บทที่ 11
ตามหาผู้รู้
กลางดึกที่เหล่าเซียนทั้งหลายต่างก็อยู่ในเวลาส่วนตัว ไร้เสียงจอแจอย่างเช่นกลางวัน ทั้งสี่ค่อยออกทางด้านหลังที่พัก ด้วยการพลางตัวจากพลังของซูลี่
เป็ความสามารถพิเศษที่จิ่วเหรินตื่นตามาก
เหล่าภูตินั้นมักมีพลังบางอย่างติดตัวมาั้แ่เกิด ความสามารถพิเศษนี้แตกต่างกันไป
ไป๋หลี่พาทุกคนวิ่งลัดเลาะทุ่งหญ้าที่สูงเกือบเท่าตัว นั่นก็เพื่อหลบเลี่ยงสายตาจากผู้อื่น ไป๋หลี่แน่ใจว่าเสี่ยวชุนคงส่งเซียนรับใช้ของตนมาคอยจับตาดู
“เซียนผู้นั้นอยู่ในถ้ำหลังน้ำตกนั่น”
ไป๋หลี่ชี้ให้ทุกคนดูบริเวณน้ำตกที่ไหลกระทบหินสาดกระเซ็น ความมืดมิดในยามราตรีนั้นกลับทำให้ทั่วทั้งพื้นที่สว่างด้วยบุบผาไฟ พวกมันเป็ดอกไม้ที่ส่องแสงสว่างในยามค่ำคืน
“จะเข้าไปด้านหลังนั่นได้อย่างไร?”
“ท่านอาจารย์บอกข้าว่าต้องมีตราเทพประทับ ถึงจะผ่านม่านนทีนี้ไปได้”
“ตราเทพ? พวกเราไม่มีตราเทพนะไป๋หลี่”
จิ่วเหรินร้องบอกสหายแข่งกับเสียงสายน้ำที่ไหลซู่ ทั้งสองปิดบังตนเป็เพียงเซียนทั่วไป ดังนั้นทั้งสองจึงไม่ได้รับตราเทพ ไป๋หลี่ยกแขนปาดเหงื่อพลางใช้ความคิด การเดินทางมาที่นี่ใช่จะมากันได้ง่าย เมื่อมาถึงที่แล้วไม่มีทางที่จะยอมเสียเวลาและโอกาส
“จริงสิ!”
“อะไรรึ?”
“ตราเทพของท่านพ่อข้าอย่างไรเล่า! ตราเทพของเทพา”
ไป๋หลี่ควานหาตราเทพที่ท่านพ่อเคยมอบไว้ให้ ก่อนที่ท่านจะกลับไปอยู่บนแดน์ และฝากฝังไป๋หลี่ให้อยู่กับท่านปู่ของจิ่วเหรินที่เผ่าเทพ ยามที่ไป๋หลี่คิดถึงท่านพ่อก็มักหยิบมาลูบอยู่บ่อยครั้ง
เพียงแค่ประทับตราเทพลงบนศิลาที่อยู่ข้างน้ำตก แสงสว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณ ม่านนทีที่ไหลลงมาเป็สายก็หยุดไป กลายเป็ประตูนำพาไปสู่ถ้าด้านหลังที่ไป๋หลี่เองก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน
เซียนเฒ่าที่นั่งบำเพ็ญอยู่ไม่ไกลนักได้แต่หัวเราะอยู่ในลำคอ ศิษย์สาวที่เขาเพิ่งรับมาสอนมีนิสัยไม่ต่างจากผู้เป็บิดาเลยสักนิด
ทั้งสี่ก้าวข้ามผ่านประตูม่านนทีนั้นมา ความรู้สึกเย็นวาบชวนขนลุกแทรกเข้าจิตใจ จิ่วเหรินรับรู้ได้ถึงพลังบางอย่างที่คอยคุ้มกันไม่ให้เข้าใกล้
“แน่ใจหรือท่านไป๋หลี่ ข้าว่าที่นี่มันชวนขนลุกราวกับที่อยู่ของพวกปีศาจเสียมากกว่า” หย่งฉีกวาดตามองโดยรอบพร้อมกับลูบแขนของตน
“แน่ใจสิ ท่านอาจารย์บอกกับข้าเอง”
ไป๋หลี่มีเืนักสู้ล้นเปี่ยม นางผู้ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด ในขณะที่จิ่วเหรินเองก็คอยรั้งท้ายคอยสังเกตการณ์โดยรอบ ปากถ้ำที่มืดสนิทจนมีใยแมงมุมเกาะ คล้ายกับว่าที่นี่รกร้างไร้ผู้อยู่อาศัย ยิ่งเข้าไปด้านในถ้ำก็มีเพียงแสงจันทราที่ลอดปากถ้ำ้าลงมาพอให้เห็นแสงสว่างก็เท่านั้น
“ท่านเซียน! ท่านเทพผู้รอบรู้!!!”
