ไม่ต่างจากเด็กหนุ่มนามห่าวซ่าน ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ อ้ายเหม่ยรีบกระชากมือออกจากอ่างศิลา ปรากฏาแพุพองไม่น้อยหน้ากว่ากัน ทว่ามีหนึ่งสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ทั้ง ๆ ที่ผลลัพธ์คือไม่ผ่านการคัดเลือก แต่อ้ายเหม่ยกลับไม่ได้เผยรอยยิ้มออกมา ตรงกันข้ามเด็กสาวสะอื้นร้องไห้ เสียใจราวกับโลกทั้งใบสลายต่อหน้า ในขณะเดียวกันแว่วเสียงโห่ร้องด้วยความเสียดายดังขึ้นจากผู้ชมกลุ่มหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณทิศตะวันออกของจัตุรัสย่ำรุ่ง
“หมดกัน! อ้ายเหม่ยไม่ผ่านการคัดเลือกงั้นหรือ หากขาดการหนุนหลังด้วยอำนาจทหารกองทัพหลวงระดับสูง แผนการขยายธุรกิจของตระกูลเราในอนาคตติดขัดแน่” เ้าของเสียงบ่นพึมพำผู้นี้คือชายวัยกลางคนหนึ่งในผู้ชมกลุ่มดังกล่าว อาภรณ์ไหมสีม่วงที่เขาสวมใส่อยู่บ่งบอกชัดถึงฐานะผู้มีอันจะกิน
เมื่อจางเหม่ยเดินโซซัดโซเซพลางร่ำไห้พ้นบริเวณอ่างศิลา เสียงประกาศคำรบต่อไปก็ดังขึ้นทันที
“คนต่อไป อู๋ห่าง พลังปราณธาตุทอง”
เ้าของนามอู๋ห่างปรากฏเป็เด็กหนุ่มร่างกายกำยำสูงโปร่ง ใบหน้าคมเข้ม ทว่าผิวพรรณกลับเป็หลักฐานประจักษ์ชัดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะตรากตรำทำงานท่ามกลางแสงแดดติดต่อเป็ระยะเวลานาน ส่วนเสื้อผ้าที่สวมใส่ดูมอซอกว่าสองคนก่อนหน้าชัดเจน
เมื่อผู้เข้ารับการคัดเลือกเป็ผู้มีพลังปราณธาตุทอง คราวนี้หน้าที่ตัดสินผลจึงเป็ของ ‘ไฉหลง’ ปรมาจารย์ธาตุทอง ชายชราในชุดราชสำนักสีทองอร่ามที่ดูเหมือนมากบารมีที่สุดในหมู่ปรมาจารย์ธาตุ และเป็หัวหน้าการดำเนินพิธีในวันนี้
ย่างเท้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ มาถึงเบื้องหน้าอ่างศิลา ได้รับสัญญาณ สองมือละล้าละลังเล็กน้อย ก่อนจุ่มลงไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ดูเหมือนเด็กหนุ่มนามอู๋ห่างจะทนทานต่อความเ็ปที่อ่างศิลามอบให้ได้มากที่สุด เพราะแม้จะกัดฟันแน่น ทว่าบนใบหน้ากลับแทบไม่ปรากฏแววเหยเกให้เห็น ชั่วครู่เดียว ประกาศิตตัดสินชีวิตของเด็กหนุ่มก็ประกาศก้อง
“ระดับนักยุทธ์ผู้ฝึกตนขั้นแปด ขอแสดงความยินดีด้วย เ้าผ่านการคัดเลือก รีบกลับไปเก็บของบอกลาครอบครัว เตรียมตัวเดินทางสู่โรงเรียนยอดนักรบแห่งกองทัพหลวงในวันพรุ่งนี้”
