หลังจากที่ปอยอาบน้ำและแต่งตัวเสร็จ ก่อนที่จะไปรับประทานอาหารมื้อเย็นกับดาวและคุนที่รออยู่ เธอก็ไม่ลืมที่จะทำสิ่งที่เคยทำอยู่เสมอั้แ่ที่พ่อและแม่เริ่มปล่อยให้เธอได้ใช้ชีวิตที่หอพักเพื่อศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย
“ฮาโหลจ้าว” เธอพูดหลังจากที่กดโทรออก “น้องอยู่ที่เขาใหญ่แล้ว อี่พ่ออี่แม่บ่อต้องเป็ห่วงหนา”
“ธัมโม สังโฆ!” เสียงจากปลายสายตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว “แค่หื้อน้องไปอยู่กรุงเทพ แม่กับพ่อก็ห่วงจะต๋ายอยู่ละ อันนี้อะหยัง ยังจะไปต่างจังหวัดอีกก่า บ่อไหวหนาปอยแบบนี้นะ”
“มันเป็งานนะแม่” ปอยตอบกลับ “น้องเองก็บ่อได้มาคนเดวสักหน่อย พี่ดาวที่น้องเคยเล่าหื้อฟังกับหัวหน้าก็มาโตยหนาแม่ นี้ยังบ่อนับร่วมลูกเ้าของบริษัทอีกหนาแม่ ที่มาโตยนะ บ่อต้องห่วงหรอก”
“จะเป๋นไผก็จ่างเต๊อะ” มีเสียงแหบห้าวซึ่งมาพร้อมใบหน้าคมเข้มที่ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ว่าปอยมีโครงหน้ามาจากใครเอ่ยแทรก “จะใดพ่อก็เป็ห่วง คนกรุงเทพนะ ไว้ใจบ่อได้สักคนหรอกลูก บ่อว่าแม่หญิง ป่อจาย”
“พ่อก็คิดนักเกินไป” ปอยอดยิ้มให้กับบุพการีทั้งสองที่ยังคงห่วงใยตนราวกับเด็กๆ ไม่ได้ “นี้มันยุคสมัยไหนแล้วพ่อ บ่อว่าคนที่ไหน ถ้าคนมันจะบ่อดีอยู่ที่ไหนมันก็บ่อดีหรอกจ้าว อย่างที่บ้านเฮาก็มีนิ”
“เฮามันตึงหลึกแต้นะ” บิดาเธอขมวดคิ้วแน่น “จะไปทำการทำงานที่กรุงเทพยะอะยั่งก็บ่อฮู้ ที่ท่านาสวนบ้านเฮาก็มี จะอยู่ทำสืบพ่อสืบแม่หรือจะขาย ลูกก็บ่อมีวันอดต๋าย”
“นั้นก่า” มารดาเธอเสริมตามมาอีกคน “จะไปทำก๋ารทำงานไกลบ้านไกลจองยะอะหยังก็บ่อฮู้ ยะหื้อคนเขาเป็ห่วง”
“เฮาเกยอู้เื่นี้กันไปแล้วหนาอี่พ่ออี่แม่” ปอยทำหน้ามุ่ย “ถ้าอี่พ่อกับอี่แม่ยังจ่มน้องอีก วันหยุดหน้าน้องจะบ่อปิ๊กไปบ้านหนา”
ผู้าุโทั้งสองต่างก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับคำพูดของผู้เป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของตน เพราะนอกจากว่าปอยจะดื้อรั้นชนิดหัวชนฝาแล้ว ยิ่งเป็เื่คำพูดยิ่งแล้วใหญ่ เพราะลูกสาวเพียงคนเดียวพวกเขานั้นแทบจะเรียกได้ว่า เป็พวกย่อมตายดีกว่าคายคำพูด
“เออ...เออ...จะยะอะหยังก็ตามใจ แต่ถ้าครบหนึ่งปีแล้วทำบ่อได้ตามที่อู้ไว้ ก็ต้องปิ๊กมาอยู่บ้านเฮาหน้า” บิดาเธอส่ายศีรษะอย่างเอืิอมระอา
“อีกตั้งหนึ่งปี!” มารดาเธอบ่นเสียงอู้อี้ “ถึงจะใดแม่ก็เป็ห่วง”
“บ่อต้องห่วงหรอกอี่แม่ ป้าก็อยู่กับน้องหนา อี่พ่ออี่แม่ลืมไปแล้วก่า”
“ก็เพราะว่ามีป้าอยู่นั้นก่า ถึงได้ยอมหื้อไปอยู่กรุงเทพนะ” บิดาเธอว่า
“แล้ววันหยุดหน้าจะปิ๊กมาเมื่อใด” แม่เธอถามอย่างเป็ห่วง “น้าเดือนถามหาลูกตลอดเลย บ่อฮู้ว่ามีเื่อะหยังรึเปล่า”
