บทที่ 5: เบาะแสแบล็คเมล์
หยาดน้ำฝนเม็ดเล็ก ๆ ยังคงตกกระทบกระจกหน้ารถอย่างสม่ำเสมอเป็จังหวะที่น่ารำคาญใจ แสงไฟสีส้มสลัวบนเพดานรถส่องกระทบใบหน้าของผมที่กำลังจ้องมองภาพถ่ายคาวสวาททั้งห้าใบในมือด้วยความรู้สึกชาไปทั้งตัว หัวใจของผมเต้นระรัวและหนักหน่วงราวกับมีก้อนหินใหญ่ตกลงไปทับในอก ลมหายใจติดขัดเป็ห้วง ๆ ทุกครั้งที่สายตาเหลือบไปมองรายละเอียดของแต่ละภาพ
เส้นผมสีทองสว่างเส้นยาวที่ติดอยู่กับแถบกาวปิดปากซอง และกลิ่นน้ำหอมละมุนละไมเหมือนดอกมะลิแรกแย้มที่ยังโชยแตะจมูกอย่างแ่เบา... มันเหมือนค้อนปอนด์ขนาดใหญ่ที่ทุบลงกลางใจของผมจนแหลกสลาย
รดา... ลูกสาวบุญธรรมวัยยี่สิบปีของเสี่ยวิชัย เด็กสาวที่ภายนอกดูใสซื่อไร้เดียงสา อ่อนน้อมถ่อมตน แต่แววตากลับแฝงประกายไฟราคะอันร้อนแรงคนนั้น เธอคือคนส่งซองแบล็คเมล์นี้มาให้ผมอย่างนั้นหรือ? แล้วเธอสามารถจับภาพพวกนี้ได้อย่างไรในเวลาค่ำคืนที่ฝนตกหนักและประตูล็อคแ่าเช่นนี้? คำถามมากมายวิ่งสับสนปนเปอยู่ในสมองของผมจนแทบคลั่ง
ผมสูดหายใจเข้าปอดลึกยาวเพื่อเรียกสติสัมปชัญญะของนายตำรวจนักสืบกลับคืนมา ผมเอื้อมมือไปกดสวิตช์ดับไฟส่องแผนที่บนเพดานรถเพื่อหลบซ่อนตัวในความมืด ค่อย ๆ เก็บรูปถ่ายทั้งหมดใส่ซองขาวตามเดิมและซุกซ่อนไว้ในส่วนลึกของกระเป๋าเป้คู่ใจ เคียงข้างกับสมุดบันทึกลับและกระดุมข้อมือทองคำ
ผมตัดสินใจก้าวเท้าลงจากรถยนต์ส่วนตัวอีกครั้ง ละอองฝนเย็นะเืปะทะผิวหน้าช่วยดึงความเ็าและสมองอันเฉียบคมกลับมา ผมกวาดสายตามองข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามสถานีตำรวจ ที่ซึ่งมีตึกแถวร้างโบราณสองชั้นหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดมิด
ตึกแถวโบราณหลังนั้นปิดตัวร้างมานานหลายปี สภาพภายนอกเก่าคร่ำคร่า ผนังปูนกะเทาะจนเห็นเนื้ออิฐสีส้มแดง และมีเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมรกครึ้ม หน้าต่างกระจกบนชั้นสองของตึกนั้นอยู่ในระดับแนวระนาบเดียวกับหน้าต่างกระจกฝ้าของห้องสอบสวนที่สถานีตำรวจพอดี หากมีใครแอบใช้กล้องถ่ายรูปประสิทธิภาพสูงที่มีเลนส์ซูมระยะไกลซุ่มถ่ายภาพจากในนั้น ก็จะสามารถจับภาพทุกการเคลื่อนไหวภายในห้องสอบสวนได้อย่างชัดเจนไม่มีอะไรปิดบัง
