ซาโตชิ จอมปราชญ์ราชันย์ครองพิภพ

    การจะเป็นเลาห์คอนผุ้ยิ่งใหญ่ต้องอดทน

    ผมกลับมาที่บ้านพักรับรอง พร้อมกับเสียงที่ดังอยู่ในหัวอย่างไม่ขาดสายตลอดทาง


    " เจ้าจะบ้าเหรอ อดเป็นเลาห์คอนเลย ไปพูดกับ เสด็จพ่อเช่นนั้น รีบกลับไปขอโทษ แล้วขอสมบัติส่วนของตัวเองออกมาตั้งตัวเถอะ ไปแบบนี้มีแต่ตัวเปล่า " เทพธิดา ฟาเรนเซีย แนะนำ อย่างขำขัน ในความงี่เง่าของ องค์ชาย ซาโตชิ แล้วกล่าวต่อ
    " เดี๋ยวก็ สาปให้เป็นบ้าเสียหรอก " 
    " ไม่ ม่ายยยยยยยยยยยย ข้าได้ตัดสินใจไปแล้ว ว่าข้าจะเดินบนเส้นทางสายนี้ ด้วยลำแข้งของตัวเอง "
    ผมรีบรุดเข้าไปในบ้านพัก และเมื่อเจอหน้าของพี่ ไอร่า ผมก็รีบบอกให้เธอเก็บข้าวเก็บของ ออกไปจากวังกับผม
    " ออกจากวัง รึ ซาโต้ จะให้พี่ไปที่ไหน "
    " ไปที่ไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ที่นี่ "
    " ไม่เอาด้วยหรอก พี่จะไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น พี่ทำงานในวังมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว "
    " ผมบอกให้ไปไงล่ะพี่ "
    " ไม่เอา พี่ไม่ไป ถึงตายพี่ก็ไม่ไป พี่จะรอเธออยู่ที่วังนี่ รอซักวันที่เธอจะกลับมาเป็นเลาห์คอนที่สง่างาม "
    " ทำไมละครับพี่ "
    " พี่ไม่เห็นด้วย ที่เธอ จะหนีชะตากรรม เพราะถ้าหนี ก็ต้องหนีไปตลอดชีวิต การที่เธอ จะเป็นเลาห์คอน ผู้ยิ่งใหญ่ได้ จะต้องรู้จักควบคุมความโกรธ และกลับไปขอของๆตัวเองออกมาเป็นทุน และสร้างโอกาส ใหม่ๆให้ตัวเอง " พี่ไอร่ากล่าวด้วยความหวังดี
    " พี่ ไอร่า " ผมพูดเสียงอ่อยเมื่อพี่ไอร่าไม่ยอมออกจากวังไปกับผม หรือที่เขาเรียกกันว่า หนีตามชู้รักไป น้ำเสียงของพี่ไอร่า เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้ผมต้องทำใจ ออกจากวังตัวคนเดียว ผมรีบเข้าไปเก็บข้าวเก็บของแล้วเผ่นหนีออกมาในคืนนั้น
    " ไปขอโทษ ตอนนี้ที่บ้านยังอภัยอยู่นะ " เทพธิดา ฟาเรนเซียยังคงชี้แนะไม่เลิก แล้วกล่าวสืบต่อ
    " เธอนี่ชอบทำอะไรบ้าๆ จะได้เป็น เลาห์คอน และมีอาจารย์ สาวสวยอย่างจอมปราชญ์คายะเป็นผู้ฝึกสอน มันเป็นฝันของผู้ชายเลยนะ "
    แต่ผมไม่สนใจ ขณะที่ผมกำลังจะ ออกจากวังนั้นเอง จอมปราชญ์ คายะก็มาปรากฏกายต่อหน้า และมอบ สร้อยที่มี อัญมณีสีฟ้าสด เส้นหนึ่งให้ผม
    จากความรู้ที่ได้มาจากการคัดภาษาเฮเซ็นทุกวัน ทำให้ผมรู้ว่ามัน คือ ซิลวาเทีย ไอเทมสายรักษา ที่หาได้ยาก
    " เอาติดตัวไปด้วย เผื่อได้ใช้ นี่เป็นของขวัญอำลาขององค์เลาห์คอน เฮเซ็น " จอมปราชญ์ คายะกล่าว
    ผมรับซิลวาเทีย มาจากจอมปราชญ์ คายะ แล้วเธอก็หยิบถุงที่เต็มไปด้วยเหรียญทอง ถุงหนึ่งออกมา แล้วยัดใส่มือผม
    " เอาเงินนี่ไปด้วยถึงมันไม่มากนัก แต่ก็ไม่น้อยเกินไป สำหรับการเดินทาง" จอมปราชญ์ คายะ มอบเงินให้ผมจำนวน 3000 เหรียญทองแล้วจากไป โดยไม่ได้ร่ำลาผม
    แล้วผมก็ออกเดินทางทั้งสภาพนั้น โดยเก็บถุงเงินไว้อย่างดี
    3 วันต่อมา......
