ซูอี้หว่านเห็นผู้มาเยือนก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนยกแขนกอดอกหัวเราะเยาะออกมา "นึกว่าใครที่แท้ก็ท่านหลงนี่เอง!"
เจ้าหมอนี่เมื่อตอนเช้าคงจะขวัญเสียไปไม่น้อยคราวนี้ถึงกับจงใจพาคนมาถึงเจ็ดแปดคน คนกลุ่มนี้มายืนอยู่ตรงหน้าก็ขวางทางซูอี้หว่านกับพวกจนไม่เหลือทางไป
"ท่านหลงคราวนี้ฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว พาคนมาไม่น้อยเลย" ซูอี้หว่านยิ้มละไม มองเขาด้วยสายตาที่แฝงความดูแคลน "เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนที่ท่านพามาเหล่านี้ จะทนมือทนไม้พวกเราสักแค่ไหนเชียว?"
"นั่นสินะ เดี๋ยวโดนข้าเตะคนละทีสองที ก็ล้มลงไปกองกับพื้นหมดแล้วแบบนั้นน่าเบื่อแย่เลย" ซูอี้โจวส่ายหน้ากวาดสายตามองไปยังคนที่อยู่ข้างหลังหลงเย่ แม้คำพูดจะแฝงไปด้วยความเยาะเย้ยแต่ในดวงตากลับฉายแววจริงจัง
ด้วยประสบการณ์การต่อสู้กับซอมบี้มานานปีเขาย่อมมองออกว่าคนที่หลงเย่พามาในครั้งนี้ไม่ธรรมดาอย่างน้อยก็เก่งกาจกว่าลูกน้องกระจอกสองคนที่พามาเมื่อตอนเช้ามากโข
เห็นว่าทั้งสองคนยังมีท่าทีโอหังเช่นนี้สีหน้าของหลงเย่ก็ดำคล้ำลงไปหลายส่วน "คุณหนูข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย หากเจ้ามาขอโทษข้าหลงเย่เสียตอนนี้และปรนนิบัติข้าดีๆ สักสองสามวัน เรื่องนี้ก็จะจบลงเพียงเท่านี้"
ในดวงตาของเขาฉายแววหื่นกระหาย"มิเช่นนั้น..."
หลงเย่แค่นเสียงเย็นชาออกมาทางจมูกสายตาก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากความหื่นกระหายเป็นความเหี้ยมโหด"ก็อย่าหาว่าหลงเย่ผู้นี้ไม่รู้จักถนอมบุปผางามก็แล้วกัน!"
สิ้นคำเขาก็ยกมือขึ้น ลูกน้องทั้งหลายเห็นท่าทางของเขา ก็พุ่งเข้าไปหาคนทั้งสามคนทันที
คนเหล่านี้เป็นนักเลงที่หลงเย่จงใจเรียกมาจากบ่อนพนันพวกเขาคอยดูแลความสงบเรียบร้อยในบ่อนพนันอยู่เสมอ บางครั้งก็ออกไปทวงหนี้นอกระบบเรียกได้ว่าเป็นคนที่เก่งกาจและมีจิตใจเหี้ยมโหดไม่เหมือนกับลูกน้องกระจอกสองคนที่เขาพามาเมื่อตอนเช้า
ด้วยเหตุนี้หลงเย่จึงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ตอนนี้เขาจะต้องทวงคืนศักดิ์ศรีกลับมาให้ได้แน่
เพียงได้ยินคำหยาบจากปากหลงเย่ที่พ่นใส่ซูอี้หว่านเซียวจวิ้นอันก็แทบกลั้นโทสะไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นคนเหล่านั้นพุ่งเข้ามาเขาก็กำหมัดแน่นพุ่งเข้าไปเผชิญหน้ากับพวกเขาทันที
ซูอี้โจวย่อมปกป้องน้องสาวของตนเองอย่างแข็งขันเช่นกันในไม่ช้าก็เข้าตะลุมบอนกับคนอีกสองคน
ต้องยอมรับอย่างเสียไม่ได้ว่าคนที่หลงเย่นำมาแต่ละคนฝีมือไม่ธรรมดา ซูอี้โจวเคยฝ่าดงซอมบี้มาแล้วย่อมรับมือพวกมันได้ ทว่าปัญหาคือ เมื่อต้องต่อกรกับซอมบี้ เขามักจะใช้ท่าสังหารทว่ากับคนเหล่านี้ ย่อมมิอาจใช้ท่าสังหารได้ตามใจปรารถนา
ต่อหน้าผู้คนมากมายกลางวันแสกๆ เยี่ยงนี้ การฆ่าคนย่อมนำมาซึ่งโทษทัณฑ์!
