มีหรืออานฮูหยินจะเต็มใจมอบตระกูลของตนให้กับบุตรชายที่อนุภรรยาคลอดออกมา?
แต่นายท่านอานกลับไม่คิดเช่นนั้น
ก่อนหน้านี้นายท่านอานชื่นชอบบุตรชายของตนผู้นี้ทว่าตอนนี้กลับรังเกียจอานหยางเป็นอย่างยิ่ง
กล่าวย้อนกลับไป เดิมทีอานหยางไปพบนายโลมที่หอบุรุษไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหญ่อะไรแต่เขาไม่ควรปล่อยเนื้อปล่อยตัวเช่นนั้น ทำให้ร่างกายของตนย่ำแย่ตอนนี้ผู้คนในหยางโจวต่างรู้กันทั่ว และกล่าวว่าบุตรชายของตระกูลอานสุขภาพมิสู้ดีแล้วไม่ว่าที่ใดล้วนพูดเรื่องตลกของตระกูลอาน
หากไม่ใช่เพราะอานหยางนายท่านอานก็คงไม่ต้องพบเจอกับการเหยียดหยันจากเหล่าคู่แข่งทางการค้า ทำให้เขาอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว
บุตรชายที่เกิดจากภรรยาเอกก็คือบุตรชายแน่นอนว่าบุตรชายที่เกิดจากอนุภรรยาย่อมเป็นบุตรชายเช่นเดียวกันในเมื่ออานหยางมิอาจใช้การได้แล้ว เช่นนั้นก็อาศัยช่วงที่ร่างกายของตนยังใช้การได้สร้างขึ้นมาอีกสักคนก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร!
อานฮูหยินร่วมเตียงเคียงหมอนกับนายท่านอานมาหลายปีแน่นอนว่าต้องรู้ว่าในใจของเขาคิดเรื่องใดอยู่ แต่เรื่องราวเช่นนี้มีหรือที่อานฮูหยินจะทนดูได้?
อานฮูหยินด้านหนึ่งก็มีความกังวลใจเกี่ยวกับอาการของบุตรชายอีกด้านหนึ่งก็กังวลเกี่ยวกับสามีที่เตรียมพร้อมจะรับอนุภรรยาเข้ามาเมื่อได้ยินข่าวลือที่ว่าอานหยางทิ้งเมล็ดพันธุ์ของตนเอาไว้ที่สถานศึกษา นางจึงส่งคนไปเฝ้าดูสถานการณ์ของไป๋ฝูฉวีอย่างปีติทันที
ด้วยประสบการณ์ของอานฮูหยินแม้ว่าตนจะชอบไป๋ฝูฉวีมากเพียงใด แต่มีมารดาจากครอบครัวใดบ้างที่จะชอบสตรีที่ล่อลวงบุตรชายของตน?
ขัดต่อประเพณีและศีลธรรมและยังทำลายศีลธรรมอันดีงาม
แต่ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นธูปของตระกูลอานใกล้จะตัดขาดแล้ว อานฮูหยินแม้ไม่ชอบไป๋ฝูฉวี แต่ก็จำเป็นต้องนึกถึงสิ่งที่อยู่ในท้องของนางหากเป็นเด็กผู้ชาย หัวใจของอานฮูหยินก็สามารถกลับเข้าสู่หน้าอกของตนได้แล้ว
ตราบใดที่ท้องนั้นเป็นครรภ์ของเด็กชายอานฮูหยินก็พร้อมที่จะรับนางเข้ามา ไม่สำคัญแล้วว่าไป๋ฝูฉวีจะเข้ามาในตระกูลด้วยวิธีใดแต่เด็กน้อยที่กำลังจะเกิดก็จะได้กลายเป็นทายาทคนต่อไปของตระกูลอาน