สิ้นวาจาของไฉหลง เสียงฮือฮาพลันกึกก้องทั่วทั้งจุตรัสย่ำรุ่ง การที่เด็กหนุ่มสาววัยสิบแปดปีมีพลังปราณถึงระดับนักยุทธ์ผู้ฝึกตนขั้นแปดไม่ใช่เื่ที่พบเห็นได้บ่อยนัก เรียกได้ว่าผู้นั้นคือเปี่ยมพร์ด้านพลังปราณ อัตราส่วนน้อยกว่าหนึ่งในร้อยเสียด้วยซ้ำ ในอดีตที่ผ่านมาแต่ละปี เมืองไคชุนมีผู้ผ่านเกณฑ์คัดเลือกนี้ไม่เคยเกินปีละสิบคน ดังนั้นเมื่อค้นพบเพชรที่หลบซ่อนอยู่ในตม ผู้คนจึงย่อมฮือฮาเป็ธรรมดา
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องอย่างสนุกสนาน ทว่าดูเหมือนเด็กหนุ่มนามอู๋ห่างจะไม่ยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ใบหน้าที่แต่เดิมฉายแววหวั่นวิตกอยู่แล้วบัดนี้ยิ่งดูสิ้นหวังหมดอาลัยตายอยาก น้ำตารื้นขึ้นมาจนเห็นได้ชัดเจน
“ได้โปรดให้ข้าสละสิทธิ์ได้หรือไม่ ข้าไม่ใช่ผู้เก่งกาจอะไรเลย ยังควบคุมพลังปราณได้ไม่คล่องเสียด้วยซ้ำ เมตตาข้าสักครั้งเถอะ” อู๋ห่างกล่าวขอร้องด้วยน้ำเสียงน่าสงสารที่สุดเท่าที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะแสดงออกมาได้ ตามด้วยคุกเข่าลงอย่างไม่อายสายตาประชาชน ราวกับว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จนตรอกหมดสิ้นทุกหนทาง
“กฎระบุไว้ชัดเจน ผู้ใดที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้าสู่โรงเรียนยอดนักรบแห่งกองทัพหลวงโดยไม่มีข้อแม้” ราวกับคำขอร้องของเด็กหนุ่มเป็เพียงเสียงแมลงลอยตามลม ไฉหลงกล่าวเนิบ ๆ อย่างไม่ยินดียินร้าย
“ท่านปรมาจารย์ไฉหลง แม่ข้ามีบุตรเพียงคนเดียวคือตัวข้า และตอนนี้ท่านกำลังป่วยหนัก ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา และต้องใช้เงินไม่น้อยในการซื้อโอสถมารักษา หากขาดข้าที่เป็เสาหลักไป เกรงว่าแม่ข้าคงไม่รอดเป็แน่”
“ไม่ว่าความลำบากประการใดก็หาใช่ข้ออ้าง มิเช่นนั้นทุกคนก็จะอ้างตามกันเสียหมด แล้วอีกอย่างเ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่าบทลงโทษของผู้ต่อต้านการคัดเลือกกองทัพหลวงเป็เช่นไร” ไฉหลงกล่าวพลางพยักพเยิดไปทางกรงเหล็กขนาดั์ที่มีร่างไร้ิญญานับสิบห้อยอยู่อย่างเวทนา
เบนสายตาไปมองสิ่งที่ไฉหลง้าให้เห็น ความกลัวที่แล่นปราดจับขั้วหัวใจเด็กหนุ่ม อู๋ห่างไม่กล่าวสิ่งใดอีก ทำได้เพียงเดินร่ำไห้ออกจากจัตุรัสย่ำรุ่งท่ามกลางเสียงฮือฮาที่ยังคงกึกก้องไม่ขาดสาย
“สรุปการผ่านการคัดเลือกนี่มันดีหรือไม่ดีประการใด เหตุใดบางคนจึงร้องไห้เสียใจราวโลกถล่มฟ้าทลาย แต่บางคนกลับโห่ร้องดีใจเหมือนค้นพบขุมทรัพย์?”
หลังพิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปีดำเนินไปได้ประมาณสองชั่วโมง รายชื่อนับร้อยถูกเรียกขานให้มาปรากฏตัวเบื้องหน้าอ่างศิลา ในจำนวนนี้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือก นอกจากอู๋ห่าง อีกหนึ่งคือเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีครีม ด้านหลังชุดปักลายอาชาสีทองสามตัวอย่างประณีต
เป็ที่รู้กันดีในหมู่ชาวเมืองไคชุนคืออาชาสีทองคือสัญลักษณ์ของ ‘ตระกูลหวง’ เ้าของธุรกิจโรงเตี๊ยมและบ่อนการพนันหลายแห่ง จัดว่าเป็หนึ่งในตระกูลมั่งคั่งที่สุดของเมือง และผู้ที่เข้ารับการคัดเลือกในปีนี้คือหวงอ๋า บุตรชายคนที่สามของตระกูล ซึ่งเด็กหนุ่มเ้าของพลังปราณธาตุดินผู้นี้ก็ผ่านการคัดเลือกไปด้วยพลังปราณระดับนักรบยุทธ์ขั้นสอง
สิ้นเสียงประกาศ หวังจินชูกำปั้นข้างหนึ่งขึ้นฟ้าราวกับเป็การประกาศชัยชนะ จากนั้นก้าวเดินออกจากเบื้องหน้าอ่างศิลาด้วยท่าทีหยิ่งทนงท่ามกลางเสียงกึกก้องทั่วจัตุรัสย่ำรุ่ง และผู้ที่ส่งเสียงแสดงความยินดีดังกว่าใครทั้งหมดก็คงหนีไม่พ้นหวงเหว่ย ผู้เป็บิดา หัวหน้าตระกูลหวง สีหน้าของบุรุษวัยกลางคนผู้นี้แสดงออกชัดว่าดีใจอย่างยิ่งที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนผ่านการคัดเลือก
“ไม่มีสิ่งใดซับซ้อน หากผ่านการคัดเลือกก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องบอกลาครอบครัว ไม่มีโอกาสพบหน้ากันอีกเลยอย่างน้อยก็สามปี แต่ก็แลกมาด้วยอำนาจล้นมือ เรียกได้ว่าหากจบจากรั้วโรงเรียนยอดนักรบแห่งกองทัพหลวง แทบจะการันตีว่าผู้นั้นจะทรงอิทธิพลในกองทัพหลวงในอนาคต ด้วยเหตุเช่นนี้ สำหรับครอบครัวที่มีทายาทหลายคน หรือมั่งคั่งร่ำรวย การที่ทายาทสักคนผ่านการคัดเลือกย่อมส่งผลดีต่อการขยับขยายธุรกิจ เนื่องด้วยมีอิทธิพลอำนาจคอยค้ำจุน ขณะเดียวกันก็ยังมีทายาทอีกหลายคนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกที่คอยดูแลพ่อแม่และธุรกิจต่าง ๆ เรียกได้ว่ามีแต่ได้กับได้” ขณะที่กำลังอธิบายอย่างละเอียด เสียงเรียกขานอีกหนึ่งรายชื่อพลันขัดจังหวะขึ้น จางเหว่ยจึงเงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“ที่โชคร้ายคือครอบครัวที่ยากจนหรือมีทายาทเพียงคนเดียว เพราะต้องทิ้งพ่อแม่ที่แก่ชราลงทุกวันไว้เพียงลำพัง และกว่าที่จะเริ่มมีรายได้จากการเป็ทหารกองทัพหลวงมาจุนเจือ หรือดอกผลแห่งอำนาจที่ใช้ได้จะงอกเงย ก็ต้องจบจากรั้วโรงเรียนยอดนักรบแห่งกองทัพหลวงเสียก่อน นั่นคืออย่างน้อยก็สามปี เพราะฉะนั้นพิธีคัดเลือกนี้จึงแสนประหลาด บางคนคุกเข่าอ้อนวอนต่อเทพเ้าไม่ให้ผ่าน ขณะที่บางคนก็ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อผ่านให้ได้”
จบประโยคยาว อเล็กซ์พลันแค่นหัวเราะขมขื่น เป็อีกครั้งที่ความเป็ไปในจักรวรรดิเหลียนหยางแห่งนี้ช่างเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศของโลกมนุษย์ราวกับภาพฉายซ้ำ ทั้ง ๆ ที่โลกทั้งสองมีทวารมิติขวางกั้นอยู่
