สามเซียนแห่งโรงเตี๊ยมหลงจันทร์ประกอบไปด้วย เนื้อสัตว์อย่างเฮ่ยเสอ และส่วนประกอบหลักสามชนิดนั้นคือ เห็ดหอม เห็ดหูหนูและดอกโสมอบแห้งที่คล้ายดั่งตัวยาชนิดหนึ่ง โดยการปรุงส่วนประกอบทั้งสามชนิดแล้วตักขึ้นมาพักไว้
จากนั้นจึงลงมือทำขั้นตอนต่อไปโดยการนำเนื้อเฮ่ยเสอลงไปผัดกับกระเทียมจนเกือบสุกและปรุงรสตามสูตรของโรงเตี๊ยม จากนั้นนำสามเซียนลงไปผัดเข้าด้วยกัน เมื่อได้ที่จึงยกขึ้นมาเตรียมใส่จาน
“อืม เฮ่ยเสอสามเซียนนะหรือ แล้วเ้าทานลงไปแล้วเ้าว่ารสชาติของมันเป็เช่นไรเล่า” ไป๋ฮวายังคงมิตอบออกไป
“จินเออร์เ้าจะอยากรู้ไปใย แค่รสชาติดีก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ” หยางคงรีบทักท้วงทันที
“อย่าขัดข้าน่าหยางคง ฮวาเออร์สรุปแล้วมันคืออันใดกัน อืม ข้าชิมดูแล้ว เนื้อมันขาวๆ แน่นๆ นุ่มๆ คล้ายเนื้อไก่ที่ขุนมาอย่างดีนัก ใช่เนื้อไก่หรือไม่ฮวาเออร์”
“คิคิ ลิ้นเ้าใช้ได้ทีเดียวเชียว แน่นอนว่า เฮ่ยเสอ ก็ต้องเป็เนื้องูนะสิ สามเซียนก็คือ เห็ดหอม เห็ดหูหนูและดอกโสมจีนอย่างไรเล่า ฮ่าๆ ของดีเชียวหนา”
“เ้าว่าอย่างไรนะไป๋ฮวา” เป่ยจินเอ่ยออกมาอย่างเลื่อนลอยและน้ำเสียงที่เบา
“โสมนะหรือ อืม…”
“มิใช่ เฮ่ยเสอนะ แปลว่าเนื้อของสัตว์ชนิดใดนะ”
“อ่อ งูั์นะ แคว้นต้าเฉียงของข้าเนี่ย ถือว่าเฮ่ยเสอคือของดีเลยรู้หรือไม่”
ไป๋ฮวายังคงเอ่ยเล่าออกไปอย่างมีความยินดีในของดีแห่งต้าเฉียง โดยมิรู้เลยว่าคนที่กำลังนั่งฟังอย่างเป่ยจินในตอนนี้นั้น กำลังจะ…
“อึก อึก อ้วกกกกก” เป่ยจินอ้วกออกมาอย่างมิทันห้ามตนเองได้อีกต่อไป
ด้วยตลอดชีวิตมิว่าจะเป็ชาติก่อน หรือในชาติปัจจุบันนางนั้นมิได้นิยมจะกินเนื้อสัตว์ชนิดนี้ แม้นว่าในชาตินี้ตอนเด็กๆ ของนางจะยากลำบากเพียงใด บิดามารดาของนางยังมิเคยอับจนหนทางถึงเพียงนั้น หรือนางมิรู้กัน ช่างไปเถิด
“เ้าเป็อันใดบ้างจินเออร์” ไป๋ฮวาที่ได้สติจากเสียงอ้วกของสหายตนเองจึงหันมาถามอย่างห่วงใย และแปลกใจเช่นเดียวกัน มิใช่ว่าเป็เื่ปกติหรือไร พี่หยางมิเห็นเป็เช่นสหายตนเลย
