บทที่ 7
คำถามของมารดาทำให้แอ๊บบี้เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าบางทีเซธ ทัลบอท อาจจะแต่งงานแล้วก็ได้ ไม่เพียงแต่จะมีภรรยาเท่านั้น เขาอาจจะมีลูกด้วย เซธ...ดูเหมือนในความคิดของเธอยามที่นึกถึงเขาก็มักจะใช้ชื่อแรกเพียงตัวเดียว อันเป็นความนัยที่บ่งบอกถึงความใกล้ชิดสนิทสนมเธอควรจะเลิกคิดแบบนี้ได้แล้ว“คุณนายถามถึงครอบครัวผมหรือครับ” เขาเลิกคิ้วแต่แล้วสีหน้าก็กลับเป็นปกติอีกครั้ง “ที่คุณนายถามนี่หมายถึงภรรยาผมใช่ไหมครับ...ผมเห็นจะต้องตอบตามความจริงเลยว่า ผมเป็นบาทหลวงคนเดียวกระมังที่ยังไม่ได้แต่งงาน”“หมายความว่าท่านยังเป็นโสดอยู่อย่างนั้นหรือคะ” อลิซขึ้นเสียงถาม ราวอยากจะให้เขายืนยันในสถานภาพของตนเองเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง“ครับ” คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ของเขาไม่เหลืออะไรไว้ให้ข้องใจอีก แอ๊บบี้ก็อดรู้สึกโล่งใจไม่ได้ เพียงแค่ที่แอบชอบพระสักรูปหนึ่งมันก็แย่อยู่แล้ว ถ้าลงว่าเขามีภรรยาอยู่แล้วด้วยมันจะยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก“ต้องขออภัยด้วยนะคะบาทหลวงทัลบอท อันที่จริงฉันเองก็ไม่ได้อยากสอดรู้สอดเห็นในเรื่องส่วนตัวของท่านหรอก แต่ก็อย่างที่คุณว่านั่นแหละค่ะ มันก็ออกจะแปลกอยู่สักหน่อยที่คุณยังไม่ได้แต่งงาน”“ผมคงจะเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องเท่าไรนักหรอกครับ” เขาเหลือบตามองหน้าแอ๊บบี้ราวจะให้รับรู้ในสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่ด้วย “อันที่จริงป่านนี้แล้วผมก็ควรจะเลือกผู้หญิงที่เหมาะสมจะมาเป็นภรรยานักบวชได้แล้ว แทนที่จะวุ่นอยู่แต่เรื่องงาน แต่ผมอยากจะรอเวลาต่อไปอีกสักหน่อยพูดง่ายๆ ก็คือผมอยากจะได้พบคนที่ถูกใจจริงๆ มันก็เท่านั่นละครับ”“ฉันคิดว่าคุณน่าจะเป็นคนหนึ่งที่ไม่ใคร่ยึดมั่นในระเบียบปฏิบัติเท่าไหร่นัก” แอ๊บบี้เอ่ยลอยๆ นึกไปถึงการแต่งกายของเขาเมื่อวันวาน และยังรถสปอร์ตคันที่เขาขับอยู่ด้วย“ก็อะไรทำนองนั้น และเป็นเรื่องที่ใครๆ เขาก็วิจารณ์ผมอยู่เหมือนกัน” มันมีแววเลศนัยฉายแสงอยู่ในดวงตาของสาวกแห่งพระเจ้า แต่เธอก็สังเกตเห็นอยู่ว่าเขามีลักษณะของคนที่พร้อมจะต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง อย่างเห็นได้ชัด“แล้วคุณทำยังไงล่ะคะ เวลาที่มีคนวิจารณ์แบบนั้น” เธอเอ่ยถามออกไป“ผมก็สวดมนต์อธิษฐานให้เขาเท่านั้น” เซธหันไปทางอลิซพูดกับนางโดยตรง “บางครั้งผมอาจจะทำอะไรที่มันไม่ตรงต่อระเบียบแบบแผนไปบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องผิดเสมอไปหรอกนะครับ” คำพูดของเขาเท่ากับเป็นการบอกให้ล่วงรู้เป็นนัยว่า วิธีการปฏิบัติงานของเขานั้น ไม่จำเป็นต้องลอกเลียนแบบมาจากบาทหลวงคนอื่นๆ“ฉันเชื่อค่ะว่า คนเราย่อมสามารถวินิจฉัยในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ได้ด้วยตนเอง” อลิซตอบอย่าง นุ่มนวล