ด้วยเหตุนี้การต่อสู้จึงไม่ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น
เซียวจวิ้นอันที่มีฝีมือสูงส่งกว่าสถานการณ์ค่อนข้างดีกว่า แต่เนื่องจากมีชาวบ้านจำนวนมากมุงดูอยู่ถนนที่ไม่กว้างขวางนักจึงดูแคบลงไปอีก ทำให้ไม่สามารถใช้ฝีมือได้อย่างเต็มที่
ในตอนนี้เซียวจวิ้นอันตรึงคนไว้สี่คน ซูอี้โจวตรึงคนไว้สามคน นอกจากหลงเย่แล้วก็เหลือคนอีกหนึ่งคนที่พุ่งตรงมาหาซูอี้หว่าน
แต่เดิมเขาคาดคิดว่าสตรีที่ดูบอบบางเช่นนี้คงไม่ยากที่จะจัดการ ด้วยเหตุนี้เขาจึงประมาทเลินเล่อการเคลื่อนไหวของเขาจึงเชื่องช้าลง
ซูอี้หว่านหัวเราะเยาะคว้าสับปะรดลูกหนึ่งลงมาจากรถเข็น แล้วเหวี่ยงไปที่ใบหน้าของชายผู้นั้นทันที
"โอ๊ย..."
บนถนนพลันมีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นชายผู้นั้นในตอนนี้เอามือกุมใบหน้า ท่าทางน่าเวทนาอย่างยิ่ง
คนที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดต่างก็หยุดการกระทำ แล้วหันมามองทางนี้
ผิวของสับปะรดนั้นถึงจะขรุขระ แต่ก็ไม่ได้แหลมคมราวกับหนาม แต่ซูอี้หว่านกลับออกแรงมหาศาลหวดสับปะรดออกไปเต็มเหนี่ยว ด้วยเหตุนี้แรงกระแทกที่ชายผู้นั้นได้รับบนใบหน้าจึงสาหัสเอาการ
ซูอี้หว่านคาดคะเนว่าหากชายผู้นั้นโชคไม่ดี บางทีคงจะเสียโฉมไปตลอดชีวิต
"เป็นอย่างไร ยังอยากจะต่อสู้ต่ออีกไหม?"
เงยหน้ามองไปยังหลงเย่ที่ยืนตะลึงงันซูอี้หว่านยกริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย "ท่านหลงข้าขอเตือนท่านสักคำ คนเรานั้น ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ย่อมดีกว่า หาไม่แล้วท่านอาจจะเจอเคราะห์ร้ายเมื่อไรก็เป็นได้ ท่านว่าจริงหรือไม่?"
หากไม่ใช่ว่านางข้ามภพมาร่างเดิมคงจะถูกหลงเย่ผู้นี้ข่มเหงไปแล้วอย่างแน่นอนหลังจากนั้นก็คงจะถูกขายเข้าหอคณิกา ชีวิตคงจะน่าสังเวชเพียงใด ไม่ต้องเดาก็รู้ได้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ซูอี้หว่านก็อยากจะพุ่งเข้าไปตบหน้าเขาอีกหลายๆ ที
ผู้คนมากมายกำลังมองอยู่หลงเย่จะยอมจำนนได้อย่างไร?