“นั้นสิเ้าไหวหรือไม่ จินเออร์น้องรัก” หยางคงที่เห็นอาการของเป่ยจินเป็เช่นนั้น จะอดขำก็มิได้ จะมิสงสารก็จะดูใจร้ายไปเสียหน่อย แต่ใครใช้ให้นางชอบแกล้งแหย่เขากันเล่า ก็คงต้องเอาคืนกันบ้างเสียหน่อย
“จะ..จะ…เ้า หยางคง เ้ารู้ใช่หรือไม่” เมื่ออ้วกเสร็จแล้ว เป่ยจินจึงหันมาจ้องหยางคงอย่างคาดโทษ
“บ้าน่า ฮ่าๆ ใครจะไปรู้กัน พี่ก็มาดินแดนนี้พร้อมเ้ามิใช่หรือ” หยางคงที่เห็นว่าจะโดนเป่ยจินคาดโทษจึงทำไดเพียงปฏิเสธออกไป พร้อมสีหน้าจริงจัง หากนางรู้เข้านางจักต้องเล่นงานข้าแน่ๆ หึยยย ฉะนั้น จะบอกมิได้ ต้องเก็บความลับให้ดีที่สุด
“อือๆ นั้นสิ พี่หยางคงมิรู้หรอก” ไป๋ฮวาที่ยังคงเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของหยางคงจึงยืนกรานแทนด้วยคน
เพียงแต่คนอย่างเป่ยจินนะหรือจะเชื่อในตัวของคนที่อยู่ด้วยมาั้แ่เด็กๆ เคยได้ยินหรือไม่ ยามออกศึกเราช่วยกันรบ แต่ยามสงบเรารบกันเอง แต่หากจะหาเื่หยางคงต่อไปไป๋ฮวาคงมิยอม เห็นได้ว่านางอยากเป็สหายกับตน แต่เข้าข้างหยางคงมากกว่า หึหึ จึงหันไปทางไป๋ฮวาแทน
“แล้วเหตุใดเ้ามิเตือนข้าฮวาฮวา”
“แหะ ๆ ข้าก็คิดว่าเ้ารู้แล้วนี่นา ข้าต้องขอโทษเ้าด้วยนะจินเออร์ แล้วเหตุใดเ้าถึงมิกินเนื้องูเล่า ของดีเลยนะนั้น” มิใช่ว่าผู้คนในใต้หล้าต่างหลงรักรสััของมันหรอกหรือ ขนาดนางยังต้องสั่งจองล่วงหน้าทีเดียวเชียว
หากทั้งสองได้ล่วงรู้ความคิดของไป๋ฮวาแล้ว ก็ตอบกลับไปว่าทั่วหล้าที่มีเพียงเ้าหรือไรกัน กลับไปถามบิดามารดาเ้าก่อนหรือไม่เล่า
“หึหึ” เป่ยจินพยายามเก็บสีหน้าความขมขื่นเอาไว้ในส่วนลึก ด้วยรู้ดีว่าอาหารแต่ในแต่ละแค้วนย่อมแตกต่างกัน นางจึงมิอาจตัดสินสิ่งใดจากการกระทำและความรู้สึกของตนเองได้
“เช่นนั้นกินต่อหรือไม่จินเออร์” ไป๋ฮวายังคงถามออกไปอย่างมีความหวัง หากคนตรงหน้าทานไปบ้างแล้วอาจจะรับรู้ถึงรสชาติอันนุ่มลิ้นเช่นเดียวกับตนเอง
“หากเ้ายังมิอิ่มก็ตามสบายเถิด ข้าพอ...พอก่อนไป๋ฮวา” พูดจบก็หันหน้าไปทานของหวานเลี่ยงทันที
ไป๋ฮวาเมื่อคลาดจากคนน้องแล้ว จึงหันไปถามคนพี่อย่างหยางคงต่อด้วยใบหน้าคาดหวัง
ต้องบอกก่อนว่าเฮ่ยเสอสามเซียนนี้ เป็อาหารขึ้นชื่อของแคว้นจริงๆ ด้วยมันจะออกมาหาอาหารนอกเขตแดนของตนเองน้อยครั้งมาก และครั้งนี้เป็เหตุให้เหล่าผู้ล่าได้ลงมือปลิดชีพมันได้