ผมกระชับสายสะพายกระเป๋าเป้และแอบเดินข้ามถนนสายเปลี่ยวอย่างเงียบเชียบที่สุด พยายามหลบเลี่ยงแสงไฟและสายตาของตำรวจเวรด้านหน้าสถานี ผมสอดตัวเข้าไปทางช่องประตูเหล็กดัดที่ผุกร่อนและพังเสียหายของตึกร้าง บรรยากาศภายในมืดสนิท ความเย็นะเืและกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นมูลสัตว์โชยเข้าจมูกชวนสะอิดสะเอียน เสียงหยดน้ำฝนที่รั่วซึมจากหลังคาหยดลงกระทบพื้นปูนดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบสงัด
ผมดึงไฟฉายกระบอกเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกง เปิดไฟส่องนำทางและก้าวเดินขึ้นบันไดปูนไปยังชั้นสองอย่างระมัดระวัง ทุกฝีก้าวต้องเงียบที่สุด ฝุ่นหนาเตอะที่เกาะอยู่ตามพื้นบันไดมีร่องรอยการย่ำเท้าใหม่ ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน รอยเท้านั้นมีขนาดค่อนข้างเล็กและลวดลายของดอกยางชี้ชัดว่าเป็รองเท้าผ้าใบแฟชั่นของผู้หญิง
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง ผมเดินเลาะเลียบไปตามระเบียงปูนจนถึงห้องริมสุดที่หน้าต่างหันหน้าเข้าหาสถานีตำรวจ หน้าต่างกระจกที่แตกพังไม่มีบานหลงเหลืออยู่เผยให้เห็นทัศนียภาพฝั่งตรงข้ามได้อย่างชัดเจนเต็มตา ห้องสอบสวนสลัวที่ผมเพิ่งใช้ร่วมรักกับคุณหญิงดารินตั้งอยู่ตรงหน้าในระยะสายตาไม่เกินสามสิบเมตร แสงไฟสีส้มยังคงเปิดทิ้งไว้ มองเห็นโต๊ะไม้และเก้าอี้ได้อย่างถนัดตาไม่มีอะไรขวางกั้น
ผมย่อตัวลงและส่องไฟฉายสำรวจลงบนพื้นปูนฝุ่นเขรอะรอบ ๆ บริเวณใต้กรอบหน้าต่างนั้นอย่างละเอียด
และแล้วผมก็พบหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันข้อสันนิษฐาน
บนพื้นปูนมีรอยรองเท้าผ้าใบเปียกชื้นย่ำอยู่สองสามรอยที่ยังไม่แห้งสนิทดี และใกล้ ๆ กันนั้น มีเปลือกลูกอมพลาสติกสีชมพูรสสตรอว์เบอร์รี่ตกอยู่หนึ่งชิ้น ผมใช้ปากคีบยางในกระเป๋าคีบมันขึ้นมาดมดู... กลิ่นสตรอว์เบอร์รี่หวานเลี่ยนปะปนกับกลิ่นหอมละมุนของดอกมะลิอ่อน ๆ แบบเดียวกับกลิ่นที่ติดอยู่บนซองจดหมายแบล็คเมล์อย่างไม่มีผิดเพี้ยน!
หลักฐานทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบ... รดาคือคนที่แอบซุ่มอยู่ในความมืดของตึกร้างแห่งนี้ท่ามกลางสายฝนเพื่อเฝ้ามองดูและบันทึกภาพตัณหาของผมกับแม่เลี้ยงของเธอ! ความใสซื่อบริสุทธิ์ที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดเป็เพียงหน้ากากที่ปกปิดความบิดเบี้ยวและเล่ห์เหลี่ยมอันน่ากลัวไว้เื้ั
ผมกำเปลือกลูกอมพลาสติกในมือแน่นด้วยความโกรธแค้นระคนระแวง เด็กสาวอายุเพียงยี่สิบปีไม่มีทางดำเนินแผนการได้เงียบเชียบและสมบูรณ์ขนาดนี้หากไม่มีแรงจูงใจที่ลึกซึ้งกว่าเงินทอง ผมต้องเค้นความจริงทั้งหมดจากปากของเธอให้ได้ก่อนที่ภาพพวกนี้จะหลุดรอดออกไปทำลายชีวิตของผม
ผมเดินกลับลงมาจากตึกร้างอย่างรวดเร็วและก้าวขึ้นนั่งบนรถยนต์ส่วนตัว สตาร์ทเครื่องยนต์ขับมุ่งหน้าออกสู่ถนนใหญ่ทันที ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและกดต่อสายหารดาโดยไม่ลังเลใจ
เสียงสัญญาณดังตู๊ดตู๊ดอยู่สองสามครั้งก่อนที่เสียงหวานใสของปลายสายจะกดรับ
"สวัสดีค่ะผู้กองนนท์... มีอะไรด่วนหรือเปล่าคะ โทรหาหนูกลางดึกแบบนี้? คิดถึงหนูเหรอคะ หรือว่าลืมของไว้ที่คฤหาสน์?" น้ำเสียงใสซื่อและขี้เล่นของรดาดังแว่วมาตามสาย ทว่าในเวลานี้เสียงหวานนั้นกลับทำให้ผมรู้สึกหนาวเหน็บและหวาดกลัวในความอำมหิตของเธอ
ผมพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เรียบนิ่งเป็ปกติที่สุดเพื่อไม่ให้เธอไหวตัว "รดาครับ ผมมีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของเสี่ยวิชัยที่้าคุยกับคุณเป็การส่วนตัวด่วนที่สุด ตอนนี้ผมกำลังเดินทางกลับคอนโดของผม คุณสะดวกเดินทางมาพบผมที่คอนโดตอนนี้เลยไหมครับ?"
รดาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่จะมีเสียงหัวเราะคิกคักเบา ๆ หลุดรอดมาตามสาย "เื่คุณพ่อ... หรือเื่อะไรกันแน่คะผู้กอง? แต่ไม่ว่าจะเป็เื่อะไร... รดาก็ยินดีไปหาผู้กองเสมอค่ะ ส่งโลเคชั่นคอนโดมาได้เลยค่ะ อีกครึ่งชั่วโมงเจอกันนะคะ"
สายถูกตัดไป
ผมกดส่งพิกัดคอนโดส่วนตัวย่านนนทบุรีให้เธอทันที คอนโดของผมเป็ห้องชุดขนาดกลางบนชั้นสิบห้าที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแ่าและมีความเป็ส่วนตัวสูงมาก ไม่มีคนพลุกพล่าน เหมาะที่สุดสำหรับการเผชิญหน้าและบีบเค้นความจริงในคืนนี้
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงกริ่งหน้าห้องคอนโดของผมก็ดังขึ้นตามนัด
ผมสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์พลุ่งพล่าน เดินไปเปิดประตูห้องต้อนรับ รดายืนอยู่ตรงหน้าในชุดนักศึกษาเสื้อเชิ้ตสีขาวเข้ารูปตัวจิ๋วที่ตึงแน่นจนเน้นรูปทรงของทรวงอกคู่งาม กระโปรงทรงเอสีน้ำเงินเข้มสั้นเหนือเข่าขึ้นมาหลายนิ้วเผยต้นขาขาวผ่อง ผมสีทองสว่างของเธอเปียกละอองฝนเล็กน้อยจนดูยุ่งเหยิงเซ็กซี่ ใบหน้าหวานจิ้มลิ้มส่งยิ้มหยาดเยิ้มส่งมาให้ผมอย่างไม่สะทกสะท้าน
"สวัสดีค่ะผู้กอง... ห้องของผู้กองน่าอยู่จังเลยนะคะ ดูเป็ส่วนตัวดีจัง" รดากล่าวพลางเดินแทรกตัวก้าวเข้ามาด้านในห้องโดยไม่รอคำเชิญ กลิ่นน้ำหอมมะลิอ่อนหวานโชยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องทันทีที่เธอเดินผ่าน