“น้าเดือนถาหาน้องอี้?” ปอยขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็คลี่ยิ้ม “ก็ประมาณกลางเดือนหน้าวันหยุดยาวนะแม่ ว่าจะลาพักร้อนโตยจ้าว”
“ลาออกไปเลยก็ดี!” พ่อเธอแทรก
“โค๊ะ...คนเฒ่านี้ตึงหลึกแต้หนา” ปอยยิ้มอย่างเข้าใจ “น้องต้องไปหากิ๋นข้าวแลงแล้ว เอาไว้วันพูกน้องโทรหาใหม่หนาจ้าว”
บิดาและมารดาของปอยยังคงเน้นย้ำให้เธอดูแลตัวเองอย่างไม่รู้จักเหนื่อยหน่าย ก่อนที่การสนทนาจะยุติลงไป
“จะมีเื่อะหยังหนา” ปอยพึมพำ ก่อนจะทอดตัวยาวลงบนเตียงขณะย้อนนึกไปถึงความทรงจำเก่าๆ เกี่ยวกับน้าเดือน สตรีท่าทางสติไม่ดีที่มักจะชอบบ่นพึมพำคนเดียวบ่อยๆ แต่ก็ไม่มีอันตรายอันใด หลังจากที่หลวงตาซึ่งครอบครัวเธอให้เคารพอย่างสูงได้ฝากฝังให้ช่วยดูแล เพราะว่าคนในวัดบางส่วนไม่สะดวกใจและรู้สึกไม่ปลอดภัยกับการต้องอยู่ร่วมกับผู้สติไม่ปกติเช่นนี้ ซึ่งครอบครัวของปอยที่เปิดร้านอาหารกึ่งรีสอร์ตโฮมสเตย์ก็ยินดีรับเข้ามาดูแล หลังจากนั้นน้าดาวก็ได้ช่วยทำงานต่างๆภายในบ้านมาหลายสิบปี จนกลายเป็ประหนึ่งคนในครอบครัวของปอย
และปอยก็ถือได้ว่าสนิทกับน้าเดือนที่สุด จนถึงขนาดที่น้าดาวได้สอนวิชาฮวงจุ้ยให้กับปอยั้แ่ยังเด็ก และ หากว่าน้าเดือนมีเื่จะพูดคุยกับเธอแล้วละก็ นั้นก็เป็สิ่งที่ปอยรู้ดีว่าจะต้องเป็คำทำนายทายทักบางอย่างที่น้าเดือนจะไม่บอกกับใครทั้งสิ้น นอกจากเธอเพียงคนเดียว ซึ่งมันก็ดันแม่นมากซะด้วย!
และเพราะคำทำนายทายทักของน้าเดือนนี้เอง ที่เป็เหตุผลว่าทำไมปอยถึงเลือกลงมาทำงานที่กรุงเทพหลังจากเรียนจบ แทนที่จะอยู่สืบทอดกิจการของครอบครัวที่บ้านเกิดเมืองนอนของตน
………..
ปอยได้ยินเสียงกรุ๋งกริ๋งที่มาพร้อมกับความรู้สึกสั่นเบาๆ เป็จังหวะข้างกาย เธอเบิกตาโพลง ก่อนจะหยิบมือถือตัวเองมาสไลด์ปิดการแจ้งเตือน
“อ้าว...ตีห้าครึ่ง!” เธอพึมพำพร้อมกับชันตัวลุกนั่ง มองดูข้างกายที่มีดาวนอนหลับปุ๋ยตะแคงข้างไปอีกฝั่งด้วยชุดเดิมของเมื่อวาน “เผลอหลับไปเหรอเรา” เธอละสายตาจากดาวไปยังประตู เพราะรู้สึกถึงความรู้สึกโหวงเหวงภายในท้อง ที่บ่งบอกว่าเมื่อวานเธอไม่ได้รับสารอาหารในตอนเย็น “ไปหาอะไรกินก่อนละกัน”
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จสรรพ ปอยก็มานั่งทอดสายตาไปยังหมู่ไม้เขียวขจี ที่บัดนี้ถูกอาบไล้ไปด้วยแสงสีส้มและสีแดงจากดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ โผล่พ้นขึ้นมาเหนือหุบเขา ในบริเวณเดิมที่ใช้ดื่มกินกันเมื่อวานเพื่อรอคอยข้าวต้มทรงเครื่องที่เธอพึ่งจะสั่งกับพนักงานบริการ
“ขอโทษค่ะ” มีเสียงเล็กๆ สดใสเฉกเช่นเดียวกับบรรยากาศในตอนเช่านี้ปลุกให้ปอยตื่นจากภวังค์ และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองงก็พบเจอเข้ากับรอยยิ้มพร่างพรายบนใบหน้าที่สวยราวกับภาพวาดของเอไอ “ถ้าไม่ว่าอะไร ขอนั่งด้วยคนได้ไหมค่ะ”