หากมาก่อนเวลาหรือหลังจากนี้แม้เพียงเสี้ยวเดือน โรงเตี๊ยมหลงจันทร์ก็ใช่ว่าจะมีอาหารชนิดนี้ออกมาเสมอ
“พี่หยางเล่าเ้าคะ”
“ข้าเองก็คงกินต่อมิไหวแล้วละขอรับ” หยางคงที่ต่อให้จะทำใจทานต่อไปได้ แต่เมื่อเห็นว่าคุณหนูของตนเองยอมแพ้ไปแล้วจึงมิอาจฝืนทานต่อคนเดียวได้
ส่วนน้ำใจของไป๋ฮวาวันหลังค่อยตอบแทนคงมิสายเกินไป แต่ตอบแทนด้วยสิ่งใดนั้นก็ให้เวลามันตอบแทนเถิด
หลังจากนั่งไปได้สักพัก เมื่อเป่ยจินคืนสติกลับมา จึงปรึกษากับหยางคงต่อ วันนี้เป็วันแรกที่พวกตนเหยียบเข้าแคว้น ดังนั้นเป่ยจินยังคงอยากสำรวจเมืองแห่งนี้ก่อนเป็สิ่งแรก จากนั้นค่อยคิดว่าจะเอ่อย่างไรต่อ
เรียกให้คนที่นั่งฟังบทสนทนาของทั้งของ อย่างไป๋ฮวาอยากมีส่วนรวม
“เช่นนั้นจะไปไหนกันต่อหรือ” ไป๋ฮวาถามออกไป เมื่อเห็นว่าคนทั้งคู่ตรงหน้าเว้นจากการพูดคุยและหันมาชิบน้ำชา
“อืมพวกข้าคงหาที่พักกันก่อน แล้วออกไปสำรวจรอบๆ เ้าเล่า”
เป่ยจินตอบคำถามไป๋ฮวาออกไปและได้ถามกลับไปเช่นกัน ด้วยคนตรงหน้ามาอยู่กับพวกตนเป็เวลาหลายเค่อแล้ว ยังทิมีทีท่าว่าจะออกไปไหนเสียที
และยังไม่ทันที่เป่ยจินจะกล่าวอันใดต่อ คนที่รอโอกาสมานานอย่างไป๋ฮวาจึงเอ่ยต่อทันที
“เช่นนั้น ข้าไปด้วยได้หรือไม่” ไป๋ฮวาเอ่ยออกมาพร้อมกับทำตากระพริบน้อยๆ เรียกความน่าเอ็นดูให้แก่คนที่มองได้มิยาก
เพียงแต่ความน่าเอ็นดูนั้นคงใช่มิได้กับสองคนตรงหน้า ด้วยหนึ่งคนแรกนั้น มิเคยมองว่าผู้ใดน่าเอ็นดูและน่ารักไปกว่าน้องชายของตน
ส่วนอีกคนนั้น ก็หาได้สนใจใยดีสตรีไม่ ด้วยเคยได้ยินคนรอบๆ ตัวเอ่ยเตือนมาก่อน เื่การไว้ใจสตรีใดในใต้หล้า ล้วนตีสองหน้าทั้งสิ้น จึงทำเพียงเออ ออ ตามที่คุณหนูของตนเอง้าและออกคำสั่ง
“เ้าว่างกระนั้นหรือ” เป่ยจินเอ่ยถามออกไป
“แล้วข้าดูเหมือนคนมิว่างหรือ” ไป๋ฮวากลับเอ่ยตอบกลับมาอย่างหน้าตายกว่า
นอกจากหนีบิดาเที่ยว หลีกเลี่ยงการเรียนอย่างสตรีชั้นสูงพึงมีของมารดา เข้าป่าหาสมุนไพร เที่ยวเล่นกับข้ารับใช้และคนสนิทแล้ว ไป๋ฮวาก็มิอาจเรียกตนเองว่าคนมีงานทำได้