ทหารที่ไม่ได้ทำหน้าที่เวรยาม มองลำแสงบนท้องฟ้าแล้วพากันเดินหาที่มาของแสง
“นั่น ๆ ที่เรือนพักของหน่วยพิเศษ เกิดอะไรขึ้น พวกเราไปดูกันเถอะ” เมื่อทหารกลุ่มใหญ่เดินไปถึง
มองเห็นลำแสงบางส่วนทะลุออกมาด้านนอก บางส่วนเป็ลำแสงขึ้นไปบนท้องฟ้า
ด้วยความอยากรู้ แม้ว่าวันนี้พวกเขาจะถูกลงโทษก็ยอมแต่โดยดี ขอแค่พวกเขาได้รู้ในสิ่งที่สงสัย
ทหารที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดค่อย ๆ ผลักประตูเรือนพักเข้าไป เจอกับแสงสีบาดตาจนต้องเอามือมาบังหน้าไว้
หลังจากพวกเขาเริ่มชินกับแสงสี ก็ค่อยๆ พากันเปิดตามองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หัวใจของทหารที่เข้ามาในเรือนพักแทบหยุดเต้น
ตอนนี้ตรงหน้าของพวกเขาคือทหารหน่วยพิเศษที่กำลังซึมซับพลังที่พลุ่งพล่านอย่างน่ากลัว แสงสีที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการเพิ่มขั้นพลัง
ทหารที่เพิ่งเข้ามาใหม่ยืนตะลึง ช่างเป็เื่ราวเหนือธรรมชาติ ยากที่จะเชื่อว่าคนหลายร้อยสามารถทะลวงขั้นพลังพร้อมกันได้
เหตุใดทหารในหน่วยพิเศษจึงทำได้ มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
เมื่อเห็นทหารกลุ่มใหญ่เข้ามาในเรือนพัก จินเฉิงยิ้มมุมปาก แต่ไม่ได้พูดอะไร
ขณะที่แม่ทัพมู่ซ่งหันไปมองทหารกลุ่มนั้น แต่เหล่าทหารที่มาใหม่กลับมองไม่เห็นว่าท่านแม่ทัพอยู่ตรงนี้ด้วย
เพราะพวกเขาต่างกำลังจดจ่อกับเหตุการณ์อัศจรรย์ที่อยู่เบื้องหน้านั่นเอง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานในความรู้สึกของคนมองอย่างทหารกลุ่มใหญ่ที่เข้ามา
รู้สึกตัวอีกทีเมื่อทหารคนสุดท้ายของหน่วยพิเศษซึมซับพลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เสียงกระแอมเบา ๆ ข้างกาย ทำให้ทหารกลุ่มใหญ่หันไปมอง
เฮ้ย ท่านแม่ทัพมาอยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อใดกัน เหตุใดพวกเขาจึงไม่มีใครรู้ตัวเลย
“พวกเ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ” แม่ทัพมู่ซ่งเอ่ยขึ้นสั้น ๆ
ทหารกลุ่มใหญ่ตัวแข็งขึ้นอย่างใ คิดว่าพวกเขาต้องโดนลงโทษเป็แน่ แต่ตอนนี้ต้องรีบออกไปก่อน
เมื่อเหล่าทหารออกไปอย่างเงียบเชียบเหมือนตอนมา ทุกอย่างก็กลับมาเป็ปกติ
ตอนนี้ทหารหน่วยพิเศษหลายคนน้ำตาไหลพรากอย่างกลั้นไม่อยู่
แต่ที่ทุกคนทำอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย คือทุกคนกำลังโขกหัวให้กับจินเฉิงไม่หยุด
จนจินเฉิงยกมือขึ้นทุกคนจึงหยุด พวกเขาไม่ได้พูด แต่แววตาแห่งความซาบซึ้งส่งมาให้จินเฉิง
