฮอะ ออกมาอย่างไม่พอใจสักเท่าไหร่นักเวลาที่ผ่านมาด้วยความรู้สึกและอารมณ์ที่หลากหลายตัวชายชรานั้นเป็ถึงผู้คุมกฎสูงสุดของวิหารเทวะสุริยันต์ การกระทำของเขานั้นมิใช่ที่ที่จะทำได้ตามอำเภอใจนัก
ใจจริงแล้วเพื่อระบายความโกรธและเส้นสังเวยให้แก่หลานชายตาแก่คนนี้ตั้งใจจะลบทั้งเมืองหลวงแห่งนี้ให้หายไปซะตอนนี้เลยเสียด้วยซ้ำแต่ด้วยอย่างไรเสียนี่ก็เป็ถึง 1 ใน 5 ราชวงศ์ที่ปกครองโลกเบื้องหน้า แม้ทั้ง 5 ราชวงศ์จะไม่มีความสามารถพอที่จะแตะต้องคนของ4 สำนักเื้ัแม้แต่ปลายเล็บก็ตาม แต่อีก 3 สำนักนั้นย่อมมิใช่เช่นนั้น
แม้จะได้ชื่อว่าเป็ 4 สำนักพิทักษ์ฟ้าแต่เื้ักลับเป็การแกร่งแย่งเพื่อชิงความเป็หนึ่งด้วยเหตุนี้แม้เื่เพียงเล็กน้อยก็จะเป็การเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายนำมาเป็เื่โจมตีได้สิ่งสำคัญสำหรับทั้ง 4 สำนักย่อมมิใช่เื่กำลัง เพราะผู้นำทั้ง 4 ล้วนอยู่ในระดับเดียวกันแต่หากเป็ศักดิ์ศรีและหน้าตาต่างหาก
เสียงเยาะเย้ยและคำเย้ยหยันล้วนเป็สิ่งที่รับมิได้สำหรับสำนักใหญ่ทั้ง4 เพราะฉะนั้นผู้คุมกฏของวิหารเทวะสุริยันต์จึงต้องคิดให้ดีก่อนจะลงมือและการทำลาย 1 ใน 5 ราชวงศ์ที่ปกครองโลกเบื้องหน้าก็นับว่ามิใช่เื่เล็กน้อย อีกทั้งยังมีผู้บริสุทธิ์จำนวนมากอยู่ภายในเมือง
หลังจากตัดสินใจได้ชายชราปลดปล่อยแรงกดดันอันหนักหน่วงอีกครั้งจากแรงกดดันทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องล่างล้วนซุดตัวลงกับพื้นและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเสียงอันดังก้องกังวานที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดดังออกมาจากเบื้องบน
“ เ้าพวกตัวบัดซบราชวงศ์จิง จงออกมาให้แก่ข้า! หากมันผู้ใดคิดหลบซ่อนเช่นนั้นข้าจะทำลายเมืองนี้ทิ้งทันที”เมื่อได้ยินเหล่าคนจากราชวงศ์กลายเป็หน้าซีดพวกมันกระทำการอันใดเหตุใดเ้าของเสียงอันเกรี้ยวกราดจึงได้เจาะจงถึงพวกมัน?
