แต่การนั่งเดาใจคนนิ่งๆไปตอนนี้ก็ดูจะไม่มีความหมายสู้ใช้เวลา่นี้ไปสอบถามคนรอบตัวดูน่าจะได้เบาะแสที่จับต้องได้มากกว่าผมอยากรู้ว่านอกจากลิล่าแล้ว ยังจะมีใครอีกบ้างที่มีปมปัญหาฝังลึกกับเอเวลีนจนถึงขั้นอยากให้เธอหายไปจากเวทีนี้จริงๆ
ผมตัดสินใจเดินตรงไปหาคนที่ดู"ซื่อ" ที่สุดในที่แห่งนี้ คนที่ขนาดได้รับคำสั่งแปลกๆให้ผูกปมเชือกจริงเขาก็ยังทำตามโดยไม่ปริปากแย้ง นั่นคือ โธมัสช่างเชือกผู้เคราะห์ร้ายที่เกือบจะเป็แพะรับบาปนั่นเองตอนนี้เขานั่งหมดแรงอยู่กับ เบลล่า ที่บันไดไม้ข้างเวทีทั้งคู่ดูเหมือนกำลังพยายามทำใจให้สงบด้วยการคุยเื่เทคนิคการสร้างอุปกรณ์ประกอบฉากชิ้นถัดไป
ผมเดินเข้าไปใกล้แล้วแสร้งทำเป็นั่งลงข้างๆทั้งคู่ด้วยท่าทางสบายๆ เพื่อไม่ให้ดูเหมือนการสอบสวนจนเกินไป“เป็ยังไงบ้างครับทั้งสองคน ขวัญเสียกันแย่เลยนะ”
ผมเริ่มชวนคุยเื่สัพเพเหระอยู่ครู่หนึ่งจนทั้งคู่เริ่มลดกำแพงลงก่อนจะวกเข้าประเด็นสำคัญที่ผมอยากรู้ “นี่... ผมถามจริงๆ เถอะ นอกจากคุณลิล่าแล้วในโรงละครแห่งนี้ยังมีใครอีกไหมครับที่ดูจะไม่ค่อยชอบหน้าคุณเอเวลีนนัก”
โธมัสและเบลล่าหันมองหน้ากันทันทีก่อนจะพยักหน้าให้กันเหมือนรู้อยู่แก่ใจ
“โอ๊ย...เยอะแยะเลยค่ะคุณที่ปรึกษา” เบลล่ากระซิบพลางถอนหายใจ “รวมถึงพวกเราด้วยนั่นแหละเอเวลีนน่ะชอบชี้นิ้วสั่งคนนั้นคนนี้ เอาแต่ใจตัวเองที่สุดอะไรไม่ถูกใจก็วีนไปทั่ว แถมยังชอบดูถูกทีมงานหลังบ้านอย่างพวกเราด้วยแต่พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้หรอกค่ะ เพราะต้องยอมรับว่าพอเธออยู่บนเวทีเธอแสดงตามบทได้ไร้ที่ติจริงๆ”
“แต่ถ้าจะมีคนที่มีปัญหากับเธอหนักๆชนิดที่ว่ามองหน้ากันไม่ติดเลย...” โธมัสลดเสียงต่ำลงพลางบุ้ยปากไปทางกลุ่มคนที่นั่งอยู่อีกฝั่ง“ก็คงไม่พ้น 3 คนนั้นหรอกครับ... คุณวิกเตอร์, คุณเกรเกอร์คนเขียนบทแล้วก็คุณฮาโรลด์เ้าของโรงละคร”
ผมหรี่ตามองตามปลายนิ้วของโธมัส
“ทำไมถึงเป็3 คนนั้นล่ะครับ” ผมถามต่อเพื่อขุดคุ้ยเหตุผล
โธมัสขยับตัวเข้ามาใกล้พลางลดเสียงลงอีก“คุณวิกเตอร์กับเอเวลีนเนี่ย ชอบเถียงกันเื่การแสดงในแต่ละฉากแทบทุกวันเลยครับคุณที่ปรึกษาก็น่าจะเห็นแล้วว่าคุณวิกเตอร์เป็พวกบ้าอำนาจและชอบออกคำสั่งขนาดไหนแต่ทุกครั้งที่เขาสั่งอะไรไป เอเวลีนมักจะไม่ยอมฟังและทำตามใจตัวเองตลอดมีครั้งหนึ่งที่หนักมาก... เธอแกล้งเขาด้วยการไม่ยอมมาซ้อมใหญ่เลยครับปล่อยให้ทีมงานทุกคนรอเก้อจนงานเกือบพังวิกเตอร์โกรธจนหน้าเขียวหน้าเหลืองแล้วประกาศลั่นว่าถ้าจบงานนี้เขาจะไม่ขอร่วมงานกับผู้หญิงคนนี้อีกเป็อันขาด!”