ทว่าเพื่อเป็นการป้องกันมิให้ไป๋ฝูฉวีทำการข่มขู่ได้อานฮูหยินจึงสอบถามจากปากของอานหยางอย่างละเอียด ถามว่าระหว่างอานหยางและไป๋ฝูฉวีเกิดเรื่องนั้นขึ้นจริงหรือไม่
ดังนั้นในวันที่สามหลังจากได้ยินข่าวว่าไป๋ฝูฉวีตั้งครรภ์บุตรของอานหยางอานฮูหยินก็ได้จัดเตรียมยาที่อานหยางจำเป็นต้องทานในทุกๆ วัน และเตรียมความพร้อมเข้าไปถามจากปากของอานหยาง
อานหยางยังคงอาศัยในห้องเดิมของตนส่วนประสาทของเขาถูกโจมตีอย่างรุนแรง จิตใจของเขาไม่คงที่ แม้แต่ในตอนที่สาวใช้เข้ามารับใช้ก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้ร่างกายของเขากลัวว่าหากเข้าไปใกล้จะทำให้เขาเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมา
ไม่มีใครเข้ามารับใช้เขาจึงอาศัยอยู่เพียงคนเดียว
อยู่ในห้องของตัวเองไม่ออกไปด้านนอก ไม่พบหน้าใครทั้งนั้น
อานหยางในตอนนี้ดูน่าสังเวชเป็นอย่างยิ่งช่วงที่เขาอาศัยอยู่ในหอบุรุษนั้นมันไม่เหมือนการใช้ชีวิตของคนปกติ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆแค่สามวัน แต่อานหยางก็รู้สึกหวาดกลัวยิ่งนักเมื่อนึกถึงเรื่องนี้
ตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตนทุกคนต่างกล่าวว่าเขาไปรื่นเริงที่หอบุรุษ แม้จะมีคนแย้งว่าเขาตามรังควานเยี่ยนเจาเจาในสถานศึกษาด้วยความโกรธที่โดนเยี่ยนเจาเจาปฏิเสธ เขาจึงเข้าไปในเขตชุมชนเพื่อหาความอบอุ่นรื่นเริงด้วยสุราเคล้าเสียงดนตรีก็ตาม
อานฮูหยินส่งคนไปสืบแต่ก็สามารถสืบค้นได้เพียงเรื่องนี้ แม้ว่าในใจของนางจะไม่อยากเชื่อแต่ความเป็นจริงมันก็เป็นเช่นนี้แล้ว แม้ว่าในใจจะมิอาจยอมรับ ก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนมันเอาไว้
แต่อานหยางคิดว่าเรื่องราวไม่ได้เป็นเช่นนี้แน่หลี่ฮ้วนชักนำให้เขาไปหาเยี่ยนเจาเจา ไม่นานหลังจากได้เจอเยี่ยนเจาเจาเขาก็สูญเสียสติสัมปชัญญะไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนกำลังทำสิ่งใดอยู่
ยิ่งไปกว่านั้นเดิมทีเขามิใช่พวกชอบเพศเดียวกันมิใช่พวกตัดแขนเสื้อ [1] แบ่งลูกท้อ นี่จะต้องมีคนวางแผนพุ่งเป้ามาที่ตนเป็นแน่!
เช่นนั้นใครกันที่เป็นผู้ลงมือกับเขา?
เป็นหยวนชิงชิวหรือหลี่ฮ้วน?