เสียงของไป๋หลี่ที่ะโออกมานั้นสะท้อนกับผนังถ้ำ อากาศเย็นชื้นอบอวลไปด้วยกลิ่นของน้ำ
“ท่านเซียน!”
“เงียบก่อนไป๋หลี่ ข้าเหมือนได้ยินเสียงบางอย่าง” จิ่วเหรินที่เดินรั้งท้ายเอ่ยขึ้น ทำให้ทุกคนที่กำลังเดินอยู่ต้องหยุดชะงักไป แว่วเสียงนั้นกลับไม่มีผู้ใดได้ยินสักคน
พรึบ!
ความเย็นวูบพัดผ่านเข้ามา นำพาร่างของจิ่วเหรินหายไปราวกับสายลม
“จิ่วเหริน!”
“พี่จิ่ว!”
“ท่านจิ่วเหริน!!!” ทั้งสามประสานเสียงแข่งกันเรียกชื่อจิ่วเหริน ทว่าก็พบเพียงความว่างเปล่า
ไป๋หลี่วิ่งวนไปทั่วเพื่อตามหาสหาย ความร้อนรนกังวลใจเกิดขึ้นมากมาย จิ่วเหรินเป็วิหคสีชาด นั่นคือสิ่งที่ไป๋หลี่เป็กังวลยิ่งกว่าสิ่งใด ซูลี่ร้องไห้โฮออกมาเมื่อหาผู้เป็นายไม่พบ
“ฮึก..พ..พี่จิ่ว”
กว่าค่อนคืนที่ทั้งสามยังคงวนเวียนตามหาจิ่วเหริน ใช้พลังของภูติในการตามหา หรือแม้แต่พลังเทพของไป๋หลี่เองก็ยังตามหาจิ่วเหรินไม่พบ จึงได้แต่มานั่งพิงผนังถ้ำอย่างอ่อนแรง
แสงสว่างวาบลอยวนอยู่ตรงหน้าของทั้งสาม มันคือผีเสื้อเวทย์ชั้นสูงของเทพ
“ผีเสื้อ! ผีเสื้อเวทย์!!!”
“คิกคิก..”
ผีเสื้อลอยวนพร้อมส่งเสียงหัวเราะชอบใจ ก่อนที่มันจะบินมาเกาะแขนของไป๋หลี่
“สหายของเ้า”
“หะ! เ้าหมายถึงจิ่วเหรินใช่ไหม? นางอยู่ที่ไหน?”
ไป๋หลี่ถามอย่างมีความหวัง ผีเสื้อเวทย์นั้นบินไปมาก็มาเกาะที่แขนของไป๋หลี่อีกครั้ง
“ไม่ต้องห่วง นายท่านแค่อยากสนทนาด้วย อีกเดี๋ยวก็จะพามาส่ง”
“นายท่านงั้นเรอะ!”
“คิกคิก.. ก็ผู้ที่พวกเ้ากำลังตามหา นำพาตนเองและพวกมาถึงที่นี่” ผีเสื้อเวทย์ตอบคำถามจบ ก็บินหายไปในความมืดทันที
ไป๋หลี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ภูติทั้งสองเอนตัวล้มนอนอย่างหมดเรี่ยวแรง แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่อาจวางใจได้อีก ด้วยเกรงว่าตัวตนของจิ่วเหรินจะถูกเปิดเผย
“ท่านไป๋หลี่เ้าคะ”
“หือ”
“เอ่อ..” ซูลี่อึกอักเล็กน้อยยามจะเอ่ยคำพูด “พี่จิ่วนั้น.. ข..ข้าได้กลิ่นเ้าค่ะ กลิ่นเดียวกับ..” พอกล่าวมาถึงตรงนี้ซูลี่ก็เงียบไปไม่ยอมพูดต่อ
“กลิ่น? กลิ่นอะไรหรือซูลี่”
“วิหค”
เพียงแค่ซูลี่เอ่ยคำนี้ออกมา ไป๋หลี่ถึงกับเด้งตัวผุดลุกนั่งในทันที จับไหล่ทั้งสองของซูลี่ให้หันมามองหน้า สายตาราบเรียบนั้นทำให้ซูลี่ก้มหน้าหลบตาตัวสั่นเทา
“เ้าพูดอะไรออกมา!”