เบลล่าพยักหน้าเสริม“ส่วนคุณเกรเกอร์ก็โดนไม่ใช่น้อยค่ะ เขาโดนบังคับให้แก้บทตามใจเอเวลีนตลอดคุณที่ปรึกษาเห็นไหมล่ะคะว่าตอนซ้อมคุณเกรเกอร์ต้องถือดินสอกับบทละครค้างไว้เพื่อรอแก้หน้างานอยู่เสมอเพราะถ้าเขาไม่แก้ตามที่หล่อนสั่งหล่อนก็จะดุด่าเขาหยาบคายต่อหน้าคนอื่นเหมือนเขาไม่ใช่คนเขียนบทที่มีเกียรติเลย”
“คนสุดท้ายคือคุณฮาโรลด์ครับ”โธมัสพูดต่อพลางมองไปทางเ้าของโรงละครที่นั่งกุมขมับอยู่“พักหลังมานี้เขามีปัญหากับเอเวลีนเื่สัญญาที่กำลังจะหมดลงเอเวลีนเรียกร้องค่าตอบแทนในสัญญาฉบับใหม่สูงลิบลิ่วชนิดที่ว่าถ้าคุณฮาโรลด์ยอมจ่าย โรงละครนี้อาจจะเหลือแต่เปลือกเลยก็ได้”
โห...เอเวลีนนี่เป็ 'แม่พระ' จริง ๆ เลยนะเนี่ย มีแต่คนนึกถึงและอยากจะ 'ขอบใจ'เธอตลอดเวลาแบบนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ใครสักคนจะตัดสินใจซ้อนแผนฆาตกรรมของลิล่าเพื่อให้บทละครชีวิตของเอเวลีนจบลงจริงๆ
ผมกวาดสายตามองไปที่ผู้ต้องสงสัยทั้งสามอีกครั้งวิกเตอร์ที่ดูเครียดจัด เกรเกอร์ที่นิ่งสงบเกินไปและฮาโรลด์ที่ดูวิตกกังวลเื่ชื่อเสียงและเงินทองมากกว่าชีวิตคน
“เกี๊ยะ!นายท่าน... ดูเหมือนปมเชือกของลิล่าจะเป็แค่ยอดูเาน้ำแข็งนะเนี่ย”เกียร์บินวนเหนือหัวผม “แรงจูงใจนี่เลือกไม่ถูกเลยครับว่าจะยกให้ใครดีทุกคนดูมีเหตุผลให้อยาก ‘กำจัด’ ราชินีจอมวีนคนนี้กันทั้งนั้น!”
ผมถอนหายใจออกมาเบาๆพลางมองย้อนกลับไปที่กลุ่มคนเ่าั้
นั่นสิ...ทั้งสามคนนั่นเป็แค่กลุ่มคนที่แสดงออกชัดเจนว่ามีปัญหากับเธอแต่มันก็ยังการันตีไม่ได้ว่าหนึ่งในสามคนนั้นจะเป็คนร้ายตัวจริงเพราะในโรงละครที่เต็มไปด้วยความริษยาแห่งนี้อาจยังมีคนที่มีปัญหาลึกซึ้งกับเธออีกเยอะ เพียงแค่ไม่มีใครรู้หรือแสดงมันออกมา
ผมตัดสินใจหันกลับไปหาเบลล่าอีกครั้งเพื่อจำกัดวงการสืบสวนให้แคบลง“คุณเบลล่าครับ ขวดไวน์ที่ใช้ประกอบฉากบนโต๊ะนั่น...คุณเป็คนจัดเตรียมมาวางไว้เองกับมือใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะฉันเป็คนจัดการนำมันออกมาจากห้องเก็บอุปกรณ์และมาวางเตรียมไว้ที่โต๊ะพร็อพั้แ่ก่อนเริ่มซ้อมใหญ่ค่ะ”เบลล่าตอบอย่างมั่นใจ
ผมขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม
ดูท่าว่าวิธีการจำกัดวงด้วย‘คนเตรียมของ’ จะไม่ได้ผลแฮะ
ผมจึงยิงคำถามถัดไปทันที“แล้วนอกจากคุณแล้ว... มีคนอื่นที่สามารถเข้าถึงขวดไวน์ขวดนี้ได้อีกไหมครับ”
เบลล่าทำหน้าลำบากใจ“ฉันไม่แน่ใจจริงๆ ค่ะเพราะหลังจากที่ฉันวางขวดไวน์ทิ้งไว้ที่โต๊ะหลังเวทีเพื่อไปจัดการเื่ชุดและฉากอื่นๆทุกคนที่เดินผ่านไปมาแถวนี้ก็สามารถเข้าถึงขวดไวน์ได้ทันทีโดยไม่มีใครคอยเฝ้าหรอกค่ะ”
