ฉันไม่อยากเป็นตัวร้ายจริงๆ

    บทที่ 10 : ผ่านข้อความ

    ผ่านข้อความ
    เย่กู่เฉินจำได้ว่าในผลงานต้นฉบับผู้เขียนได้เขียนถึงการมีอยู่นิยายอื่นๆ ในโลกความเป็นจริงอยู่ไม่น้อย แต่ไม่มีการเขียนถึงเนื้อหาของนิยายเหล่านั้น เพราะมันอาจจะมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์
    ดังนั้นในหัวข้อนี้ เขาจึงไม่ได้ให้ความสนใจ แต่ที่นี่คือโลกของนิยาย ไม่แปลกที่ผลงานเหล่านี้จะปรากฏ
    เย่กู่เฉินพลันเดินเข้ามานั่งลงเก้าอี้ตรงหน้าของไป๋มู่เสวี่ย “สนุกรึเปล่า?”
    ไป๋มู่เสวี่ยสะดุ้งตกใจกับเสียงที่ดังขึ้น เธอเริ่มเงยหน้าขึ้นมองเย่กู่เฉินอย่างรวดเร็ว จากนั้นเธอก็ปิดหนังสือนิยาย กอดมันไว้ที่อกด้วยสองมือ ลุกขึ้น ก้าวถอยห่างออกไป ขณะที่มองเย่กู่เฉินอย่างระแวง กลัวว่าผู้ชายคนนี้จะไม่ได้มาดี
    “ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นก็ได้ ฉันก็เป็นนักเรียนคนหนึ่งของโรงเรียนนี้” เย่กู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้ม หยิบบัตรนักเรียนออกมาโชว์ให้เธอดู
    ไป๋มู่เสวี่ยมองไป เห็นบนบัตรมีรูปของเย่กู่เฉินและชื่อของเขา รวมถึงชั้นปีและห้อง เธอก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย จากนั้นชี้นิ้วไปที่เย่กู่เฉิน และชี้ไปที่ประตู ความหมายของเธอชัดเจน คือให้ออกไป
    “.......” เย่กู่เฉิน
    เขาพูดไม่ออก คิดไม่ถึงว่าเธอจะบอกให้เขาออกไปแบบนี้เลย ไม่แม้แต่จะพูดกับเขา ไม่สิ เย่กู่เฉินรู้ดี ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากจะพูด เธอพูดไม่ได้ต่างหาก
    นักอ่านหลายคนต่างโวยวายกับผู้เขียนว่าเป็นผู้เขียนสุนัขที่ทำให้เธอพูดไม่ได้ แต่ผู้เขียนตอบโต้ด้วยคำพูดที่เจ็บแสบว่า ‘นั่นคือราคาที่เธอต้องจ่าย เมื่อสวยเกินไป และรู้อะไรไหม ฉันใช้เวลาคิดเดือนกว่า เพื่อบรรยายถึงความสวยระดับเทพของเธอ!’
    นักอ่านหลายคนต่างพูดไม่ออกกับการตอบโต้ของผู้เขียน แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อให้ผู้เขียนใหม่ กลายเป็นผู้เขียนสุนัข!
    เย่กู่เฉินยิ้มฝืนๆ เขาไม่ได้พูดอะไรอีก และแน่นอนว่าเขาไม่ได้ออกไปด้วยเช่นกัน เขาเก็บบัตรนักเรียนเข้ากระเป๋า จากนั้นหยิบสมุดโน๊ตและปากกาที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าขึ้นมา
    เขาเปิดและเขียนบางอย่าง พอเขียนเสร็จ เขาก็หันสมุดโน๊ตหน้าที่เขาเขียนไปทางไป๋มู่เสวี่ย
    ไป๋มู่เสวี่ยประหลาดใจกับการกระทำของเย่กู่เฉิน เธอมองไปที่สมุดโน๊ต บนหน้ากระดาษมีข้อความเขียนว่า ‘สวัสดี ฉันชื่อเย่กู่เฉิน เธอชื่ออะไร คุยกันสักหน่อยได้ไหม ในโรงเรียนนี้ ฉันไม่มีเพื่อนเลย’
    ดวงตาคู่สวยของไป๋มู่เสวี่ยเป็นประกายขึ้นมา เธออดคิดไม่ได้ว่า หรือว่าเย่กู่เฉินจะรู้ว่าเธอพูดไม่ได้ แต่ในไม่ช้า เธอก็ส่ายหน้าไปมา เรื่องนี้ มีไม่กี่คนที่รู้ มีเพียงครอบครัวของเธอและผ.อ. โรงเรียนแห่งนี้ ที่รับเธอเข้าเรียนและจัดห้องพิเศษให้เธอเรียนคนเดียวเท่านั้นที่รู้
    เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพยักหน้าและเดินเข้ามานั่งลง เธอวางความรักของป๋อหวังลง หยิบสมุดโน๊ตอีกเล่มพร้อมปากกามาเขียนตอบ
    ‘ฉันชื่อไป๋มู่เสวี่ย นายไม่มีเพื่อนจริงเหรอ?’