ด้วยความหวาดกลัวเพียงไม่นานทุกคนในราชวงศ์ต่างออกมารวมตัวกันด้านหน้าราชวังอย่างพร้อมเพรียงหลังจากออกมาแล้วเป็าาที่กล่าวออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ“ ท่านผู้าุโ มิทราบว่าเกิดเื่อันใดขึ้นหรือ? ”
“ เฮอะ เ้าสารเลวผู้ใดที่บังอาจสังหารหลานชายของข้าจงก้าวออกมา! ”
หลังจากได้ยินผู้คนต่างหันหน้ามองกัน ใครกัน? มันผู้ใดที่บังอาจไปล่วงเกินบุคคลอันทรงพลังเช่นนี้แม้จะผ่านไปเพียงชั่วครู่ก็ยังมิมีผู้ใดก้าวออกมาส่วนองค์ชายนั้นตอนนี้มันล้วนหวาดกลัวจนตัวสั่นแต่มันก็ยังคงมิคาดคิดว่าเด็กหนุ่มผู้ที่มันวางแผนสังหารเพียงเพื่อความริษยาของมันนั้นจะเป็คนเดียวกับที่บุคคลอันทรงพลังกล่าวถึง
หลังจากรอมาได้ครู่หนึ่งเมื่อมิมีผู้ใดยอมรับเสียงเบื้องบนก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ ดี ในเมื่อพวกเ้าไม่ยอมรับข้าจักจัดการพวกเ้าทีละคนจนกว่าจะเจอ!”หลังสิ้นเสียง ชายชราทั้งสามคนก็ปรากฏตัวลงที่เบื้องหน้าเหล่าผู้คนของราชวงศ์เบื้องหน้าคือชายชราที่หนวดเคราขาวเฟ้อส่วนอีกสองคนเื้ักำลังอุ้มร่างสองร่างอยู่คือหนึ่งหญิงหนึ่งชายเมื่อได้เห็นตราประทับที่ปกเสื้อของชายชราทั้งสามใบหน้าอันซีดเซียวของมันพลันซีดลงยิ่งกว่าเดิม
“ ว ว วิหารเทวะสุริยันต์! ”
สิ้นคำกล่าวนี้หลายคนกลายเป็งุนงง แต่มิใช่สำหรับบุคคลระดับสูงของราชวงศ์และเหล่าผู้เชี่ยวชาญชื่อนี้กลับทำให้พวกมันหายใจติดขัด เม็ดเหงื่อต่างผุดขึ้นเต็มใบหน้า
“ ข้าจะถามอีกครั้งมันผู้ใดเป็ผู้ลงมือ ”แม้จะรู้แต่ชายชราก็ยังคงถามออกมาอีกครั้ง
“ หนึ่ง… ”
สิ้นคำชายชราพลันโบกมือเบาๆคราหนึ่ง สิ่งที่ปรากฏขึ้นมานั้นล้วนทำให้ผู้คนต่างสั่นกลัวมากขึ้นเมื่อหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญของราชวงศ์กลายเป็ละอองเืค่อยๆจางหายไปในอากาศมันทำให้ผู้คนต่างอยู่ในอาการตกตะลึงและล้วนหวาดกลัวว่าต่อไปจะเป็เคราะห์ของตนเอง
“ น นั่นมัน เผ่ยหยางชิง! ” หนึ่งในรุ่นเยาว์ของราชวงศ์อุทานออกมาเมื่อบังเอิญเห็นใบหน้าของร่างหนึ่งที่ชายชราเื้ัที่เป็ผู้ติดตามของผู้คุมกฎอุ้มเอาไว้เสียงนั้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้เรียกสติของผู้คนกลับมา
“ ใช่แล้ว! เผ่ยหยางชิง คือหลานชายของข้า และข้านั้นมิได้มีความอดทนมากนัก ”
“ เด็กน้อยเ้ารู้อะไรจงเร่งพูดออกมาเร็ว! ”าานั้นมองไปยังรุ่นเยาว์คนที่หลุดปากพูดออกมา
“ น นี่ เื่นี้ ”รุ่นเยาว์คนนั้นอ้ำอึ้งอยู่ประเดี๋ยวหนึ่งก่อนจะมองไปยังหน้าขององค์ชายที่บัดนี้ซีดเผือดราวซากศพเมื่อมองตามสายตานั้นไปทุกคนต่างล่วงรู้ได้ทันทีว่าเป็ผู้ใด
“บัดซบ! เ้าลูกสารเลว! ”าาตวาดลั่นเมื่อรู้ถึงตัวการว่าเป็บุตรชายของมันเอง
“ ท ท ท่านพ่อ ช่วยข้าด้วย ท ท่านต้องช่วยข้านะ ”
องค์ชายกล่าวออกมาด้วยเสียงสั่นเครือความหวาดกลัวปกคลุมไปทั่วทั้งจิตใจมันเดิมทีมันมิคิดว่าเด็กหนุ่มผู้เป็ศัตรูของมันจะเป็คนเดียวกับหลานชายของชายชราจากวิหารเทวะสุริยันต์าามองไปยังบุตรชายของมันด้วยสายตาอันแข็งกร้าว
แม้นี่จะเป็บุตรชายที่มันโปรดปรานที่สุดแต่แล้วอย่างไร? หากต้องแลกกับชีวิตผู้บริสุทธิ์นับล้านมันจะคุ้มค่าได้อย่างไร?