ผมฟังแล้วถึงกับกุมขมับ
ให้ตายเถอะ...นึกว่าจะได้ข้อมูลเพิ่ม แต่ทำไมวงจำกัดมันกลับกว้างกว่าเดิมอีกเนี่ยกลายเป็ว่าใครก็ตามที่เดินผ่านหลังม่านในจังหวะที่เบลล่าไม่อยู่ก็สามารถเปิดจุกขวดแล้วหย่อนยาพิษลงไปได้โดยไม่มีใครสงสัยเลยสักนิด
ผมกล่าวขอบคุณทั้งคู่แล้วเดินเลี่ยงออกมาเพื่อหาหลักฐานอื่นทันใดนั้นผมนึกบางอย่างที่สำคัญมากออกแต่ลืมถามอาเธอร์ไปจึงรีบกวักมือเรียกเ้าหน้าที่หนุ่มที่กำลังจะเดินไปสรุปรายงานให้กลับมาอีกครั้ง
“อาเธอร์!เดี๋ยวก่อน... ผมลืมถามไป สารสกัดเบลลาดอนน่าที่คุณว่าน่ะลักษณะภายนอกของมันเป็ยังไง มันเป็ผง หรือเป็น้ำกันแน่และมันมีสีมัย”
อาเธอร์ชะงักแล้วรีบเปิดสมุดบันทึกอ่านข้อมูลจากทีมชันสูตรทันที“อ๋อ! สารสกัดเข้มข้นที่นิยมใช้กันจะมีสองรูปแบบครับท่านที่ปรึกษาแบบแรกคือเป็ของเหลวใสที่มีความหนืดเล็กน้อยคล้ายน้ำเชื่อมแต่อีกแบบที่พบร่องรอยตะกอนในแก้วไวน์นี้ น่าจะเป็แบบ ‘ผงละเอียดผลึกทราย’ ครับ”
เขาขยายความต่อ“โดยปกติเบลลาดอนน่าบริสุทธิ์จะมีสีขาวนวลจนถึงน้ำตาลอ่อนครับแต่ถ้าถูกสกัดแบบหยาบๆ จากใบและรากแห้งมันจะเป็ผงสีน้ำตาลไหม้คล้ายผงกาแฟที่บดละเอียดจัด มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดีแต่ถ้าผสมในของเหลวที่มีความหนาแน่นสูงอย่างไวน์แดงรสฝาดมันอาจจะทิ้งคราบตะกอนเล็กๆ ไว้ที่ก้นแก้วหากไม่ได้คนให้เข้ากันดีครับแถมมันยังมีกลิ่นเหม็นเขียวเฉพาะตัวคล้ายสาบพืชซึ่งนั่นคือเหตุผลที่คนร้ายต้องเลือกไวน์ที่มีกลิ่นเครื่องเทศแรงๆ มากลบนั่นเองครับ!”
ผงสีน้ำตาลละเอียด...ละลายน้ำได้ดีแต่ทิ้งคราบ ถ้าใครเป็คนหย่อนมันลงไปในขวดไวน์อย่างรีบร้อนมันจะต้องมี ‘ร่องรอย’ บางอย่างหลงเหลืออยู่บนตัวบ้างล่ะไม่ว่าจะเป็ที่กระเป๋าเสื้อ หรือซอกเล็บที่เผลอไปััเข้า
และแล้ว...สายตาของผมก็สะดุดเข้ากับร่องรอยนั้นจนได้ผงละเอียดสีน้ำตาลไหม้ติดอยู่บนตัวของคนคนนั้นจริงๆ ร่องรอยเล็กๆที่เขามองข้ามไปอาจเป็เพราะความชะล่าใจที่เห็นแผนการดำเนินไปได้อย่างราบรื่นการป้ายความผิดให้ลิล่ากลายเป็โล่กำบังชั้นดีที่ทำให้เขาไม่ต้องรีบร้อนซ่อนหลักฐานชิ้นสุดท้ายนี้
แผนการของคุณเกือบจะสมบูรณ์แบบแล้วเชียวแต่ต้องขอโทษด้วยนะที่ผมต้องมาทำลายบทสรุปที่คุณเขียนไว้ด้วยตัวเอง
ในจังหวะนั้นเองสารวัตรเฮย์สเดินตรงดิ่งมาหาผมด้วยท่าทางร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด เขาถามเสียงค่อย“อีกนานไหมบอร์น ฉันว่าแผนถ่วงเวลาเื่รถม้าล้อหลุดเริ่มจะใช้ไม่ได้ผลแล้วนะพวกนักแสดงเริ่มกระสับกระส่ายกันใหญ่แล้ว”