“ท่านไป๋หลี่..”
“เงียบ!หย่งฉี สหายของเ้ากำลังพูดเพ้อเจ้อสิ่งใดอยู่” ยิ่งไป๋หลี่ทำเสียงห้วน ซูลี่ก็ยิ่งหวาดกลัวจนปล่อยโฮออกมา ละล่ำละลั่กขอโทษขอโพยเสียงสั่นเทา
“ข..ข้าแค่อยากปกป้องพี่จิ่วเ้าค่ะ ข..ข้าไม่มีเจตนาอื่นใด”
“เห้อ!”
ไป๋หลี่เอามือออกจากไหล่แล้วหันหลังพิงผนังถ้ำดังเดิม แม่กระต่ายซูลี่ตาใสพูดด้วยความสัจจริง ภูตินั้นเมื่อเอ่ยปากจะปกป้องผู้ใด พวกมันจะซื่อสัตย์จนกว่าชีวิตจะหาไม่
“ข้าคงบอกเ้าไม่ได้หรอกซูลี่ เื่ของจิ่วเหรินก็ต้องให้นางบอกเ้าเอง”
“...”
“แต่ขอให้เ้าปิดปากเงียบ อย่าได้เอ่ยมันออกมาอีก เข้าใจหรือไม่?”
ซูลี่พยักหน้ารัวและเม้มปากของตนเองสนิท ยืนกรานว่าจะไม่เอ่ยเื่ที่พูดวันนี้เป็อันขาด
พื้นััที่เย็นเฉียบ กลิ่นของไอน้ำที่ลอยอยู่ในอากาศ จิ่วเหรินลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตนเองนอนกองอยู่บนพื้น นางพยุงตัวเองขึ้นมาและมองไปโดยรอบอย่างหวาดระแวง จำได้ว่าก่อนหน้านั้นนางได้ยินเสียงบางอย่าง หลังจากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย
“ฟื้นแล้วรึ”
น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยถามขึ้นโดยที่จิ่วเหรินมองไม่เห็นตัวคนถาม นางสะดุ้งใเล็กน้อย ทว่าความมืดที่อยู่ตรงหน้าก็เริ่มมีแสงสว่างขึ้น บุรุษวัยกลางคน มีเรือนผมขาวโพลน และอยู่ในอาภรณ์สีทองอร่าม พลังอำนาจที่แผ่ออกมาบ่งบอกว่าเป็เทพชั้นสูง
“ท..ท่านคือ?”
“แล้วพวกเ้ากำลังตามหาผู้ใดอยู่ล่ะ?”
“...”
“เ้าและสหายเข้ามาที่นี่โดยไม่ได้รับอนุญาต หนำซ้ำยังใช้ตราเทพที่ไม่ใช่ของตนเองอีก”
เขาติเตียนนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จิ่วเหรินก้มหน้านิ่งสำนึกในสิ่งที่กระทำลงไป
“ขออภัยเ้าค่ะ ตัวข้านั้นกระทำเื่สิ้นคิด”
“หึหึ!”
บุรุษวัยกลางคนส่งเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอ อันที่จริงจิ่วเหรินััได้ว่าเทพผู้นี้มีเมตตาสูง ถึงกระนั้นท่านก็ยังอยากอยู่แบบสันโดษ และไม่ชอบให้ผู้ใดเข้ามาวุ่นวายในเขตหวงห้าม
“ข้านั้นมีเื่ทุกข์ใจมาก อยากพบท่านผู้รู้เ้าค่ะ”
“เื่อะไร?”
“เอ่อ..” อยู่ๆจิ่วเหรินก็เหมือนมีก้อนมาจุกอยู่ลำคอ เมื่อจะถามถึงเื่เคล็ดวิชาโลหิตสีชาด
“พูดออกมาเถอะ หากข้ารู้ก็จะตอบเ้า”
“เคล็ดวิชาโลหิตสีชาดเ้าค่ะ ข้าอยากรู้วิธีการแก้” ประโยคสุดท้ายจิ่วเหรินพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน ทว่าเทพผู้นี้กลับได้ยินชัดเจนทุกคำพูด
#พันธะวิหคโลหิตสีชาด