ภายใต้ราตรีอันมืดมิดไร้แสงดาราในเมืองร่มไม้
ชุนนั่งนิ่งไม่ไหวติ่งอยู่บนหลังคาบ้าน เขากำลังรวบรวมสมาธิไปพร้อมๆกับควบคุมพลังสี่สายไม่ให้รั่วไหลออกจากร่างกาย..ทุกเสี้ยววินาทีสำหรับเขาจึงผ่านไปอย่างยากลำบาก
ผ่านไปสักระยะ
เมื่อสมาธินิ่งสงบ พลังถูกควบคุม ชุนจึงเพ่งความคิดสู่พลังวิญญาณ พลังปราณ พลังจิตและพลังเวทมนตร์
ไม่นานนัก..เทพ เต๋าและไร้ลักษณ์พลันปรากฏเบื้องหน้าเขาพร้อมกับอักขระโบราณนับไม่ถ้วน ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนลอยไปมาเหมือนมีชีวิตอยู่เบื้องหน้าชุน
สักพักชุนได้พึมพำเป็นภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ เหมือนเป็นพิธีก่อนเริ่มปิดผนึกพลังทั้งสี่สายของเขา
"ข้าสาบานต่อสรรพสิ่ง..ว่าจะตั้งใจฝึกฝนเรกิให้บรรลุ"
"ข้าสาบานต่อตนเอง..ว่าจะมุ่งมั่นมิออกนอกลู่นอกทาง"
"ข้าสาบานต่อต้นกำเนิด..ว่าจะซื่อสัตย์ไม่ผิดวาจา"
สิ้นคำกล่าวของชุน..ทุกอย่างในระยะหมื่นลี้พลันหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังตอบสนองกับคำกล่าวเหล่านั้น กว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ ชุนก็ได้เริ่มปิดผนึกพลังของเขาด้วยความแน่วแน่ไปเสียแล้ว
. . .
'ดวงใจมนตรา ซึมซับเวทมนตร์ สูบฉีดทั่วกาย หล่อเลี้ยงชีวิต...พลังเวทมนตร์นับอนันต์ในกายข้าจงถูกผนึก เทพ!' สิ้นเสียงกู่ร้องในจิตใจ อักขระโบราณนับไม่ถ้วนพลันร้อยเรียงเป็นถ้อยคำในใจ ก่อนเทพจะชักนำอักขระเหล่านั้นตรงเข้าสู่หัวใจชุน เพียงพริบตาเดียวโซ่แปลกประหลาดได้พันธนาการหัวใจ และผนึกพลังเวทมนตร์ของชุนเอาไว้มิให้ใช้ออกได้จนกว่าจะฝึกฝนเรกิจนบรรลุ ซ้ำยังทิ้งรอยประทับรูปมีดบินสีดำทมิฬเอาไว้บนหัวใจ
'ตันเถียนเทวา บ่อน้ำกักเก็บ ลมปราณไหลเวียน เซียนแห่งสรวงสวรรค์..พลังปราณในกายข้าจงถูกผนึก เต๋า!' ชุนกู่ร้องในใจอีกครั้งอย่างไม่รีรอ อักขระโบราณพลันเรียงเป็นถ้อยคำไม่ต่างจากครั้งแรก แต่ครั้งนี้อักขระโบราณล้วนตามติดเต๋าเข้าไปสู่ตันเถียนของชุน...หนึ่งลมหายใจต่อมาอักขระโบราณได้กลายเป็นโซ่ผนึกตันเถียนของชุนเอาไว้พร้อมกับทิ้งรอยประทับรูปมีดบินสีขาวเอาไว้
ทว่า! ไม่ทันไรชุนก็กู่ร้องในใจอีกครั้ง ราวกับว่าไม่คิดพักแม้แต่เสี้ยววินาที เพราะหากเขาหยุดพักคงยากจะกลับมาผนึกพลังอีกครั้งในเร็ววัน