“เรียบร้อยแล้วครับสารวัตร”ผมตอบกลับพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก“เรามาเชิญฆาตกรตัวจริงขึ้นรับรางวัลบนเวทีกันดีกว่าครับ”
เฮย์สได้ฟังดังนั้นก็ตาเป็ประกายเขาเดินกลับออกไปกลางเวทีแล้วประกาศเรียกทุกคนมารวมตัวกันอีกครั้งโดยแจ้งข่าวลวงเพื่อลดความตึงเครียดว่า “ทุกคนฟังทางนี้!ตอนนี้รถม้าคุมตัวจากสถานีมาถึงหน้าโรงละครแล้ว ไม่ต้องกังวลไป”
เมื่อทุกคนมารวมตัวกันสายตาทุกคู่ก็ยังคงจ้องมองไปที่ลิล่าด้วยความเกลียดชังและโกรธแค้นที่เธอทำให้หยาดเหงื่อแรงงานของทุกคนสูญเปล่าเพียงเพราะความริษยาโง่ๆผมจึงตัดสินใจปรบมือเสียงดังรัวๆเพื่อเรียกสติและดึงความสนใจของทุกคนให้มาหยุดอยู่ที่ผมแทน
“เอาละครับทุกท่านก่อนที่เ้าหน้าที่จะคุมตัวผู้ต้องหาออกไป ผมอยากให้ทุกคนมาร่วมฟัง ‘บทละคร’ สั้นๆของผมสักหน่อย” ผมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและรอยยิ้มเหมือนนักเล่านิทานที่กำลังจะเผยจุดพีค
“กาลครั้งหนึ่ง... มีนักแสดงอยู่สองคนที่ไม่ถูกกันเลยวันหนึ่ง หนึ่งในนั้นเกิดความริษยาจึงวางแผนผูกปมเชือกจริงเพื่อหวังจะแกล้งให้เพื่อนต้องอับอายและขายหน้ากลางเวทีในตอนที่ซ้อมบท”
ทุกคนหันขวับไปมองลิล่าทันทีเพราะรู้ดีว่าตัวละครแรกในละครสั้นของผมคือเธอ
ผมยังคงเล่าต่อไปด้วยจังหวะที่เนิบนาบแต่กดดัน“เธอคนนั้นชะล่าใจ เพราะรู้ว่าเพื่อนคนนี้ไม่มีทางตายตราบใดที่เพื่อนยังมีสติและแก้เชือกออกได้ทันเวลา... แต่เธอหารู้ไม่ว่า มี‘ตัวละครที่สาม’ แอบซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดเขาใช้โอกาสนี้วางยาพิษลงในไวน์เพื่อให้เพื่อนคนนั้นขยับร่างกายไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียวตอนที่ซ้อมแขวนคอเพื่อจบชีวิตลงในกองเพลิงแห่งความตายที่ถูกจัดฉากไว้ว่าเป็อุบัติเหตุจากการแกล้งกัน”
ความเงียบเข้าปกคลุมโรงละครทันทีทุกคนยืนอึ้งกับการสับเปลี่ยนเื่ราวที่คาดไม่ถึง
ผมค่อยๆยื่นปลายนิ้วชี้ตรงไปยังเป้าหมายที่ยืนอยู่ขอบเวที“คุณว่าเื่เล่าของผมเป็อย่างไรบ้างครับ... คุณฮาโรลด์”
ทุกคนหันไปมองฮาโรลด์เ้าของโรงละครด้วยความฉงนงงงวยบางคนถึงกับกระซิบกระซาบว่าทำไมผมถึงไปถามความเห็นจากเ้าของเงินทุนแทนที่จะถามเกรเกอร์ที่เป็นักเขียนบทมืออาชีพ
ผมหัวเราะเบาๆในลำคอก่อนจะพูดสำทับด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบขึ้น “หรือจะต้องให้ผมพูดให้ชัดกว่านี้...ว่าตัวละครที่สามที่แอบวางยาพิษในเื่เล่าของผมและเป็คนที่วางยาพิษคุณเอเวลีน... ก็คือคุณนั่นแหละครับ คุณฮาโรลด์!”