“ เ้าสารเลว จงก้าวออกมารับความผิด! ”าากล่าวออกมาอย่างหนักแน่น ผู้าุโคุมกฎมองดูเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างนิ่งเฉยในใจกลับลอบชมเชยในการตัดสินใจของาาของจักรวรรดิแห่งนี้
“ น นี่ ท่านพ่อ ไม่ ข้าไม่ยอม ” ด้วยความหวาดกลัวและความขี้ขลาดทำให้มันมิกล้ายอมรับความผิดและวิ่งหนีเข้าพระราชวังไปแต่ก่อนที่จะก้าวเท้าผ่านซุ้มประตูเข้าไปนั้น
ฟรึบ !ฉับ !อ้าก!พลังปราณอันคมกริบพุ่งผ่านอากาศตัดเข้าที่ขาทั้งสองข้างขององค์ชายทำให้มันส่งเสียงร้องออกมาอย่างโหยหวนก่อนจะหันกลับไปจ้องมองผู้ที่ลงมือตัดขาทั้งสองของมัน
“ ท ท่านพ่อ ”มิใช่ใครอื่นแต่เป็บิดาของมันเองที่เป็ผู้ลงมือ
“ ลูกสารเลว เกิดเป็บุรุษแต่เลือกที่จะหนีความผิด...เ้ามาเป็ตัวเสื่อมเสียของราชวงศ์!จงมารับความผิดต่อหน้าผู้าุโซะ! ”หลังจากจบคำพลังปราณแผ่พุ่งออกจากมือของาาเป็กรงเล็บขนาดใหญ่พุ่งเข้าไปคว้าตัวองค์ชายก่อนจะโยนไปยังเบื้องหน้าของผู้าุโคุมกฎ
“ ข้านั้นมีบุตรที่โง่เขลา ขอผู้าุโเห็นใจละเว้นผู้บริสุทธิ์ด้วย”าาพูดออกมาอย่างนอบน้อมสำหรับมันชีวิตผู้บริสุทธิ์นับล้านภายในเมืองหลวงย่อมสำคัญกว่าบุตรชายโง่เขลาเพียงคนเดียวอยู่แล้ว
“ ฮึ่ม เห็นแก่ความเด็ดขาดและเห็นใจต่อผู้บริสุทธิ์ข้าจะให้ทางเลือกแก่มัน2 ข้อ หนึ่งคือตาย สองรับการลงโทษจากข้า...หากรอดไปได้ข้าจะไม่เอาความในเื่นี้อีก”
ชายชราพูดขึ้นเมื่อหันไปมององค์ชายตัวมันย่อมรู้อยู่แล้วว่าเ้าตัวขลาดเขลานี่จะเลือกอย่างใด ข้อแรกการตายนั้นถือเป็การผ่อนปรนที่องค์าาขอร้องมา นั่นคือมิ้าให้บุตรชายมันต้องทรมาร
เมื่อรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็มิรอดมันจึงได้แต่หวังว่าชายชราเบื้องหน้าจะลงมืออย่างรวดเร็วนั่นเป็เพียงสิ่งเดียวที่มันจะช่วยเหลือบุตรชายมันได้
“ ข ข ขอบคุณท่านผู้าุโ ขอบคุณท่านผู้าุโ ”เมื่อได้ยินว่ามีทางรอดองค์ชายกลับกลายเป็ตื่นเต้นและกล่าวขอบคุณทั้งน้ำตามันดีใจเป็อย่างมากที่ชายชราเบื้องหน้ามอบโอกาสให้มันรอดชีวิตโดยมิรู้เลยว่านั่นคือกับดักที่จะทำให้มันตกสู่หนทางของนรก
าาทำได้เพียงส่ายหัวและเบือนหน้าหนีก่อนโค้งคำนับให้กับชายชราทั้งสามหนึ่งทีและพริ้วกายหายไป ผู้คุมกฎนั้นเข้าใจดีจึงมิได้ทักท้วงในการจากไปของมัน
“ ฮ่าๆ เ้าสารเลว เ้ามิทำให้ข้าผิดหวังจริงๆเมื่อเ้าเลือกแล้วก็จงรับโทษของเ้าซะ ”ผู้คุมกฎพูดออกมาอย่างพอใจผู้ที่สังหารหลานชายของเขา เขาจะปล่อยให้ตกตายอย่างสบายได้อย่างไร