แต่กระนั้นมันก็ยังมีความไม่เต็มใจที่จะยอมรับในความคิดเห็นของเขาเท่าไรนัก “ฉันคิดว่าเราน่าจะขอบใจเป็นประการแรกที่คุณไม่ได้ไว้หนวดเคราหรือผมเผ้ายาวรุงรัง”“คุณนายคงหมายถึงแบบพระเยซูคริสต์สินะครับ”คำย้อนถามของเขาทำให้อลิซ สก็อตต์ ถึงกับสูดลมหายใจลึก แต่แล้วใบหน้าก็เกลื่อนด้วยรอยยิ้ม“คุณดูจะเข้าใจในคำพูดของฉันดีทีเดียวค่ะบาทหลวงทัลบอท”“และผมก็ยังอยากเห็นคุณนายทุกวันอาทิตย์ ที่เรามีการร่วมประชุมนมัสการกันด้วยนะครับ” เขาตอบปนหัวเราะ รอยลักยิ้มกดลึกอยู่สองข้างแก้ม“ครอบครัวเราก็มากันทุกวันอาทิตย์อยู่แล้วละค่ะ” มารดาของเธอตอบขณะมองเลยร่างเขาออกไป “แอ๊บบี้แม่ว่าหนูจัดวางเรียงซ้อนให้มันเสร็จๆ ไปเสียดีกว่าเพราะนี่ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเสิร์ฟแล้ว”“ขอตัวก่อนนะครับ” เขาก้มศีรษะให้ก่อนจะเดินออกจากที่นั้นขณะที่แอ๊บบี้มองตามร่างที่เดินห่างออกไปนั้น เธอก็อดคิดเปรียบเทียบการแต่งกายของเขาในวันนี้กับเมื่อวันวานไม่ได้ มันออกจะเป็นความผิดอย่างมหันต์ที่ไปครุ่นคิดถึงแต่เขาในเรื่องแบบนี้“แอ๊บบี้...” เสียงเรียกของแม่ทำให้เธอตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งความคิด “แม่บอกให้รีบๆ เรียงซ้อนเข้าไงล่ะ”“ค่ะแม่...เออ...แม่คะ แม่คิดว่าเขาเป็นยังไงมั่งล่ะ”ผู้เป็นมารดานิ่งเงียบไปนาน ใช้สายตากวาดไปจนทั่วห้องและไปหยุดอยู่ที่ชายหนุ่ม“ยังไม่ได้ตัดสินใจ” นางตอบออกมาในที่สุดขณะที่แอ๊บบี้วางช้อนที่ถืออยู่ในมือลงตามที่นั่งต่างๆ ผู้คนก็เริ่มทยอยกันเข้าไปที่โต๊ะเครื่องดื่ม เธอช่วยตัวเองด้วยการรินกาแฟใส่ถ้วยสองใบ แล้วก็ออกไปเดินตามหาบิดา ถ้วยหนึ่งนั้นสำหรับพ่อส่วนอีกด้วยหนึ่งสำหรับตนเองสายตาของเธอเหลือบแลไปทางที่เซธยืนอยู่ ราวถูกดึงดูดด้วยกระแสแม่เหล็ก เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะถอนสายตาจากเขาบังคับตัวเองให้เดินต่อไป จนกระทั่งพบพ่อที่กำลังคุยอยู่กับเพื่อนคนหนึ่ง ตรงริมผนังด้านไกลของห้องมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพาตัวเองเดินฝ่าผู้คนที่คับคั่งโดยถือถ้วยกาแฟร้อนไว้ในมือถึงสองใบ ดริว สก๊อตต์ กำลังเพลิดเพลินอยู่กับการสนทนา จึงถึงกับสะดุ้งเมื่อเธอยื่นถ้วยกาแฟไปให้ตรงหน้า เขารีบหันมามอง“สำหรับพ่อหรือนี่” เขาเอ่ยถามออกมา“หนูเกรงว่าพอจะคอแห้งเพราะมัวคุยแต่เรื่องตกปลานะสิคะ” แอ๊บบี้ว่า“มันมีทั้งเรื่องตกปลาและเรื่องหางปลา เข้าใจไหมล่ะ” คำพูดของเขาทำให้เบน คูเปอร์ เพื่อนสนิทที่ออกไปตกปลาด้วยกันเสมอหัวเราะลึกอยู่ในลำคอ ด้วยความขบขันในคำพูดกำกวมของเพื่อนแอ๊บบี้ทำเสียงอยู่ในลำคอกับตลกด้านที่ไม่น่าขันเลยแม้แต่น้อย เบน คูเปอร์ นั้นมีสำนักงานประกันภัยอยู่ติดกับสำนักงานทนายความของพ่อ ดังนั้นเขาจึงเป็นแขกที่มาเยี่ยมเยียน และขอกาแฟกินบ่อยที่สุด“อันที่จริงก็อยากจะให้ถ้วยนี้กับคุณเหมือนกันนะคะเบน แต่มันเป็นกาแฟดำ ฉันรู้ว่าคุณชอบแบบใส่นมมากกว่า” เธอพูดเป็นเชิงอธิบาย“ไม่เป็นไรหรอก