สิ้นเสียงของผมทั้งโรงละครก็ตกอยู่ในความตกตะลึงทันที!บางคนที่ตามความนึกคิดของผมไม่ทันยังคงทำหน้าเหลอหลา ในขณะที่สีหน้าของฮาโรลด์เริ่มเปลี่ยนจากความนิ่งเฉยเป็ความซีดเผือดราวกับสีของกระดาษพิมพ์ดีด
“เกี๊ยะ!นายท่าน... บทสรุปนี้หักมุมจนข้าอยากจะปรบมือให้จริงๆ เลยครับ!”เกียร์บินร่อนลงมาเกาะที่โคมไฟเหนือหัวฮาโรลด์ราวกับจะทำหน้าที่เป็ไฟส่องสว่างเปิดโปงความจริง
“คุณ... คุณพูดเื่อะไรครับคุณที่ปรึกษา!” ฮาโรลด์ละล่ำละลักตอบเสียงของเขาสั่นพร่าและมีเหงื่อกาฬผุดซึมออกมาตามไรผมมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด“ทำ... ทำไมจู่ๆ ถึงมาถามความเห็นผมแล้วยังมาปรักปรำว่าผมเป็คนวางยาพิษเอเวลีนอีกนี่มันเื่ตลกที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมาเลยนะ”
“ต้องให้ผมพูดให้ชัดกว่านี้อีกเหรอครับ” ผมสาวเท้าเข้าไปหาเขาช้าๆกดดันด้วยสายตาที่จ้องทะลุเข้าไปถึงความลับที่เขาซ่อนไว้“คุณนั่นแหละคือคนที่วางแผนซ้อนแผนทั้งหมดนี้คุณรู้ดีอยู่แล้วว่าลิล่ากำลังจะแกล้งเอเวลีนด้วยการแอบแก้ไขรายละเอียดในบทประกอบฉากให้ใช้เชือกปมจริง”
ผมหยุดยืนตรงหน้าเขาพอดี“คุณรู้ว่าถ้าแค่โดนเชือกรัดเอเวลีนจะเพียงแค่าเ็หรือขายหน้าจากการแกล้งกันเท่านั้น แต่เธอจะไม่ตาย...ซึ่งนั่นไม่เพียงพอสำหรับความ้าของคุณ คุณจึงแอบนำยาพิษมาใส่ไว้ในขวดไวน์ที่เบลล่าเตรียมไว้ยาพิษที่มีฤทธิ์ร้ายแรงพอจะทำให้คนที่ดื่มเข้าไปสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อและเป็อัมพาตชั่วคราว”
ฮาโรลด์อ้าปากค้างคล้ายจะแย้งแต่ผมไม่เปิดโอกาสให้เขาแทรก“คุณคำนวณปริมาณยามาอย่างดีเพื่อให้มันออกฤทธิ์ในจังหวะที่เอเวลีนต้องแสดงฉากแขวนคอพอดีเป๊ะเพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะไม่สามารถขยับแขนขึ้นมาแกะเชือกหรือแม้แต่ขยับปากเพื่อร้องขอความช่วยเหลือได้แม้แต่คำเดียว!”
ผมปรายตามองไปที่ลิล่าที่ยังคงนั่งร้องไห้อยู่“แต่แผนการที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบของคุณกลับต้องพังทลายลงเพราะสิ่งที่คุณคำนวณพลาดไปคือ จิตใจ ของลิล่าเธอ้าเพียงแค่แกล้งให้เอเวลีนอับอายเท่านั้นเมื่อเห็นความผิดปกติที่เอเวลีนไม่ขัดขืนและไม่ะโเหมือนที่ควรจะเป็ลิล่าที่ไม่ได้มีเจตนาฆ่าจึงเป็คนแรกที่ะโเรียกสติทุกคนให้เข้าช่วยเอเวลีน”
ผมขยับเข้าไปใกล้ฮาโรลด์จนได้กลิ่นเหงื่อแห่งความหวาดกลัว“คุณวางแผนมาอย่างฉลาดหลักแหลมจริงๆ ครับ เพราะต่อให้แผนฆาตกรรมครั้งนี้จะล้มเหลวคุณก็มั่นใจว่าไม่มีใครสงสัยคุณแน่ๆเนื่องจากลิล่าได้สารภาพว่าเป็คนแก้บทเองกับมือ เธอจึงกลายเป็ ‘เกาะป้องกัน’ชั้นดีที่ขวางหน้าคุณไว้ ทุกคนจะรุมประณามเธอเื่เชือกปมจริงโดยไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่ามี ‘ยาพิษ’ ซ่อนอยู่ในบทละครเื่นี้ด้วย!”
สิ้นประโยคของผมทั้งห้องโถงโรงละครพลันตกอยู่ในความเงียบงันที่เย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็งทุกคนยืนอึ้งกับเื่ราวที่ซับซ้อนและอำมหิตเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดสายตาทุกคู่ที่เคยโกรธแค้นลิล่าเริ่มเปลี่ยนทิศทางมาจับจ้องที่เ้าของโรงละครผู้มั่งคั่งแทน
ความเงียบแบบนี้แหละ...คือเสียงปรบมือที่ดังที่สุดสำหรับนักสืบอย่างผมแต่มันจะดีกว่านี้มากถ้ามีใครส่งพายเนื้อร้อนๆ มาให้ผมสักชิ้นในตอนนี้
“คุณ... คุณพูดแบบนี้ได้อย่างไร! มีหลักฐานหรือเปล่าที่มากล่าวหาผมลอยๆแบบนี้!” ฮาโรลด์ะโก้องเสียงของเขาพยายามจะเรียกความมั่นใจกลับมาแต่กลับสั่นพร่าอย่างปิดไม่มิด“หลักฐานน่ะอยู่ไหน! ถ้าไม่มีหลักฐานสิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมดมันก็แค่เื่เพ้อฝันของพวกสติเพี้ยนเท่านั้นแหละ!”