    ในขณะที่ผมกินราเม็ง ชามใหญ่ อยู่กลางทุ่ง ก็ได้มีกระต่ายตัวหนึ่ง วิ่งออกมาจากพงหญ้าด้วยความรวดเร็ว ผมสังเกตุเห็นว่ามันมีเขาด้วย มันคงเป็นอสูรพันธสัญญาของใครบางคน หรือเป็นสัตว์เวทย์ ผมตั้งใจว่าจะจับมันมากินแกล้มเหล้า
    " มานี่ เจ้ากระต่าย " ผมไล่จับกระต่ายไปทั่วท้องทุ่ง มันพยายามกระโดดหลบผมไปมา และใช้เขาทิ่มแทงผม
    ฮึบ ฮึบ
    ผมกระโดดหลบมันสองสามครั้ง ก่อนจะคว้าเขาของมันมาได้
    " แกจงมาเป็นอาหาร เติมกระเพาะของข้าให้อิ่มเสียเถอะ " ผมเลียลิ้นน้ำลายไหลด้วยความอยากกินเนื้อกระต่าย
    " จะทำอะไรกระต่ายของข้านะ " สาวน้อยนางหนึ่ง ปรากฏกายขึ้นมา
    " ว่าจะเอาไปต้มกินกับราเม็งนะ แกล้มเหล้าก็น่าอร่อย " ผมตอบกลับไปโดยไม่คิด
    เปรี๊ยง เปรี๊ยง เปรี๊ยง
    สาวน้อยชี้มือขึ้นสู่ฟ้า เกิดเป็นกลุ่มเมฆสีดำลอยขึ้นไป ทันใดนั้นก็ได้ปรากฏ สายฟ้าสามสายฟาดลงมาใส่ผม
    อาคคคคคคคคคคคคค 
    " มันเจ็บนะโว้ย เจ้าเป็นใครกันแน่" ผมหน้าดำเป็นตอตะโก เลย แต่พยายามตะโกนด่าเท่าที่นึกได้
    " ข้าคือ ผู้วิเศษ ผู้มีนามว่า ริเอะ " หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว เธอมีตาสีดำ ผมสีเงิน สวมชุดคลุมของจอมเวทย์ระดับสูง หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ชวนให้หลงใหลเลยทีเดียว
    " ผมขอโทษก็ได้อ้าว ผมคืนกระต่ายให้ " ผมส่งคืนกระต่ายตัวน้อยกลับไปที่บ่า ของ     ผู้วิเศษ ริเอะ
    " มันชื่อว่า ฮอร์นจัง " ผู้วิเศษ ริเอะ กล่าว
    " ฮอร์นจังอย่างนั้นหรอ ชื่อเพราะนะ " ผมตั้งใจชมชื่อของกระต่ายที่เจ้าตัวตั้งให้เพื่อลดความโกรธของผู้วิเศษ ริเอะ
    ผู้วิเศษ ริเอะ หันกลับมาถลึงตามองผมแล้วใช้เวทย์มนต์นะจังงัง กับผม ผมตัวแข็งค้างในทันที ถึงแม้ผมจะเป็นจอมปราชญ์ แต่ไม่เคยเรียนเวทย์ บทนี้ จึงแก้ไม่เป็น
    ผู้วิเศษ ริเอะ หยิบแครอทมาป้อนให้เจ้ากระต่ายกิน แล้วหยิบ เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ชื่อ โอฮาโอ้ ออกมาเล่นมันเป็นเครื่องดนตรีที่นิยมอย่างแพร่หลายใน อาณาจักรโปปุรอน แล้วเธอก็ร้องเพลง
    สายลมหนึ่งลำน้ำใสโลกทั้งใบใสกลมสวยแสงอาทิตย์ มาคู่ควรโอ้มายเวิร์ล โอ้มายเวิร์ล.......