ผมไปเอาเองได้” เขาพูดพลางลุกขึ้นยืน “ช่วยเฝ้าเก้าอี้ไว้ให้ผมหน่อยนะแอ๊บบี้”“ได้สิคะ” เธอทรุดตัวลงนั่งแทนเมื่อเขาเดินจากไป“นั่นละเบนละ...” พ่อของเธอเอยอย่างขบขัน และแอ๊บบี้ก็ทำเสียงสนองตอบอย่างเห็นด้วยอยู่ในลำคอ ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบเมื่อลดถ้วยลงก็กวาดสายตาเข้าไปในท่ามกลางผู้คนอีกครั้ง ไปหยุดอยู่ที่ร่างของเซธ ทัลบอท อดรู้สึกหวั่นไหวในใจไม่ได้กับรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาของเขา“ขอซื้อความคิดหน่อยได้ไหมลูก” สีหน้าของบิดาบอกความใคร่รู้ “หนูกำลังมองใครอยู่”“บาทหลวงคนใหม่ที่มาประจำโบสถ์ของเราค่ะ” เธอตอบตามความจริง “พ่อพบเขาหรือยังล่ะคะ”“ยัง คนไหนล่ะ” เขาหันไปมองทางกลุ่มคน“ผู้ชายตัวสูงๆ ที่ยืนอยู่ตรงนั้นไงคะ ที่กำลังคุยกับมิสซิสสมิทนั้นแหละ” แอ๊บบี้แอบชี้มือไปทางนั้น ไม่อยากแสดงความสนใจโจ่งแจ้งนัก“นั้นน่ะเรอะ” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของผู้เป็นบิดาบอกความแปลกใจอย่างแท้จริง “ท่าทางเขาไม่ได้บอกว่าจะเป็นพระหรือนักบวชเลยนี่”“หนูก็บอกเขาแบบเดียวกับที่พ่อพูดนี่แหละค่ะ” แอ๊บบี้พูดปนหัวเราะ “หนูพูดตรงๆ เลยนะคะ”“รู้สึกว่านั้นไม่น่าจะใช่ลูกเลยนี่แอ๊บบี้ เพราะลูกมันมีวิธีการใช้คำพูดเสมอ”“แหม...บางครั้งมันก็คิดหาคำพูดไม่ถูกเหมือนกันละค่ะ ยิ่งกว่านั้นก็เขานั่นแหละหยุดรถให้ความช่วยเหลือหนูวันที่หม้อน้ำรั่ว จนกระทั่งหนูสามารถขับรถกลับเข้าเมืองได้ วันนั้นเขาขับรถสปอร์ตนะคะพ่อ แถมยังนุ่งกางเกงขาสั้นสวมเสื้อยืดใส่รองเท้าผ้าใบอีกด้วย ฉะนั้นพ่อเชื่อหนูได้เลย ว่าแม้วันนั้นเขาก็ไม่ได้มีท่าทางเป็นนักบวชเหมือนกัน”“นั่นสิ มันถึงทำให้หาแปลกใจมาก” เขาตอบอย่างเข้าใจในความรู้สึกของลูกสาว “เออ...แล้วคนไหนล่ะเมียเขา”“ไม่มีหรอกค่ะ เขายังเป็นหนุ่มโสดอยู่” แอ๊บบี้แสร้งทำไม่ได้ยินเสียงผิวปากด้วยความแปลกใจของผู้เป็นบิดายกถ้วยกาแฟขึ้นจิบต่อ แต่ดูเหมือนจะไม่มีทางเมินเฉยได้เมื่อพ่อหันมามองหน้าเธออย่างเพ่งพิศ“นี่พ่อได้ยินเสียงความสนใจด้วยหรือเปล่านะ” เขาเอยถามออกมาตรงๆ“พ่อคะ หนูเพิ่งจะเห็นหน้าเขาเท่านั้นนะคะ” แอ๊บบี้ทักท้วง“แล้วยังไง”“แล้วจะยังไงล่ะคะ หนูแทบจะไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำแถมเขายังเป็นนักบวชอีกด้วย” เธอพูดอย่างมีเหตุผล“นักบวชไม่ใช่พระนี่นา” เขาพูดเป็นเชิงเตือนความจำของลูกสาวการสนทนาดูจะถูกชักนำเข้าสู่บรรยากาศที่สร้างความอึดอัดให้เกิดขึ้น แอ๊บบี้จึงออกดีใจไม่น้อยเมื่อเห็นเบน คูเปอร์ กำลังเดินกลับมาพร้อมด้วยถ้วยกาแฟในมือแถมยังมีขนมเค้กชิ้นเล็กกับแซนด์วิชที่รับประทานกับน้ำชาวางมาบนกระดาษเช็ดปากในมืออีกข้างหนึ่งด้วย เธอรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่“เชิญนั่งได้เลยค่ะเบน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสดใสมองไปยังขนมเค้กในมือของเขาก่อนจะบอกว่า “ฉันเห็นจะต้องไปดูขนมก่อนว่ามีอีกมากน้อยแค่ไหน”