อีกทั้งตัวเขาเองก็ไม่สามารถกล้ำกลืนความโกรธนี้ลงไปได้เดิมทีคิดว่าจะพาคนมาแปดคน การจัดการพี่น้องคู่นี้จะต้องเป็นเรื่องง่ายอย่างแน่นอนถึงตอนนั้นเขาจะให้คนทั้งสองคุกเข่าขอโทษตนเองกลางถนนแต่ใครจะไปคิดว่าพวกนางจะเก่งกาจถึงเพียงนี้?
เรื่องนี้ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเสียใจเขาไม่น่าเหลือคนไว้ดูแลบ่อนพนันเลย น่าจะพามาให้หมด!
อย่างไรก็ตามคนทั้งเมืองอวิ๋นเฉิงต่างก็รู้กันทั้งนั้นว่าบ่อนพนันแห่งนั้นเป็นธุรกิจของตระกูลหลงจะมีใครกล้าหาญชาญชัยไปก่อเรื่องในบ่อนพนันกันเล่า
เมื่อสบเข้ากับสายตาที่แฝงไปด้วยความเยาะเย้ยของคนทั้งสามหลงเย่ก็กำหมัดแน่น ใจพลันร้อนรุ่มด้วยความคับแค้น
แต่เขาก็เข้าใจว่าสถานการณ์ในตอนนี้ดีแม้ว่าจะให้คนเหล่านี้ลงมืออีกครั้ง ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกัน
ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็กัดฟันกรอด เอ่ยคำขู่เสียงเย็นอีกครา "เรื่องนี้ยังไม่จบ!"
"ผู้ใดที่กล้าขัดใจหลงเย่ตระกูลของพวกเจ้าอย่าหวังที่จะยืนหยัดอยู่ในเมืองอวิ๋นเฉิงแห่งนี้ได้เลย!"
กล่าวจบก็หมุนตัวเดินจากไปด้วยความโกรธเกรี้ยวก่อนจากไปก็ไม่ลืมที่จะจ้องเขม็งไปยังผู้คนรอบข้าง
"ชิ!..."
ซูอี้หว่านเบ้ปากใส่แผ่นหลังของเขาแล้วดึงแขนเสื้อซูอี้โจว "พี่ชาย ไปกันเถอะเสียเวลาไปมากแล้ว ร้านขายเนื้อหมูอาจจะเก็บร้านไปแล้วก็ได้"
เมื่อถูกนางดึงเช่นนี้ซูอี้โจวก็ได้สติ มองไปยังสับปะรดที่นางใช้เมื่อครู่ เห็นว่าไม่ได้เสียหายอะไรก็ค่อยโล่งอก ผลักรถเข็นเดินไปข้างหน้าอย่างแข็งขัน
ซูอี้หว่านจึงหันไปมองเซียวจวิ้นอันกล่าวขอบคุณเขาเสียงแผ่วอย่างขัดเขิน
นางคิดว่าแม้คนผู้นี้จะนำปัญหามาให้นางบ้าง แต่ในยามคับขันก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง
วันนี้หากไม่มีเขาอยู่ข้างๆเรื่องนี้คงจะไม่ได้คลี่คลายไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ หากมีเพียงนางและพี่ชายการรับมือกับคนแปดคนคงจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากเอาการ
ได้ยินดังนั้นเซียวจวิ้นอันก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน "อี้หว่านเจ้าไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก"
กล่าวจบเขาก็ก้าวเท้าเดินตามซูอี้โจวไป
มีเพียงซูอี้หว่านที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ครู่หนึ่งแล้วจึงยกมือขึ้นลูบใบหน้าพลันรู้สึกว่าใบหน้าของตนเองร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
คนทั้งสามซื้อของเสร็จก็กลับบ้านไปเตรียมอาหารกลางวัน ไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่เจอหลงเย่มากนักแต่หลงเย่กลับคิดต่างออกไป