“หลักฐานงั้นเหรอครับ” ผมเลิกคิ้วขึ้นพลางเหยียดยิ้ม“ได้เลยครับ ถ้าคุณอยากได้หลักฐานขนาดนั้น ผมก็จัดให้ได้... อาเธอร์!”
ผมหันไปพยักหน้าให้เ้าหน้าที่หนุ่มอาเธอร์เดินถือขวดไวน์และถุงแก้วบรรจุตะกอนหลักฐานเข้ามากลางวงล้อมแสงไฟจากโคมระย้าส่องกระทบผลึกสีน้ำตาลเข้มที่ดูน่าสยดสยอง
“จากการตรวจสอบอย่างละเอียด” อาเธอร์เริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน“สารพิษที่เราพบในไวน์ขวดนี้คือ สกัดเข้มข้นจากเบลลาดอนน่า ครับมันเป็อัลคาลอยด์ที่ออกฤทธิ์แรงมาก ผลของมันจะเข้าไปยับยั้งระบบประสาทส่วนกลางทำให้ม่านตาขยายกว้างจนมองไม่เห็น หัวใจเต้นผิดจังหวะและที่สำคัญที่สุดคือมันทำให้เกิดอาการ 'อัมพาตของกล้ามเนื้อลาย'อย่างเฉียบพลัน เหยื่อจะขยับร่างกายไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้วและจะมีอาการคอแห้งผากจนไม่สามารถส่งเสียงร้องได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหลังจากดื่มเข้าไปครับ”
อาเธอร์สูดลมหายใจก่อนจะทิ้งท้าย“และที่สำคัญ... สารสกัดชนิดนี้เป็รูปแบบผงหยาบที่มีสีน้ำตาลไหม้เฉพาะตัวมันจะทิ้งคราบสีน้ำตาลเข้มที่ล้างออกยากมากหากัักับิัหรือเนื้อผ้าครับ”
เมื่ออาเธอร์อธิบายจบความเงียบก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง ผมหันไปหาฮาโรลด์อีกครั้งแล้วพูดทิ้งไพ่ตายใบสุดท้าย
“แปลกนะครับคุณฮาโรลด์... ลักษณะภายนอกของยาพิษชนิดนี้ทั้งสีที่เป็น้ำตาลไหม้และความละเอียดของมัน ดูจะเหมือนกับ ‘รอยเปื้อน’ เล็กๆที่ติดอยู่บนขอบถุงมือสีขาวสะอาดตาของคุณเลยนะครับ”
ผมชี้ไปที่ข้อมือของเขาที่พยายามซ่อนไว้ข้างหลังฮาโรลด์สะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟลวก เขาเผลอดึงมือออกมาดูและเห็นรอยเปื้อนจางๆสีน้ำตาลที่ติดอยู่ตรงตะเข็บถุงมือซึ่งเกิดจากความรีบร้อนตอนที่เขาเทยาพิษลงในขวดไวน์เพราะกลัวว่าจะมีคนผ่านมาเห็นเข้า
ใบหน้าของฮาโรลด์เปลี่ยนสีทันทีจากสีซีดกลายเป็เขียวคล้ำ เหงื่อเม็ดโตไหลอาบแก้ม หลักฐานชิ้นนี้มัดตัวเขาจนดิ้นไม่หลุดเพราะในฐานะเ้าของโรงละครผู้ร่ำรวย เขาไม่มีความจำเป็ใดๆที่จะต้องไปัักับผงสีน้ำตาลประหลาดนี้เลย
“รอยเปื้อนบนถุงมือนั่น... กับตะกอนในขวดไวน์ถ้าเราเอาไปเทียบกันในห้องแล็บ ผลมันคงออกมาตรงกันเป๊ะแน่ๆ”ผมถามปิดท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ทีนี้... คุณมีอะไรที่จะพูดอีกไหมครับคุณฮาโรลด์”
เกียร์ร่อนลงมาเกาะที่ไหล่ผมพลางเอียงคอซูมเลนส์ตาไปที่ถุงมือนั้น“เกี๊ยะ! หลักฐานคามือเลยนะนายท่าน ดูท่าว่า ‘ถุงมือขาว’ ที่สะอาดสะอ้านใบนี้จะซ่อนความเน่าหนอนไว้ข้างในจนมิดเลยจริงๆ”
ฮาโรลด์ก้มหน้าเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งความเงียบนั้นกดดันจนชาวบ้านและนักแสดงรอบข้างเริ่มถอยห่างไหล่ของเขาสั่นสะท้านก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะขื่นๆ ออกมา
“หึ...หึๆ... ฉลาดสมคำร่ำลือจริงๆ” เขาเงยหน้าขึ้นแววตาที่เคยนิ่งสงบบัดนี้เต็มไปด้วยความคับแค้น “ใช่! ยัยลิล่ามันก็แค่เด็กน้อยที่อยากแกล้งกันโง่ๆแต่มันเปิดโอกาสทองให้ฉัน... เอเวลีน... เธอมันล้ำเส้นเกินไป!”