“คุณแพรวา!” ปอยอุทานเบาๆ กุลีกุจอลุกขึ้นพร้อมกับภายมือเพื่อต้อนรับ “ดะ...ได้ ได้ค่ะ...เชิญ..เชิญค่ะ”
“ไม่ต้องเรียกคุณหรอกค่ะ เรียกแพรวาเฉยๆ ก็ได้” หญิงสาวในชุดแซ็กกระโปรงเสมอเข่านั่งลงด้วยท่าทีเป็มิตร “รู้สึกไม่ชินเลย ที่ต้องมาโดนมองเป็ลูกคุณหนูแบบนี้นะ”
“ไม่ได้หรอกค่ะ” ปอยตอบ ขณะที่นั่งลงตามมา “คุณแพรวาเป็ถึงลูกประธานบริษัทเลยนะคะ”
“แต่ที่อังกฤษพวกเขาไม่ได้มองฉันแบบนั้นนี่นา” ลักยิ้มเล็กๆ ที่แต้มสองข้างแก้มขณะที่แพรวายิ้มนั้นช่างดูเขากันกับดวงตาสุกใสบนเครื่องหน้าที่ได้สัดส่วนโดยแทบจะไม่ต้องแต้มแต่งเครื่องสำอางลงไปเลยก็ยังได้ “ทุกคนมองว่าเราต่างก็เป็คนเท่ากัน ไม่มีใครสูงกว่าใครหรือเหนือกว่าใครจากตระกูลหรือชาติกำเนิด แต่มองกันที่ความสามารถและความดีมากกว่านะคะ”
“คุณแพรวาพูดเหมือนกับคนต่างชาติหลายคน ที่ฉันเคยเจอมาเลย”
“อย่างนั้นเหรอคะ” หญิงสาวยิ้มด้วยอาการประหม่าเล็กน้อย “คงจะติดแิของพวกเขามานะคะ เพราะว่าโตจากที่นั่นมาั้แ่เด็กละมั้งค่ะ”
“คุณแพรวาเคยอยู่ที่อังกฤษด้วยเหรอคะ” ปอยโพล่งถาม แต่ก็พลันนึกขึ้นได้ “เอ่อ...ฉันก็ลืมไปว่าระดับพวกคุณแพรวาแล้วละก็ คงจะเป็เื่ปกติซินะคะ”
“ค่ะ” แพรวาพยักหน้ารับ “ั้แ่เด็กสักหกเจ็ดขวบนะคะ”
“โหว...อยู่มาั้แ่เด็กเลย แต่ว่า...ทำไมถึงพูดภาษาไทยชัดจังเลยค่ะ”
“คงเป็เพราะได้อยู่กับคุณแม่ที่นั่น และตอนซัมเมอร์ก็จะกลับมาที่ไทยเสมอนะคะ เลยไม่ลืมภาษาของบ้านเราไป”
“อารมณ์คงคล้ายกับคนภาคอื่นๆ ในบ้านเรา ที่มาอยู่กรุงเทพซินะคะ”
“คงจะอย่างนั้นแหละค่ะ” แพรวาพยักหน้าเห็นด้วย แต่ทว่าในบัดดลคิ้วเธอก็ขมวดเล็กน้อย “ถึงจะไม่ลืมภาษาบ้านเกิดก็จริง แต่ว่าเื่อาหารนั้นกับตรงกันข้ามเลยค่ะ ฉันแทบจะจำรสชาติหรืออาหารบ้านเราไม่ได้เลย แม้จะอ่านออกแต่ก็ไม่กล้าสั่งอยู่ดี”
“แล้วนี่สั่งอะไรไปค่ะ”
“ยังเลยค่ะ” แพรวาตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใสเช่นเดิม “โชคดีที่มาเจอคุณปอยพอดี คุณปอยพอจะแนะนำอะไรอร่อยๆ ให้หน่อยได้ไหมคะ แต่...ขอแบบอันที่ไม่เผ็ด หรือ เผ็ดไม่มากนะคะ”
“ถ้าเื่ของกินไว้ใจปอยได้เลยค่ะ” ปอยตอบออกไปด้วยความมั่นใจ เพราะว่าเธอนั้นแทบจะจับเครื่องครัวและเครื่องปรุงประหนึ่งของเล่นมาั้แ่ยังเด็กอยู่แล้ว “ถ้าเช้าๆ แบบนี้ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าข้าวต้มทรงเครื่องอยู่แล้วล่ะ อร่อย ไม่เผ็ด แถมยังดีต่อระบบร่างกายและสมอง”
“อย่างนั้นเหรอคะ” แพรวาตาโต “ถ้าคุณปอยว่าแบบนั้นก็น่าลอง”
“ถ้าอย่างนั้นเอาข้าวต้มทรงเครื่องนะคะ” ปอยถามแพรวาโดยไม่ปล่อยให้แพรวาตอบตกลง ขณะที่ก็ยกมือโบกหย็อยๆ พร้อมกับส่งเสียงะโพอให้ได้ยิน “น้องค่ะๆ ขอข้าวต้มทรงเครื่องแบบที่พี่สั่งไปเมื่อกี้เพิ่มอีกหนึ่งค่ะ!”