'แก่นแท้วิญญาณ ประทานพรสวรรค์ แตกดับนับอนันต์ ไร้วันดับสูบ..พลังวิญญาณจงถูกปิดผนึก ไร้ลักษณ์คราวเจ้าแล้ว' ความคิดชุนส่งผ่านไปหาอักขระโบราณกับไร้ลักษณ์ อึดใจต่อมาไร้ลักษณ์กับอักขระโบราณได้กลายเป็นโซ่อีกสายตรงเข้าไปปิดผนึกพลังวิญญาณภายในดวงวิญญาณของของชุน ไม่นานนักโซ่สีดำพลันเข้าไปรัดพันดวงวิญญาณแล้วหายไปเหมือนไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
เมื่อเห็นว่าการปิดผนึกพลังทั้งสามสายเป็นไปได้ด้วยดีไม่เกิดความผิดพลาด ชุนจึงเริ่มปิดผนึกพลังขุมสุดท้าย พอคิดได้ไม่ทันไรเขาก็ปิดผนึกพลังกายทันที
'เพชรแห่งกายา ปัญญาเหนือล้ำ จิตใจกล้าแกร่ง แบ่งแยกสรรพสิ่ง..พลังจิตจงถูกปิดผนึก กระบี่ฟ้าคราวของเจ้าแล้ว' ชุนส่งความคิดเข้าหากระบี่ฟ้ากับอักขระโบราณ ไม่นานกระบี่ฟ้าด้านหลังชุนพลันดีดตัวออกจากฝัก ชักนำอักขระโบราณไปปิดผนึกพลังจิตของชุน แต่ครั้งนี้มันต่างออกไปเล็กน้อย เพราะจุดปิดผนึกพลังจิตคือสมอง ความเจ็บปวดยากบรรยายจึงวได้บังเกิดกับชุน กระนั้นเขาก็อดทนจนปิดผนึกสำเร็จ
เมื่อปิดปิดผนึกพลังมหาศาลสี่ขุมสำเร็จ ชุนนั้นก็ดูอ่อนล้าไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเขายังไม่หยุดปิดผนึก
ปั๊บ!
ชุนตบฝ่ามือลงไปยังป้ายหยกเทพอสูรพร้อมทำมธุรา และเปลี่ยนอักขระโบราณเบื้องหน้าทั้งหมดเป็นมังกรทมิฬ ก่อนเริ่มกล่าวกับป้ายหยกเทพอสูรว่า
"ป้ายหยก! ร่างกายข้าให้เจ้าผนึกและให้เจ้าปกป้อง ยามข้าพบพานวิกฤติอันตรายถึงชีวิตจงส่งอสูรหนึ่งตนมาปกป้องข้า..นับจากนี้ไปข้าจะหวนคืนสู่สามัญ เริ่มต้นฝึกฝนเรกิจากผืนดินสู่สวรรค์" ชุนบอกกล่าวกับป้ายหยกเทพอสูรจบ เขาพลันอ้าปากกว้างให้อักขระโบราณที่รวมกันเป็นมังกรทมิฬพุ่งเข้าไปในร่างกายเขา ก่อนป้ายหยกเทพอสูรจะเริ่มแยกจากกันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วประทับใส่จุดต่างๆบนร่างกายของชุนทุกจุด
ผนึกกายา!
ชุนตะโกนเสียงแผ่วเบาเหมือนคนหมดแรง เสี้ยวพริบตาต่อมาเขาถึงกับเข่าทรุดลงกับพื้นหลังคาไปดื้อๆ เหมือนคนเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
"อะไรกัน! ผลกระทบของการปิดผนึกรวดเดียวมันมาก..เกินไป" ชุนกัดฟันกล่าว ขณะความรู้สึกด้านชา ปนเสียวแป๊บๆ มีแรงเหมือนไม่มีแรงคล้ายเป็นเหน็บชากำลังหนักหน่วงทุกลมหายใจ ยิ่งไปกว่านั้นความรู้สึกเหล่านั้นมันเป็นความรู้สึกยากบรรยายเป็นคำพูดให้เจาะจงได้ ซ้ำร้ายความรู้สึกเหล่านั้นทำให้ชุนรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ทำเอาชุนต้องตัดความรู้สึกโดยการทำให้ตนเองหมดสติ ไม่งั้นเขาจะทรมานและปรับตัวได้ยากลำบาก
. . .