“ข้ารู้ว่าทุกคนอยากจะพูดอะไร แต่ถือว่าข้าขอ คืนนี้ให้พวกท่านเดินพลังอีกรอบ ซึมซับพลังให้มากที่สุดก่อนนอนพักผ่อน ตื่นตอนเช้าก่อนทำอย่างอื่นให้เดินพลังอีกครั้ง พรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันและจะเริ่มฝึกควบคุมพลัง”
เมื่อพูดจบจินเฉิงหัวหน้าหน่วยพิเศษก็เดินออกไปพร้อมแม่ทัพมู่ซ่ง ก่อนจะแยกย้ายไปพักจินเฉิงหยิบยาออกมาจากในมิติหนึ่งเม็ดยื่นให้กับท่านแม่ทัพ
ยาเม็ดส่งแสงแวววาวที่อยู่ในมือทำให้แม่ทัพมู่ซ่งตื่นตะลึงจนมือสั่น เขายังไม่ได้พูดอะไรจินเฉิงก็เดินเข้าไปในห้องพักแล้ว
แม่ทัพมู่ซ่งยืนเคว้งอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัด มีเพียงแสงสว่างของดวงดาวส่องทาง เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเดินกลับมาถึงที่พักของตนเองได้อย่างไร
แม่ทัพกำยาในมือแน่น เมื่อเขาเริ่มแบมือออกอีกครั้ง ยาเม็ดนี้ยังคงส่งแสงแวววาวบ่งบอกถึงความพิเศษ
“ยาวิเศษ เหตุใดคุณชายจินจึงมีในมากมายเช่นนี้”
หากจะเปรียบเทียบยาที่จินเฉิงมอบให้เขากับยาที่ทหารหน่วยพิเศษใช้ แตกต่างกันอย่างแน่นอน
เมื่อชั่งใจสักครู่ แม่ทัพมู่ซ่งจึงกินยาเม็ดนี้เข้าไป มันละลายทันทีั้แ่อยู่ในปากแล้ว
แม่ทััพเริ่มนั่งสมาธิกำหนดจิตแล้วเริ่มเดินพลัง เขาอยากรู้ว่าอย่างเขาที่ขั้นพลังตันอยู่ที่สีเหลืองขั้นต้นมาเกือบยี่สิบปี จะสามารถเพิ่มขั้นพลังได้เท่าใดกัน
ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีนี้ เมืองที่อยู่ใกล้กับชายแดน พบเห็นปาฏิหารย์ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าถึงสองครั้ง
ครั้งแรกเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนที่บนท้องฟ้าปรากฏแสงสีประหลาดมากมายเจิดจ้า แต่ครั้งนี้พลังแสงมีแค่สีเหลืองแค่เพียงสีเดียวเท่านั้น
แต่ก็ทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสีเจิดจ้า จนเป็เหมือนเวลากลางวัน ทำให้คนที่ได้พบเห็นต่างตื่นใ
ไม่นานนักทุกอย่างก็กลับเป็ปกติ ชาวบ้านที่มองเห็นก็แค่เห็น แต่ทหารในกองทัพที่ไม่ใช่แค่เห็นแต่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาถึงกับนอนไม่หลับ
แต่ละเรือนพักเงียบก็จริง แต่ภายในกำลังพูดคุยกันเื่นี้ปากต่อปาก แค่คืนเดียวทหารในกองทัพทุกคนต่างรู้เื่ที่เกิดขึ้น
เช้าวันต่อมาเมื่อจินเฉิงออกมาจากเรือนพัก เขาต้องใเมื่อพบแม่ทัพมู่ซ่งนั่งรอเขาอยู่ที่หน้าเรือน
“คุณชายจิน” จินเฉิงรีบดึงตัวของแม่ทัพมู่ซ่งขึ้นมาด้วยความเร็ว ก่อนที่เขาจะโขกหัวให้
“ท่านแม่ทัพไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก หากท่านอยากขอบคุณข้าก็แค่เอ่ยออกมาก็พอ อย่าให้ถึงกับโขกหัวให้ข้าเลยขอรับ”