นอกจากนั้นด้วยข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมาใน่ระยะเวลาเกือบสามวันที่ระหกสู่โลกพิศวงใบนี้ เพียงพอให้ชายหนุ่มปะติดปะต่อชิ้นส่วนจิ๊กซอว์เป็รูปเป็ร่างได้บ้างแล้ว อย่างน้อยก็ในส่วนระบบการปกครองที่จักรพรรดิเฟยหลง ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งจักรวรรดิเหลียนหยางได้วางโครงสร้างเอาไว้
หากตัดความเป็จักรพรรดิผู้โเี้ออกไป นับว่าเฟยหลงเป็คนที่ฉลาดรอบคอบผู้หนึ่ง เปรียบเทียบกับเกมหมากรุก บุรุษผู้นี้มิได้มองเพียงแค่สถานการณ์ปัจจุบัน ทว่าเขาอ่านเกมล่วงหน้าไปอีกหลายตาเดิน คำนวนหาความเป็ไปได้ในการกำจัดภยันตรายที่จะมาถึงตัวอย่างแม่นยำที่สุด
ในฐานะที่ทุ่มเทเวลาหลายปีศึกษาอย่างลงลึก จนกลายเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติการณ์เผด็จการทรราชมากที่สุดคนหนึ่งของโลก หนึ่งในองค์ความรู้ที่อเล็กซ์จดจำได้แม่นยำคือ การก้าวขึ้นสู่อำนาจว่ายากแล้ว แต่การรักษาอำนาจที่มีให้ยาวนานยากกว่ามาก ที่นับว่าเฟยหลงเป็จักรพรรดิผู้เฉลียวฉลาด นั่นเพราะเขามีกลยุทธ์รักษาอำนาจที่ยอดเยี่ยม เป็การยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
นกตัวแรกคือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่กองทัพใต้การปกครองของตน จากกฎเกณฑ์ที่บังคับให้วัยรุ่นหนุ่มสาวทุกคนในจักรวรรดิเหลียนหยางต้องเข้าร่วมพิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปี โดยมิอาจเอ่ยคำปฏิเสธได้ ซึ่งผู้ที่สามารถผ่านการคัดเลือกย่อมเป็ผู้เปี่ยมพร์พลังปราณ และในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังปราณเช่นนี้ หากมีผู้เปี่ยมพร์พลังปราณอยู่ใต้อาณัติก็ไม่ต่างอะไรจากการมีฝูงขีปนาวุธเต็มคลังแสง
นอกจากนั้นอเล็กซ์ก็มั่นใจอีกว่า ภายใต้ชื่อสวยหรูว่าโรงเรียนยอดนักรบแห่งกองทัพหลวง ย่อมมิได้มีเพียงแค่การฝึกฝนพลังปราณและฝีมือต่อสู้เพียงอย่างเดียว เชื่อขนมกินได้เลยว่าต้องมีกระบวนการล้างสมองรวมอยู่ด้วย ผ่านไปสามปี รู้ตัวอีกทีวัยรุ่นหนุ่มสาวเหล่านี้ก็กลายเป็ทหารผู้ซื่อสัตย์ที่ยอมพลีชีพเพื่อจักรพรรดิเฟยหลงโดยปราศจากคำถามเสียแล้ว
กระบวนการดังกล่าวสืบเนื่องให้เกิดนกตัวที่สอง นั่นคือทำให้กองกำลังประชาชนอ่อนแออ เพราะในเมื่อเหล่าวัยรุ่นหนุ่มสาวผู้เปี่ยมพร์พลังปราณถูกบังคับให้เข้าร่วมกับกองทัพหลวงเสียหมดสิ้น พวกเขาเหล่านี้ถูกตีตราไว้แล้วว่าในอนาคตจะกลายเป็ผู้แกร่งกล้า แล้วจะเหลือผู้ใดที่เก่งกาจและกล้าหาญพอที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านจักรพรรดิผู้นี้ได้ ต่อให้มีก็เป็เพียงแค่เ้าคนอ่อนแอผู้หนึ่ง กำจัดทิ้งง่ายดายเสียยิ่งกว่าบี้แมลงในมือ ไม่มีค่าพอให้ต้องสนใจเสียด้วยซ้ำ