เช้าวันรุ่งขึ้น
แสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องร่างกาย..อาบไล้ใบหน้าของชุน ผู้สลบไสลอยู่บนหลังคามาหลายชั่วโมงก่อนหน้า..นอนดิ้นไปมาเหมือนปลาอยู่บนบกได้ลืมตาตื่นในช่วงเวลานี้
เมื่อลืมตา..สายตาชุนเห็นท้องฟ้าไม่คุ้นตา กายาสัมผัสบรรยากาศไม่คุ้นเคย ซ้ำร้ายร่างกายยังรู้สึกอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทำเขาไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้
"น่าเวทนาจริงๆตัวเรา ต้องนอนรอเงียบๆเหมือนคนป่วยติดเตียงเลย" ชุนพึมพำเสียงเบาพลางมองท้องฟ้าเปลี่ยนสีไปเงียบๆ เพราะนอกจากนอนนิ่งๆเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ขืนกลิ้งตัวลงจากหลังคาดีไม่ดีอาจบาดเจ็บ ยิ่งไปกว่านั้นมันคงจะกลายเป็นเรื่องวุ่นวาย เนื่องจากหลังคาที่เขานอนอยู่เป็นบ้านของพวกมีชนชั้นในเมืองร่มไม้
ตลอดเวลาชุนเฝ้ารอให้ร่างกายกลับมาขยับได้อีกครั้ง ทั้งยังภาวนาไม่ให้ใครพบเห็นหรือกลายเป็นเป้าหมายของตัวอะไร เพราะตอนมองท้องฟ้า มันไม่ได้มีแค่ท้องฟ้าเสมอไป บางครั้งบนท้องฟ้ามีนกหรือไม่ก็สัตว์แปลกประหลาดบินอยู่สูง อีกอย่างเขายังได้ยินเสียงของคนกำลังร้อง โฮ่ ฮ่า เหมือนกับกำลังฝึกฝนร่างกายอยู่เกือบทั้งวัน
ผ่านไปหนึ่งวัน สองวัน..กระทั่งวันที่สาม
ชุนที่ผ่านพ้นทุกวันมา เขาก็รับรู้ความรู้สึกหิวโหยอันแสนทรมาน ทรมานยิ่งไปกว่านั้นยังมีกลิ่นอาหารลอยขึ้นมาจากด้านล่าง น่าเสียดายเขาไม่สามารถขยับได้และรับความทรมานอยู่อย่างนั้นจนเข้าสู่วันที่สิบ
แม้ว่าจะเข้าสู่วันที่สิบ ร่างกายชุนนั้นเริ่มขยับได้และไม่ได้ซูบผอมแต่อย่างใด เพราะภายในร่างกายเขายังคงมีพลังหล่อเลี้ยง ซึ่งพลังเหล่านั้นเป็นพลังที่แทรกอยู่ในเซลล์นับไม่ถ้วน มันค่อยช่วยไม่ให้ร่างกายเสื่อมถอยและช่วยชุนปรับตัว อย่างไรก็ตามพลังเหล่านั้นกำลังจะหมดไปในไม่กี่วัน
เมื่อพลังหล่อเลี้ยงร่างกายหมดไป ร่างกายชุนอาจจะปรับตัวเข้าสภาพแวดล้อมได้แล้ว และมันอาจส่งผลกระทบเล็กๆน้อยๆกับชุนอย่างอาหารหิวโหย เพราะต้องการพลังงานมหาศาล
"อ้า! ต้องรออีกกี่วันเนี่ย..เอาเถอะยังไงแขนขาก็เริ่มขยับได้แล้ว"
. .