“ จงอ้าปากของเ้า ”หลังจากได้ยินเสียงองค์ชายกลายเป็งุนงงเดิมมันคิดว่าการลงโทษจะเป็การทุบตีมันแต่ด้วยความหวาดกลัวมันจึงมิรอช้ารีบอ้าปากของมันทันทีฟรึ่บบางอย่างพุ่งเข้าไปในปากของมันหลังจากที่มันเปิดปากขึ้น
อ้า!องค์ชายรู้สึกได้ถึงบางอย่างวิ่งวนอยู่ในตัวมันอย่างบ้าคลั่งใบหน้าของมันเริ่มซีดขาวก่อนร้องออกมาด้วยความเ็ป
“สารเลว นั่นคือแมลงลงทัณฑ์ที่ใช้ในวิหารเทวะสุริยันต์อายุของมันจะขึ้นอยู่กับจิตใจของเ้า หากเ้ามิยอมแพ้มันจะค่อยๆสลายหายไป “หลังจากพูดจบผู้คุมกฎโบกสะบัดมือออกเป็สัญลักษณ์บางอย่างก่อนจะเกิดเป็กำแพงลมปราณล้อมลอบตัวขององค์ชายไว้
“ หมดเื่แล้วกลับวิหารได้!”หลังจากสิ้นเสียงชายชราทั้งสามคนก็หายไปราวกับภาพมายา
การทรมารขององค์ชายนั้นเรียกได้ว่ายิ่งกว่าตกนรกแมลงลงทัณฑ์นั้นจะค่อยๆกัดกินเนื้อภายในร่างกายของมันทีละนิดแต่ความเ็ปที่เกิดขึ้นนั้นมิได้เล็กน้อยเลยเพราะเขี้ยวของมันนั้นจะหลั่งพิษออกมาเพื่อเพิ่มความเ็ปให้มากยิ่งขึ้นด้วยคำพูดของผู้คุมกฎทำให้คนขาดเขลาอย่างมันอดทนเพื่อที่จะมีชีวิตรอด
ความตายนั้นเป็สิ่งที่น่ากลัวและตัวมันนั้นก็มิอยากจะตกตายมันจึงอดทนกัดฟันรับความเ็ปที่เกิดขึ้นจน3 เดือนผ่านไปองค์ชายก็ทนรับความเ็ปไม่ไหวและได้ตกตายลงโดยมันมิได้รู้เลยว่าเื่ที่มันทนทรมารมาอย่างสุดแสนใน่ 3 เดือนนั้นล้วนเป็เื่เสียปล่าวเพราะแมลงลงทัณฑ์นั้นมีอายุยาวถึงหมื่นปี!คำพูดของผู้คุมกฎนั้นเพียงเพื่อ้าให้มันทรมารมากที่สุดโดยมิตัดใจยอมตายเสียก่อน
หลังจากนั้น 1 เดือนวิหารเทวะสุริยันต์ได้กลับมาเยือนอีกครั้งโดยครั้งนี้เป็เพียงเหล่าศิษย์สายนอกกว่า100 คนที่มาเยือนจากคำสั่งของผู้าุโคุมกฎคือการให้ราชวงศ์ย้ายออกจากพระราชวังและใช้พระราชวังนี้เป็สุสานของเผ่ยหยางชิงกับหญิงสาวคนรัก
โดยรอบพระราชวังนั้นถูกกางเขตแดนเพื่อป้องกันคนเข้ามาอย่างแ่าอีกทั้งทางราชวงศ์จะต้องคอยดูแลพระราชวังมิให้มีผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปได้โดยนี่คือการลงโทษสถานเบาที่สุดทางองค์าาตกลงยอมรับอย่างรวดเร็วเื่นี้เป็เพียงเื่เล็กน้อยหากเทียบกับความคับข้องใจที่มีต่อวิหารเทวะสุริยันต์
โดยภายหลังสถานที่แห่งนี้ถูกเรียกว่าพระราชวังต้องห้าม!
“ นี่ท่านผู้ตรวจการ...ท่านมัวเหม่ออะไร? ”เสียงห้าวหารของผู้บัญชาการกองพันดังขึ้นจากด้านข้างเพื่อปลุกชายชราในชุดขาวให้ได้สติหลังจากที่มันจมอยู่ในความคิดเป็เวลานาน
“ อ่า...ขออภัยด้วย ข้าดันคิดถึงเื่เมื่อนานมาแล้วไปเสียได้ ”หลังจากได้สติมันยิ้มบางและหันไปกล่าวกับหยางอี้ส่วนหยางอี้นั้นเพียงพยักหน้าตอบก่อนจะหยิบของบางอย่างออกจากอกเสื้อของเขาและยื่นให้แก่ผู้ตรวจการดู