อานหยางไม่รู้มีบางครั้งที่คิดแล้วในใจก็เกิดความหวาดกลัวจนรู้สึกหดหู่ จนทำลายข้าวของที่อยู่ในห้องโดยไม่รู้ตัวกรีดร้องโวยวาย อีกทั้งยังฉีกเสื้อผ้าที่อยู่บนตัวจนเละเทะไปหมด
ตีจนเหนื่อยฉีกจนเหนื่อยแล้ว อานหยางก็นอนขดตัวอยู่บนเตียงนอน ใช้ผ้าห่มพันร่างของตนไว้แน่นร่างกายสั่นเทา
ไม่รู้เช่นกันว่าช่วงหลายวันนั้นยาที่เขาโดนป้อนเข้าปากใช่ยาที่ทำให้เป็นหมันหรือไม่เขารู้สึกว่าร่างกายของตนอ่อนแอจนแทบไม่ไหว การฉีกทึ้งครั้งนี้ทำให้ใบหน้าของเขาขาวซีดราวกับกระดาษที่หน้าอกของเขาก็เหมือนหักจนหายใจแทบไม่ออก มีบางครั้งที่เลือดสดๆ ไหลออกจากจมูกเช่นกัน
อานหยางรู้สึกราวกับตนกำลังจะสิ้นชีวิตจึงนอนขดอยู่บนเตียงอย่างโง่เขลา ใบหน้าที่บิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
เขาเกลียดทุกคนเกลียดสิ่งที่อยากได้แต่ไม่ได้อย่างเยี่ยนเจาเจาเกลียดหนานหมิงเหอที่มีความสัมพันธ์ไม่ชัดเจนกับเยี่ยนเจาเจาเกลียดหลี่ฮ้วนที่ยกยอตนจนเกินเหตุ และเกลียดไป๋ฝูฉวีผู้ที่มีความโลภไม่สิ้นสุด
อานหยางรู้ว่าคนอื่นพูดเกี่ยวกับตนเองว่าอย่างไรทุกคนล้วนพูดว่าเขาไร้สิ่งนั้นแล้วแม้แต่คนรับใช้ที่ดูแลเขามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กก็ยังเอาเรื่องซุบซิบนี้ไปพูดด้านนอกบอกว่าในอนาคตเขาไม่อาจใช้งานได้อีกแล้ว พวกสาวใช้อย่างนางก็จะหมดอนาคตไปด้วยมิสู้หาทางออกใหม่ให้เร็วที่สุดเสียจะดีกว่า
ก่อนหน้านี้ยามที่เขาอยู่ในจวนมีสาวใช้คนใดบ้างที่มองเขาแล้วไม่แสดงท่าทีเขินอายออกมาราวกับว่าเขาเป็นดั่งสวรรค์ของพวกนาง บัดนี้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งปีหญิงรับใช้พวกนี้ต่างก็พากันกล่าวดูถูกเขาเสียแล้ว
ดูถูก...
ดูถูก!
คนพิการ...
คนพิการ!
เพราะเหตุใด? มีสิทธิ์อะไร?
คอของอานหยางเหมือนได้ลิ้มรสของเลือดสดๆอีกครั้ง ทำให้นึกถึงภาพในค่ำคืนเหล่านั้นที่ตนถูกบดขยี้ความภาคภูมิใจของตนเอง... คนเหล่านั้นบอกเขาว่ามันเป็นความผิดที่เขาก่อขึ้นมาเองเป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับ
ควรได้รับหรือ?
อานหยางไม่รู้ว่าตนทำสิ่งใดผิดไปอีกทั้งยังไม่รู้ว่าตนสมควรได้รับสิ่งใด แต่เหตุใดเหล่าสาวใช้ที่เมื่อก่อนต้องพึ่งจมูกของเขาหายใจถึงได้กล่าวดูถูกเขาเช่นนี้?
ทันทีที่ได้ยินเหล่าสาวใช้เหล่านั้นพากันพูดซุบซิบอานหยางก็เกิดอารมณ์โกรธจัด เขาหยิบแจกันดอกไม้โยนออกจากห้อง แจกันดอกไม้ใบนั้นโดนศีรษะของสาวใช้จนแตกทำให้เลือดสดๆ ไหลออกมาจนนองศีรษะ
ตอนที่ทุบตีคนอานหยางก็หายใจเสียงดังราวกับจะสิ้นชีพอีกครั้งสาวใช้อีกคนเห็นเช่นนั้นก็หน้าซีดเผือด วิ่งออกไปหัวซุกหัวซุน
อานหยางมองสาวใช้ที่โดนแจกันปาใส่จนหัวแตกมองท่าทางที่สั่นเทาเนื่องจากความกลัวและการเจ็บปวด มองเลือดที่ค่อยๆ ไหลออกจากศีรษะของนางรู้สึกว่าความกลัวและความเกลียดชังที่อยู่ในใจของเขาได้สงบลงอย่างมีความสุขแล้ว
นี่ต่างหากที่เรียกว่าสมควรได้รับ!