    เย่กู่เฉินรู้สึกมีความสุข ที่เธอไม่ไล่เขาออกไปอีก แต่นี่ก็คือสิ่งที่เขาคาดหวัง ความจริงแล้ว เกี่ยวกับไป๋มู่เสวี่ยผู้เขียนบอกเอาไว้ว่า แม้ว่าการที่จะได้ใจเธอนั้นยาก แต่การที่จะสนิทกับเธอ ไม่ได้ยากขนาดนั้น
    ต้องทำตามเงื่อนไขไม่กี่ข้อ ซึ่งเงื่อนไขไม่กี่ข้อนั้น ผู้เขียนก็เขียนบอกไว้ทั้งหมด แต่คนในนิยายไหนเลยจะรู้ เป็นเหตุผลให้แม้แต่ตัวเอกก็ไม่อาจแม้แต่จะสนิทเป็นเพื่อนกับเธอได้
    แน่นอน เงื่อนไขเหล่านี้ เย่กู่เฉินได้อ่านมาทั้งหมด เขาย่อมรู้โดยธรรมชาติ และที่เขาทำอยู่นี้ก็คือเงื่อนไขข้อแรก พูดคุยกับเธอโดยการเขียน
    เธอที่พูดไม่ได้ ย่อมไม่อาจพูดตอบได้เวลาถูกถาม ทางที่ดีที่สุดคือสื่อสารผ่านข้อความบนกระดาษกับเธอ
    ‘จริงสิ ไม่เชื่อเธอตรวจสอบดูได้เลย’ เย่กู่เฉินเขียนตอบ
    ‘ไม่น่าเชื่อเลยนะ นายเองก็ดูหล่อดีนะ’ ไป๋มู่เสวี่ยเขียน พลางชำเลืองมองใบหน้าที่หล่อเหลาของเย่กู่เฉินสองสามครั้ง
    เย่กู่เฉินยิ้ม เขียนตอบว่า ‘เธอจะทำให้ฉันลอยนะรู้ไหม แต่ก็นะ ฉันได้ยินบ่อยแล้ว ใครๆ ก็บอกว่าฉันหล่อ ฉันนี่เป็นคนบาปเสียจริงที่เกิดมาหล่อจนเกินไป’
    ถ้าไป๋มู่เสวี่ยหัวเราะแบบมีเสียงได้ เสียงของเธอคงจะกังวาลไปทั่วห้องแล้ว เธอปิดปาก หัวเราะอย่างไรสุ่มเสียง
    ขณะที่ภายในใจคิดว่าคนๆ นี้น่าสนใจดี ดูตลกอย่างไรไม่รู้ จากนั้นก็เขียนว่า ‘นายหลงตัวเองเกินไปแล้ว’
    ‘ฮี่ฮี่ ก็คนมันหล่อนี่ ช่วยไม่ได้’ เย่กู่เฉินหัวเราะเบาๆ
    ไป๋มู่เสวี่ยยิ้มแห้งๆ ออกมา คิดว่าคนๆ นี้อะไรจะหลงตัวเองขนาดนั้น
    ‘จะว่าไปแล้ว นายทำไมถึงรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่’
    ‘เรื่องบังเอิญทั้งนั้น ฉันเดินผ่านมาห้องนี้พอดี สงสัยว่าเป็นห้องอะไร เห็นว่าประตูไม่ได้ล็อค จึงถือวิสาสะเข้ามา และเจอเธออย่างที่เห็น’ เย่กู่เฉินแน่นอนว่าโกหก ทั้งๆ ที่เขาตั้งใจมาหาเธอโดยเฉพาะ
    ‘อย่างนี้เอง สงสัยไหมว่าฉันเป็นใคร และทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?’ เธอเขียนถาม ไม่สงสัยเลยว่าเย่กู่เฉินโกหก เพราะเขาและเธอไม่รู้จักกัน ไม่มีเหตุผลให้เขาต้องมาโกหกเธอ
    ‘สงสัยสิ เธอเป็นใครกันล่ะ คุณไป๋?’