ผมปิดประตูลง ลงกลอนและล็อคเดดโบลต์สามชั้นอย่างแ่า หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเด็กสาวที่กำลังเดินไปทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาหลุยส์ตัวยาวในห้องนั่งเล่นอย่างสบายอารมณ์และไขว้ขาเรียวสวยขึ้นสูง
ผมเดินตรงไปที่โต๊ะกระจกหน้าโซฟา หยิบซองจดหมายสีขาวหนาในกระเป๋าเป้ออกมาโยนลงบนโต๊ะเสียงดัง *ปึก*
"รดา... นี่มันหมายความว่ายังไง?" ผมเค้นถามเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยโทนเสียงเ็าจ้องมองหน้าเธอตรง ๆ
รดามองซองจดหมายสีขาวบนโต๊ะ ดวงตากลมโตคู่สวยนั้นไม่ได้มีแววตระหนกหรือตื่นกลัวเลยแม้แต่น้อย เธอกลับส่งยิ้มหวานระคนเย้ยหยัน ค่อย ๆ เอื้อมมือเรียวขาวไปเปิดซองและดึงภาพถ่ายคาวสวาททั้งห้าใบออกมาคลี่ดูบนตักทีละใบอย่างเชื่องช้าและชื่นชม
"ว้าว... ฝีมือการถ่ายรูปของหนูมันไม่เลวเลยใช่ไหมคะผู้กอง มุมกล้องเป๊ะ แสงเงาก็สวย... โดยเฉพาะภาพนี้นะคะ..." รดาชูรูปถ่ายใบสุดท้ายที่เป็ภาพการสอดใส่กระแทกกระทั้นของผมกับดารินขึ้นมาดูด้วยแววตาหยาดเยิ้มปนความใคร่ "ผู้กองในรูปดูแข็งแกร่งและดุดันมากเลยค่ะ ขนาดหนูแอบดูอยู่ฝั่งตรงข้ามตึกร้าง... หลุมเสียวของหนูยังขมิบรัดและตอดแน่นจนแฉะเปียกเยิ้มไปหมดเลยค่ะ"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและดิบเถื่อนขัดกับใบหน้าใสซื่อทำเอาผมยืนอึ้งและโกรธแค้น "เธอ้าอะไรกันแน่รดา? แบล็คเมล์เอาเงินงั้นเหรอ? ทรัพย์สมบัติที่เสี่ยวิชัยทิ้งไว้ยังไม่พอรึไง?"
รดาวางภาพถ่ายลงบนโต๊ะช้า ๆ เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนและเดินก้าวสามขุมเข้าหาผมอย่างเชื่องช้า ดวงตากลมโตแปรเปลี่ยนเป็ประกายไฟแห่งความปรารถนาและตัณหาที่ร้อนแรงอย่างเปิดเผย สองมือเรียวเอื้อมมาจับที่ขอบเข็มขัดกางเกงของผมและลูบไล้เบา ๆ
"เงินทองหนูมีเหลือเฟือแล้วค่ะผู้กอง... แต่สิ่งที่หนูยังไม่มีและอยากได้ที่สุดในตอนนี้... คือตัวของผู้กองต่างหากล่ะคะ" เธอกระซิบเสียงแหบพร่าข้างใบหู "หนูอิจฉาคุณแม่ดารินค่ะ... อิจฉาที่ได้ลิ้มลองท่อนเนื้ออุ่นร้อนและแท่งเอ็นั์ของผู้กอง... หนูอยากรู้ว่าความรู้สึกตอนที่โดนผู้กองกระแทกกระทั้นจนสุดรูสวาทมันจะซ่านเสียวสะท้านทรวงขนาดไหน"
เธอช้อนสายตาหวานเชื่อมขึ้นสบตาผมตรง ๆ สองมือขยับเลื่อนขึ้นมาที่แผงอกลูบไล้ผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตเบา ๆ "ถ้าผู้กองอยากได้รูปถ่ายพวกนี้และเมมโมรี่การ์ดตัวจริงคืน... ผู้กองต้องช่วย 'สอบสวน' ร่างกายของหนูคืนนี้ให้ละเอียดทุกซอกทุกมุมนะคะ"
รดาอมยิ้มหวานยั่วยวน ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากเกือบจะแตะกัน จากนั้นนิ้วเรียวสวยของเธอก็ค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาเสื้อสีขาวของเธอออกทีละเม็ด... ทีละเม็ดช้า ๆ เผยให้เห็นเนินอกขาวเนียนสล้างและขอบบราสีชมพูหวานแหววที่พ้นขอบเสื้อออกมาต่อหน้าต่อตาผม...!