หากเป็นไปได้เขาก็อยากเอาแจกันนี้ทุบลงบนศีรษะของคนที่เขาเกลียดพวกนั้น อยากเห็นว่าเลือดของพวกเขาจะสีแดงสดและอุ่นร้อนเช่นนี้หรือไม่?
แต่ในใจของเขายังมีจิตสำนึกที่ดีอยู่เมื่อเห็นว่าสาวใช้ผู้นั้นค่อยๆ ฟุบลงที่พื้นก็รีบถอยกลับไปสองก้าวใช้หลังมือเช็ดคราบเลือดที่เปื้อนตัวออกอย่างไม่รู้ตัว เขาไม่กล้ามองมันต่อ
จากนั้นก็จัดการสาวใช้อย่างเหมาะสมในจวนจึงไม่มีผู้ใดกล้าพูดเรื่องไร้สาระอย่างเต็มปากเต็มคำอีกแต่อานหยางก็ยังรู้สึกว่าความเกลียดชังที่สะสมอยู่ในใจของเขายังไม่ถูกระบายออกมานอกจากการทำลายข้าวของ เขาก็ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เกิดความสุขขึ้นมาได้เลย
อานหยางไม่รู้ว่าวันคืนที่เจ็บปวดและน่าเบื่อนี้จะจบสิ้นลงเมื่อใดมีบางครั้งที่เขายืนอยู่ที่หน้าต่างด้วยความสิ้นหวัง มองเหล่านกที่บินอยู่ด้านนอกรู้สึกเหมือนอยากจะยื่นมือไปบิดหัวของนกเหล่านั้นลงมาเสียจริง
ตอนที่อานฮูหยินมาหาเขาเขาก็ยังคงยืนอยู่ที่บานหน้าต่างเงียบๆ เช่นนี้
ตอนแรกใบหน้าของเขาไร้ความรู้สึกแต่หลังจากนั้นริมฝีปากของเขาก็เริ่มขยับ ปรากฏเป็นรอยยิ้มที่ดูบิดเบี้ยวและอึมครึมดูน่ากลัว
“หยางเอ๋อร์?”
อานฮูหยินเรียกอานหยางเสียงเบา
หัวใจดวงนี้ของอานฮูหยินรักบุตรชายยิ่งนักรู้ว่าสภาวะจิตใจของอานหยางมิสู้ดี เพราะเหตุนั้นในทุกๆวันจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่พูดคุยเป็นเพื่อนอานหยาง
อานหยางหันกลับไปมองอานฮูหยินพอได้เห็นผมหงอกขาวปรากฏอยู่บนศีรษะในช่วงหลายวันที่ผ่านมาแม้แต่ใบหน้าที่ได้รับการแต่งแต้มมาอย่างดีก็ยังมิอาจปกปิดความซีดเซียวเอาไว้ได้ความเจ็บปวดและความเกลียดชังก็พุ่งเข้ามาในหัวใจ
“ท่านแม่”
“เอ้าหยางเอ๋อร์มาดื่มยาเสียก่อน ดื่มยาแล้วจะทำให้ดีขึ้น”
นี่เป็นครั้งแรกในช่วงหลายวันมานี้ที่อานหยางสนใจเสียงเรียกของอานฮูหยินดวงตาของอานฮูหยินเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ อีกแค่นิดเดียวก็เกือบจะรั้งสติเอาไว้ไม่อยู่นางทำได้เพียงบังคับให้ตนเองแสดงท่าทีมีความสุขออกมา ยื่นยาที่อยู่ในมือให้อานหยาง
อานหยางจ้องถ้วยยาอุ่นๆที่อยู่ในมือของอานฮูหยินอย่างเย็นชา ดวงตาคู่นั้นยังแสดงร่องรอยของการเหยียดหยันออกมา
ในจวนตระกูลอานมีเพียงอานฮูหยินคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงหลอกตัวเอง
อานหยางรู้ดีว่าหมดหนทางที่จะช่วยตนได้แล้วไม่เพียงไร้ความเป็นบุรุษ ร่างกายยังมีปัญหามากมายที่ยากเกินแก้ไขแต่เมื่อได้เห็นแววตาที่แสดงความกระตือรือร้นของผู้เป็นมารดาได้เห็นแววตาของนางแดงขึ้นเพียงเพราะการตอบสนองง่ายๆ ของเขา นั่นทำให้อานหยางรู้สึกละอายใจขึ้นมา
เป็นเพราะเขาท่านแม่ถึงได้กดดันมากเพียงนี้
ทว่ายิ่งในใจมีความรู้สึกละอายมากเพียงใดความเกลียดชังต่อคนพวกนั้นที่ทำให้เขาต้องเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งมากขึ้น... ต้องเกลียดใครหรือ?