    ‘อะแฮ่ม พูดไปแล้วนายอาจจะตกใจก็ได้นะ ความจริงฉันเป็นอัจฉริยะ จึงได้รับการยกเว้นให้เรียนในห้องพิเศษ’ ไป๋มู่เสวี่ยเขียน แสร้งทำเป็นอัจฉริยะสติเฟื่อง
    เย่กู่เฉินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะให้กับท่าทางของเธอ ‘เธอเนี่ยนะ? จะโกหกอะไร ต้องแสดงให้เนียนกว่านี้’
    ไป๋มู่เสวี่ยหน้าแดงเล็กน้อยด้วยความอับอาย เธอคิดไม่ถึงว่าเย่กู่เฉินจะรู้ว่าเธอโกหก เธอรีบเปลี่ยนเรื่องในทันที
    ‘จริงๆ แล้วนายไม่ต้องเรียกฉันคุณไป๋ก็ได้ เรียกฉันว่ามู่เสวี่ยก็ดีนะ จากนี้เราจะเป็นเพื่อนกันตกลงไหม ฉันก็จะเรียกนายว่ากู่เฉิน’
    ‘ดีเลย มู่เสวี่ย เธอจะเป็นเพื่อนคนแรกและคนเดียวของฉันในโรงเรียนนี้’ เย่กู่เฉินยิ้มออกมา เขามีความสุขอย่างแท้จริงในเวลานี้
    เขาตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาต้องทำให้ไป๋มู่เสวี่ยเป็นภรรยาของเขาให้ได้!
    ไป๋มู่เสวี่ยชะงักไป ก่อนยิ้มออกมา สิ่งที่เย่กู่เฉินเขียน ทำให้เธอมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เป็นเวลาสองปีกว่าแล้ว ที่เธอใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนนี้คนเดียว
    ไม่มีเพื่อนแม้แต่คนเดียว ความจริงการหาเพื่อนสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่เธอไม่หา ล้วนเป็นเพราะเธอพูดไม่ได้ เธอกลัวว่าหากมีเพื่อนไป เพื่อนเหล่านี้จะดูกถูกเธอ ที่เธอเป็นใบ้
    ดังนั้น เธอจึงเลือกที่จะอยู่คนเดียวมากกว่าที่จะมีเพื่อน
    ‘เธอเจ็บคอสินะ ที่ไม่ยอมพูด’ เย่กู่เฉินพลันเขียนถึงเรื่องนี้ แม้ว่าความจริงเขาจะรู้ว่าเธอพูดไม่ได้ แต่เขาต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ เพื่อให้เธอสบายใจว่าเขาไม่รู้
    ‘ใช่แล้ว นายนี้สายตาดีนะ’ ไป๋มู่เสวี่ยเขียนตอบพลางพยักหน้าอย่างโล่งใจ ดีที่เย่กู่เฉินเข้าใจไปแบบนี้
    ‘เธออยากพูดได้ไหม ฉันช่วยได้นะ แต่แค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น’ เย่กู่เฉินลังเลสักพัก ก่อนเขียน
    ดวงตาของไป๋มู่เสวี่ยสั่นไหว ‘นายล้อเล่นอะไรกัน?’
    ‘ใครล้อเล่น ฉันจริงจังนะบอกให้ ฉันเรียนวิชาหนึ่งนิ้วรักษามาตั้งแต่เด็ก สามารถรักษาส่วนใดของร่างกายก็ได้ แต่ผลมันจะอยู่แค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น ก่อนที่จะกลับเป็นแบบเดิม’ เย่กู่เฉินแน่นอนว่าโกหก เขาสามารถรักษาเธอได้
    แต่เขาจะไม่ทำในตอนนี้ เขาเลือกที่จะโกหกและรักษาคอของเธอเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เพื่อสร้างความประทับใจที่ดีให้กับเธอ จากนั้นค่อยแกล้งหน้าซีด เพื่อให้เธอมีความประทับใจต่อเขามากขึ้น
    การได้ใจเธอเป็นเรื่องยาก แต่เขาต้องได้ หากไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล!
    จบบทที่ 10