ด้วยประการนี้ แม้ยังมีองค์ประกอบอีกหลายส่วนที่ยังไม่ล่วงรู้ ทว่าก็เพียงพอให้อเล็กซ์กระจ่างแจ้งว่าอำนาจของจักรพรรดิเฟยหลงยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใดบนแผ่นดินที่เรียกว่าจักรวรรดิเหลียนหยาง ซึ่งก็ทำให้มีชั่วแวบหนึ่งที่ความคิดอยากกำจัดจักรพรรดิเฟยหลงแล่นเข้ามาในสมองอเล็กซ์ ทว่าก็ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อใช้เหตุผลมาวิเคราะห์ โลกใบนี้ไม่ใช่โลกของเขา อย่างไรเสียภารกิจสำคัญที่สุดคือการหาทางกลับบ้าน การเปิดศึกกับผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดนับไม่ใช่เื่ฉลาด และในโลกพลังปราณล้ำลึกพิสดารเช่นนี้ ชายหนุ่มก็ไม่มั่นใจเท่าไรนักว่าอาวุธเพียงชิ้นเดียวที่เขาติดตัวมาด้วยอย่างหุ่นจักรกลหน่วยบุกทะลวงจะเพียงพอให้ภารกิจระห่ำนี้สำเร็จลุล่วง
ดวงตะวันเคลื่อนจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก แสงแดดที่เคยสาดส่องเบาความเจิดจ้าลงไปหลายส่วน เป็สัญญาณที่บ่งบอกให้รู้โดยไม่ต้องอาศัยเข็มนาฬิกาว่าบัดนี้ยามเย็นเริ่มมาเยือนแล้ว
เป็เวลาหลายชั่วยามที่พิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปีดำเนินไปอย่างต่อเนื่องมิขาดสาย สุ้มเสียงเสียงโห่ร้องดีใจดังสลับกับเสียงร้องไห้ใจสลาย ประหนึ่งคลื่นกระทบชายฝั่งลูกแล้วลูกเล่า
จากขบวนวัยรุ่นหนุ่มสาวที่เคยแน่นขนัดด้วยจำนวนกว่าครึ่งพัน ตอนนี้ลดลงเหลือเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น คะเนด้วยสายตาไม่เกินสามสิบชีวิต เท่ากับว่ามีผู้เข้าร่วมพิธีคัดเลือกไปแล้วนับพันคน ในจำนวนที่ไม่น้อยนี้ ปรากฏว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์คัดเลือกเพียงสิบคนเท่านั้น พลังปราณสูงสุดยังคงเป็ระดับนักรบยุทธ์ขั้นสองของหวงจิน บุตรชายแห่งตระกูลหวง
“คนต่อไปฮุ่ยเหอ พลังปราณธาตุน้ำ”
เมื่อกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวที่รอเข้าพิธีตัดสินชะตาชีวิตเหลือเพียงไม่กี่คน สิ้นเสียงประกาศเรียกขาน สักขีพยานทุกคนในจัตุรัสย่ำรุ่งพลันแลเห็นได้ทันทีว่าเ้าของนามดังกล่าวคือผู้ใด
ปรากฏว่าผู้ที่ก้าวออกจากขบวนมาเป็เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้ม มิได้หรูหราหรือซ่อมซ่อเป็พิเศษ ใบหน้าจัดว่าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาแหลมคมปานเหยี่ยวจดจ้องเหยื่อเป็เอกลักษณ์โดดเด่นที่ชวนให้สะดุดตา เส้นผมสีเทาเข้มถูกมัดรวบเอาไว้ทอประกายสวยงามกับแสงแดดยามบ่าย
ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด ขณะที่เด็กหนุ่มผู้นี้กำลังสืบเท้าสู่เบื้องหน้าอ่างศิลาสถิตปราณ เสียงสรวลเสเจรจาของผู้คนในจัตุรัสย่ำรุ่งพลันเปลี่ยนเป็เงียบกริบ ประหนึ่งว่าเด็กหนุ่มผู้นี้นำพาบรรยากาศเย็นเยียบปกคลุมทั่วบริเวณ
อีกหนึ่งความแตกต่างประการสำคัญระหว่างเ้าของนามฮุ่ยเหอกับผู้เข้าร่วมการพิธีคัดเลือกคนอื่น ๆ คือ ขณะที่ทุกคนพกพาความกังวลใจประหนึ่งวางูเาอยู่กลางอกติดตัวมาด้วย ทว่าเด็กหนุ่มผู้นี้แววตากลับสงบนิ่งปานน้ำแข็ง ไม่ปรากฏแววประหม่ากังวลเจือปนอยู่แม้แต่น้อย
“เริ่มการคัดเลือกได้”