หนานหมิงเหอ?
หลี่ฮ้วน?
เยี่ยนเจาเจา?
ไป๋ฝูฉวี?
ตัวของอานหยางเองก็ยังไม่รู้
ร่องรอยของความสับสนปรากฏบนใบหน้าที่ว่างเปล่าของเขาแต่มือกลับเอื้อมไปหยิบยาจากอานฮูหยินอย่างเชื่อฟัง จากนั้นก็ดื่มจนหมดในอึกเดียว
ยาจะมีหรือไม่มีประโยชน์แล้วจะอย่างไร
ไข้ใจไร้ยารักษา ความเจ็บปวดและอคติจะยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้นเรื่อยๆรอเพียงเวลาให้ขยายตัวจนระเบิดเท่านั้น
อานฮูหยินมิอาจเข้าใจว่าภายใต้หัวใจที่ดูสงบดวงนี้มันซ่อนสิ่งใดเอาไว้
นางคิดว่าอานหยางดีขึ้นแล้วใบหน้าจึงแสดงความสุขออกมา มือบางเอื้อมไปจับมือของอานหยางแต่คิดไม่ถึงว่าอานหยางจะละสายตาและถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว... เขาคิดว่าร่างกายของตนนั้นเต็มไปด้วยความสกปรก
อานฮูหยินไม่รู้ว่าเหตุใดอานหยางถึงเป็นเช่นนี้คิดว่าคงเป็นเพราะการกระทำที่มากเกินไปของตนที่มีต่ออานหยางนางเดินไปหยิบเก้าอี้ด้วยตัวเองและลากมาให้อานหยางนั่งลง จากนั้นก็พูดคุยเรื่องราวทั่วไปเรื่องนั้นทีเรื่องโน้นที
สุดท้ายหัวข้อการสนทนาก็ตกไปอยู่ที่เรื่องไป๋ฝูฉวี
“หยางเอ๋อร์เจ้ายังจำแม่นางไป๋ได้หรือไม่?”
อานฮูหยินลองถามด้วยท่าทีระมัดระวัง
แม่นางไป๋?
เพียงครู่เดียวในใจของอานหยางก็นึกถึงไป๋ฝูฉวีโดยไม่รู้ตัว
แน่นอนว่าเขาย่อมจำสตรีที่จิตใจเต็มไปด้วยความโลภและความเจ้าเล่ห์ได้เพียงแต่ตอนที่นึกถึงก็อดรู้สึกทั้งรังเกียจและเกลียดชังไม่ได้
อานหยางพยักหน้ารับอย่างไม่คิดใส่ใจ
“ที่ท่านแม่กล่าวถึงคงเป็นไป๋ฝูฉวีใช่หรือไม่นางพูดเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเราออกมาแล้วหรือขอรับ?”
เขาคิดว่าไปฝูฉวีไม่เห็นตนจึงได้เปลี่ยนเป้าหมายมาที่ตระกูลอานหัวใจที่นึกรังเกียจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ยิ่งเพิ่มเข้าไปอีก
“ระหว่างเจ้ากับนางเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”
เมื่ออานฮูหยินได้ยินที่อานหยางกล่าวก็เข้าใจได้ทันทีว่าระหว่างอานหยางและไป๋ฝูฉวีมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น แต่นางก็ยังต้องการสอบถามออกไปอย่างไม่รู้ตัว
“ในช่วงเทศกาลล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงลูกดื่มจนเมาหนัก ระหว่างลูกกับนาง...”
-------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ตัดแขนเสื้อหมายถึงคำที่ใช้แทนพวกชายรักชาย