ทุกคนในโรงละครต่างตกตะลึงจนตาค้างไม่มีใครคาดคิดว่าเ้าของโรงละครผู้ดูสุภาพและเคร่งครัดในระเบียบจะเป็ผู้ที่้าปลิดชีวิตนักแสดงเอกของตัวเองวิกเตอร์โพล่งออกมาด้วยความไม่เชื่อสายตา“นาย้าจะฆ่าเธอเพียงเพราะเื่สัญญางั้นเหรอฮาโรลด์?ทุกคนก็รู้ว่าหล่อนนิสัยแย่แค่ไหนแต่มันก็ไม่ควรถึงขั้นต้องฆ่าแกงกันแบบนี้!”
“ถ้าเป็เพียงเื่เงินเื่ทองฉันก็คงไม่ได้คิดจะกำจัดยัยผู้หญิงนั่นหรอก!” ฮาโรลด์เงยหน้าขึ้น ตาทั้งสองข้างแดงก่ำด้วยความโกรธจัด“แต่เป็เพราะเธอตั้งใจจะทำลายโรงละครที่เป็ทุกอย่างของฉัน!หล่อนบอกกับฉันเองว่าในวันแสดงจริง หล่อนจะไม่ยอมก้าวขึ้นเวทีเด็ดขาด...หล่อน้าให้ชื่อเสียงของโรงละครแห่งนี้ป่นปี้และต้องปิดตัวลง!”
เขาสูดลมหายใจลึกก่อนจะระบายความอัดอั้นออกมา“ฉันถึงขนาดต้องคุกเข่าอ้อนวอนผู้หญิงคนนั้นยอมตกลงจะจ่ายค่าสัญญาเพิ่มตามที่หล่อนเรียกร้องทุกอย่าง แต่เธอก็ยังไม่หยุด...มีคนวงในมาบอกฉันว่ายัยนั่นแอบไปเซ็นสัญญากับโรงละครคู่แข่งของฉันไว้แล้วและตกลงกันลับๆ ว่าจะ ‘เบี้ยว’ งานที่นี่เพื่อทำลายเรา! ฉันเลยโกรธจนฟิวส์ขาดและบังเอิญไปเห็นบทรายละเอียดฉากที่ลิล่าแอบแก้ทิ้งไว้ที่โต๊ะของโธมัสพอดี...”
ฮาโรลด์แค่นยิ้มอย่างสมเพชตัวเองพลางหันมามองที่ผม “ฉันเลยคิดแผนซ้อนแผนนี้ขึ้นมา... และเพื่อความแเีที่สุดฉันถึงขนาดลงทุนเชิญสารวัตรเฮย์สและ ‘ที่ปรึกษา’อย่างคุณมาเป็พยานในอุบัติเหตุจากการแกล้งกันครั้งนี้เพื่อให้คนทั้งโลกเชื่อว่าฉันไม่เกี่ยว แต่ก็นะ...”เขายิ้มแบบคนที่ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ“ผมไม่คิดเลยว่าคนที่ผมเชิญมาเป็พยาน...จะฉลาดพอที่จะมองทะลุกลลวงและแผนการของผมได้ทุกขั้นตอนขนาดนี้”
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องโถงโรงละครทันทีหลังจากคำสารภาพจบลงเหล่านักแสดงและคนงานฉากต่างยืนตัวแข็งทื่อสายตาหลายคู่ที่เคยเต็มไปด้วยความเคารพต่อเ้าของโรงละครผู้ใจดีบัดนี้กลับเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัวและขยะแขยง
ฮาโรลด์ไม่ได้ดูสลดลงเลยเขายังคงยืดตัวตรงมองไปที่เวทีที่ว่างเปล่าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความลุ่มหลงที่ผิดเพี้ยน“โรงละครนี้คือชีวิตของฉัน... ใครที่คิดจะทำลายมันก็สมควรกลายเป็เพียงบทละครที่จบลงด้วยโศกนาฏกรรมทั้งนั้น”
เขายื่นมือทั้งสองข้างออกไปข้างหน้าอย่างช้าๆเป็กิริยาที่ดูสง่างามทว่าน่าขนลุกราวกับกำลังรอรับคำพิพากษาในบทสุดท้ายของการแสดงที่เขาเป็ผู้กำกับเอง
เฮย์สขยับหมวกของเขาเล็กน้อยแววตาที่อยู่ใต้ปีกหมวกนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังเขาเดินเข้าไปใกล้ฮาโรลด์จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบกลิ่นอายของกฎหมายที่เที่ยงธรรมเข้ากดทับบรรยากาศที่บิดเบี้ยวนี้