แม่ทัพมู่ซ่งดึงตัวจินเฉิงไปกอดแน่น ๆ ตบหลังเขาเบา ๆ ปากก็เอ่ยขอบคุณไม่หยุด
“ไม่เป็ไรหรอกขอรับ” จินเฉิงยิ้มให้อย่างจริงใจ แล้วฟังสิ่งที่แม่ทัพมู่ซ่งพูดออกมา
“จากพลังที่ตันอยู่ที่สีเหลืองขั้นต้น ตอนนี้ขึ้นมาเป็สีเหลืองขั้นสุด และข้าได้รับมิติจากการเพิ่มขั้นพลังในครั้งนี้”
“ยินดีกับท่านแม่ทัพด้วยขอรับ” จินเฉิงเอ่ยขึ้นอย่างดีใจ และแนะนำให้แม่ทัพมู่ซ่งเข้าไปฝึกเดินพลังในมิติ เพราะจะสามารถซึมซับพลังได้ดีกว่าข้างนอก
เมื่อถึงเวลาฝึกประจำวันจินเฉิงและแม่ทัพมู่ซ่งเดินไปที่สนามฝึกของหน่วยพิเศษ ซึ่งตอนนี้ในสนามฝึก หทารหน่วยพิเศษทั้งหมดมารออยู่แล้ว
“ท่านแม่ทัพ ท่านหัวหน้าหน่วย” ทหารทั้งห้าร้อยสิบห้าคนกำหมัดคำนับทั้งสองพร้อมกัน
“จากเมื่อคืน ข้าคิดว่าทุกคนคงอึดอัดมากที่ไม่ได้พูด แต่วันนี้จะเปิดโอกาสให้ทุกคนออกมาพูดถึงขั้นพลังที่เปลี่ยนไปของตนเองนะขอรับ”
ใช้เวลาครึ่งวันที่ทหารออกมาเล่าประสบการณ์เมื่อคืน และจบลงที่ทุกคนโขกหัวให้กับจินเฉิงอีกครั้ง
จินเฉิงได้ให้เหตุผลกับทหารทุกคนว่่าที่เขาสั่งห้ามไม่ให้ทุกคนพูด
เพราะหากมีการเพิ่มขั้นพลัง ทุกคนจะต้องตื่นใ อยากจะพูด อยากจะบอก หรืออยากจะขอบคุณ ในตอนนั้นจะเกิดความวุ่นวาย
เขาจึงอยากให้ทหารหน่วยนี้ทุกคนผ่านจุดนั้นไปก่อน ถึงตอนเช้าค่อยพูดคุยกัน
แต่เขาก็เข้าใจว่าทหารที่มีการเปลี่ยนแปลงขั้นพลังต่างก็อยากพูด คงอึดอัดกันน่าดู
“ท่านหัวหน้าแกล้งพวกเรา ตอนนั้นข้าอยากจะพูดใจจะขาดก็พูดไม่ได้”
“จริงขอรับ เมื่อพูดไม่ได้ ข้าทำได้เพียงร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจขอรับ”
แต่ละเสียงและคำพูดของคนทั้งห้าร้อยสิบห้าคนที่จินเฉิงให้โอกาสได้พูดทีละคน แสดงถึงความดีใจอย่างล้นเหลือ
“วันนี้ข้าขอให้ทุกคนฝึกฝนการต่อสู้ที่ฝึกไปเมื่อวานอีกครั้ง อาจจะจับคู่กันฝึกหรือฝึกเดี่ยวก็ได้ เพราะหากฝึกฝนการต่อสู้จะเป็การกระตุ้นพลังอีกครั้ง อาจทำให้บางคนเพิ่มขั้นพลังไปอีกขั้นหนึ่งได้”
พอได้ยินเช่นนั้น ทหารต่างก็แยกย้ายเริ่มฝึกการต่อสู้ทันที จนทำให้ทหารหลายคนมีขั้นพลังเพิ่มขึ้นขณะกำลังฝึก
เมื่อปล่อยทหารให้ฝึกด้วยตนเอง แม่ทัพมู่ซ่งดึงตัวจินเฉิงมาถามเื่การฝึกต่อสู้
“จริงขอรับ หากท่านแม่ทัพฝึกเต็มที่อาจจะเพิ่มขั้นพลังได้โดยไม่ต้องใช้ยากระตุ้นเลยขอรับ”
ได้ยินจินเฉิงบอกเช่นนั้น แม่ทัพมู่ซ่งจึงแยกตัวออกไปฝึกกระบวนท่าของตนเองทันที
รองแม่ทัพที่รอจังหวะอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าจินเฉิงอยู่คนเดียว พวกเขารีบเข้าไปหาทันที