“คุณอาจจะกำกับบทละครบนเวทีนี้ได้ทุกอย่างคุณฮาโรลด์...”สารวัตรเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง “แต่บทสรุปของฆาตกรในโลกแห่งความจริง...ผมจะเป็คนเขียนมันให้คุณเอง”
จากนั้นเฮย์สก็ปรายตาไปทางเ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง“อาเธอร์... นำตัวเขาไป ใส่กุญแจมือให้แ่า อย่าให้เสียชื่อกรมตำรวจของเรา”
เสียงโซ่ตรวนเหล็กกระทบกันดังกริ๊ก...บาดลึกเข้าไปในความเงียบฮาโรลด์ถูกคุมตัวเดินออกไปท่ามกลางเสียงกระซิบด่าทอที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆจากคนงานที่เขาสั่งการมานานปี เ้าหน้าที่อาเธอร์คุมตัวฮาโรลด์เดินออกไปจากโรงละครทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กดดันยิ่งกว่าเดิมเหล่านักแสดงและคนงานต่างยืนตัวแข็งทื่อ ติดอยู่ในวังวนของคำสารภาพที่น่าหดหู่และความกังวลว่าอนาคตของโรงละครแห่งนี้จะเป็อย่างไรต่อเมื่อม่านการแสดงครั้งนี้จบลงด้วยหยดเืและพิษร้าย
ผมมองตามแผ่นหลังของฮาโรลด์ที่ค่อยๆหายลับไปในความสลัวบัดนี้โรงละครที่เคยดูวิจิตรตระการตากลับดูอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูกม่านสีแดงผืนั์บนเวทีทิ้งตัวลงมาปิดฉากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไว้เื้ั ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ว่า...สุดท้ายแล้วศิลปะหรือความโลภกันแน่ที่น่ากลัวกว่ากัน
“ไปกันเถอะบอร์น งานของเราที่นี่จบลงแล้ว” เสียงของเฮย์สดึงผมออกจากภวังค์เขาถอดหมวกขึ้นมาปัดฝุ่นเบาๆ แววตาดูเหนื่อยล้าแต่ก็ผ่อนคลายลง
ผมเกียร์ และเฮย์สเดินก้าวออกมาจากโรงละครท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่เริ่มสาดแสงสีส้มหม่นๆบรรยากาศภายนอกของเมืองใหญ่ที่ยังคงหมุนไปตามปกติดูเงียบสงบขัดกับความวุ่นวายและพิษร้ายหลังม่านแดงเมื่อครู่จนน่าประหลาดใจ
ลมเย็นๆพัดผ่านผิวหน้า ทำให้ผมรู้สึกว่าความเคร่งเครียดที่สะสมมาเริ่มมลายหายไป...แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยบางอย่างที่รุนแรงกว่า
โครก...
เสียงท้องของผมประท้วงขึ้นมาอย่างดังจนแทบจะกลบเสียงรถม้าที่วิ่งผ่านไปเฮย์สชะงักฝีเท้าก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ เขาตบบ่าผมแรงๆ จนตัวโยน
“เอาเถอะบอร์น! เพื่อเป็การตอบแทนที่ช่วยปิดคดีที่น่าปวดหัวนี่...เดี๋ยวฉันจะเลี้ยงข้าวชุดใหญ่ให้นายเอง! ถือซะว่าเป็การฉลองที่นายรอดจาก‘คำสาปกระเป๋าแห้ง’ ไปได้อีกวัน เลือกมาเลยว่าอยากกินอะไร!”
ผมยิ้มออกมาเป็ครั้งแรกของวันแววตาเริ่มมีประกายสดใสเมื่อนึกถึงเมนูอาหาร “งั้นผมขอเริ่มที่พายเนื้อร้อนๆสักสองชิ้นก่อนเลยครับสารวัตร... อ้อ แล้วก็ไวน์ดีๆ ที่ไม่มี ‘ส่วนผสมพิเศษ’ด้วยนะครับ!”
เกียร์ขยับปีกรับอย่างตื่นเต้นพลางบินวนรอบตัวเรา“เกี๊ยะ! ไปกันเลยนายท่าน! ข้าก็อยากเห็นร้านอาหารที่สารวัตรแนะนำเหมือนกันหวังว่าจะมีที่พักขาให้อีกา อย่างข้านะเกี๊ยะ!”