“พวกท่านไม่ต้องกังวล เมื่อข้าช่วยกระตุ้นพลังให้ทหารในหน่วยให้พลังคงที่ สามารถซึมซับพลังได้ดีแล้ว ทหารทั้งกองทัพก็จะต้องได้รับยากระตุ้นพลังด้วยอย่างแน่นอนขอรับ”
รองแม่ทัพกลับไปแล้ว จินเฉิงก็เข้าไปในเรือนพัก เพื่อเดินพลังของตนเองเช่นกัน
>>>
ฝั่งเมืองหลวงเมื่อใกล้วันที่องค์หญิงฝูโยวจัดงามชมบุปผา คุณหนูทุกตระกูลต่างได้รับเชิญจากวังให้ไปร่วมงาน
แม้แต้จินเยว่คุณหนูตระกูลจินก็ยังได้รับเทียบเชิญเช่นกัน ทำให้หวังอันไม่พอใจ
คุณหนูทั้งหลายในสำนักศึกษา จึงพากันฝึกซ้อมอย่างหนัก เตรียมแข่งขันกันอย่างดุเดือด
ต่างก็หวังว่าตนเองจะสามารถเข้าไปแสดงต่อหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้้
ทำให้หลังจากที่อาจารย์ให้ทุกคนได้แข่งขันแสดงความสามารถกันอย่างเสรี
โดยให้นักเรียนแต่ละห้องท้าแข่งกันได้ และคนที่ถูกท้าแข่งมากที่สุดก็คือคนไร้ค่าอย่างจินเยว่
แต่ทุกครั้งไม่ว่าแข่งอะไรจินเยว่ล้วนชนะแบบได้คะแนนเต็มทุกครั้ง
ส่งผลให้คุณหนูทั้งเมืองหลวงเกลียดขี้หน้าจินเยว่มากกว่าเดิม ถึงขั้นตั้งกลุ่มเตรียมจัดการกับนาง
ขณะที่จินเยว่ไม่สนใจว่าใครจะโกรธเกลียดนางแค่ไหน ถ้าอยากจะชนะก็มาท้าแข่งกับนางสิ
เพราะนางก็มีความ้าแสดงความสามารถต่อหน้าคนในวังเช่นกัน
และตอนนี้อีกห้าวันที่จะถึงงานชมบุปผา ทั้งเมืองหลวงต่างคึกคัก ร้านรวงต่าง ๆ ได้มีโอกาสต้อนรับบรรดาคุณหนู
โดยเฉพาะร้านที่จำหน่ายเครื่องประทินผิว และร้านเครื่องประดับ แม้แต่ร้านผ้าต่างได้รายได้เพิ่มเป็กอบเป็กำ
“พวกเราดูสิ เราเจอใครเนี่ย คุณหนูจินก็มาร้านนี้ด้วยหรือ” หนึ่งในคุณหนูที่เกลียดจินเยว่เข้ากระดูกดำ
“ทำไมหรือ คนอย่างข้ามาร้านนี้ไม่ได้หรือ” จินเยว่ลอยหน้าลอยตาตอบ ทำให้เพิ่มความไม่พอใจเข้าไปอีก
“เ้า…คนอย่างเ้าไม่เหมาะกับที่ไหน ไม่ว่าที่ไหนเ้าก็ไม่ควรมาทั้งนั้น อย่างเ้าต้องอยู่หลังจวนจนตาย”
คุณหนูทั้งหลายพูดแล้ว ก็พากันปิดปากหัวเราะ แต่จินเยว่ไม่สนใจ ทำท่าจะเดินเข้าไปในร้าน
“นี่ เ้าได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่ ว่าที่ไหนก็ไม่ต้อนรับเ้า ผู้หญิงไร้ค่า”
ไม่ใช่มาเฉพาะคำด่า คุณหนูคนถึงถึงกับดึงไหล่ของจินเยว่ไว้อย่างแรง จนนางถึงกับเซ
“คุณหนู” จือฮวาและเจียอี ะโขึ้นพร้อมกัน รีบเข้าไปประคองจินเยว่ที่กำลังจะล้ม
“พวกท่านเหตุใดต้องทำกับคุณหนูของเราขนาดนี้” จือฮวารู้สึกไม่ยุติธรรม
ทั้งที่จินเยว่ไม่ได้ตอบโต้ แต่คุณหนูกลุ่มนี้ก็ยังตามราวีไม่ยอมเลิกรา
“ไหน…ข้าทำอะไรคุณหนูของเ้า ข้าแค่แนะนำให้นางอยู่ที่จวนไม่ต้องออกมาแค่นั้น”
“ช่างเถอะจือฮวา เจียอี เราเข้าไปในร้านกันเถอะ” จินเยว่ไม่สนใจ เดินเข้าไปในร้านเครื่องประดับ