    เสียงของเธอเพราะ ราวกับเสียงแก้วกังวาล
    " บทเพลงนี้ ถือว่าชดเชยให้เจ้าก็แล้วกัน เจ้าเด็กแสบ " ผู้วิเศษ ริเอะ เรียกให้กระต่ายปีนขึ้นไปบนบ่า และเดินจากไป โดยคุณเธอลืมแก้เวทย์มนต์นะจังงัง ที่ใช้กับผมไว้ ผมต้องยืนค้างอยู่ตรงนั้น ไม่ต่างจากหุ่นย์ไล่กาตั้ง 6ชั่วโมงT T
    ****หลังจากผมตัวแข็งค้างเพราะถูก ผู้วิเศษ ริเอะ ใช้เวทย์มนต์ นะจังงังเข้าใส่ ผมก็คิดว่าจะไปเข้าเรียนที่โรงเรียนมหาเวทย์ อาเธน่า ในอาณาจักรออโดนอส เพราะขึ้นชื่อเรื่องการมีนักเรียนระดับสัตว์ประหลาด แต่ผมก็ต้องหาทุนระหว่างทางเพื่อใช้เป็นทุนการศึกษา
    ผมเลยคิดขึ้นมาได้ว่า ผมมีความสามารถในการเขียนภาษาเฮเซ็น ทำไมไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์เล่า *-*
    ผมเลยไปซื้อกระดาษเขียนเมจิกไอเทม กับพู่กันมา แล้วเริ่มเขียน
    " เจ้าจะเอาเวทย์ ดิน น้ำ ลม ไฟ ใส่ลงในกระดาษนี่เหรอ เจ้าทำได้เหรอ " เทพธิดาฟาเรนเซียกล่าว อย่างดูหมิ่นผม
    " ไม่ลองก็ไม่รู้ " ผมกล่าว
    ผมต้องหางานทำระหว่างเดินทางออกจากเมืองหลวงของอาณาจักรโปปุรอน ผมเริ่มตวัดพู่กัน และเขียนอักษรเทพลงในนั้น อักษรเทพรูปร่างต่างๆ ทั้ง เหิง ซู่ เผี่ย น่า เตี่ยน ผมเขียนได้หมด
    ผมตวัดพู่กัน อย่างบรรจง เกิดเป็นตัวอักษรรูปไฟผลาญเผา บ้างก็เป็นน้ำอันบอบบาง บ้างก็เป็นลมอันอบอุ่น บ้างก็เป็นดินอันแข็งแกร่ง
    4 ชั่วโมงผ่านไป......
    " โห ซาโต้นี่เจ้ามีฝีไม้ลายมือมากกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก " เทพธิดา ฟาเรนเซีย กล่าว
    ผมประกอบม้วนบันทึกเวทย์มนต์ อย่างบรรจงได้หลายม้วนและเอาไปขายที่ตลาด
    " เร่เข้ามา เร่เข้ามาเลยพ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย นี่คือม้วนบันทึกเวทย์มนต์ หายาก ที่ผมทำมาขาย "
    ผมทดลองใช้ ม้วนบันทึกเวทย์มนต์ไฟ scroll of fire เกิดไฟพวยพุ่ง เป็นelement ไฟ แผ่พุ่งออกมา ทำให้เหล่าจอมเวทย์ที่มาดู พากันส่งเสียง กริ๊ด กันให้แซ่ด
    เหล่าจอมเวทย์ พากันเบียดเสียด มายังร้านผม ที่ปูด้วยเสื่อผืนเดียว
    เอา 1ม้วน
    ทางนี้เอา 2ม้วน
    3ม้วนโลด
    4ม้วนค่ะ
    ม้วนบันทึกเวทย์มนต์ หมดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมได้เงินมากกว่า 3000 เหรียญทองเสียอีก ต้นทุนแค่ 500 เหรียญทองเอง
    " เอาละครับพี่น้อง วันนี้ ม้วนบันทึกเวทย์ ก็ได้ขายหมดลงไปแล้ว โอกาสหน้าช่วยมาอุดหนุนใหม่นะ " ผมกล่าว พร้อมกับเก็บเหรียญทองทั้งหมดไว้ในถุงผ้า*-*
    ณ เส้นทางสัญจรไปอาณาจักร ออโดนอส.......
    " แล้วจะไปอาณาจักรออโดนอสเลยเหรอ " เทพธิดาแห่ง สงคราม ฟาเรนเซียกล่าว
    " ใช่แล้ว ผมจะไปเรียนรู้เวทย์มนต์ที่นั่น เพราะมีอะไรหลายๆอย่างที่ผมไม่ชอบที่นี่ เพราะเสด็จพ่อ บัดซบนั่น"
    " เชื่อข้าเถอะ กลับไป ขอโทษ เสด็จพ่อ และเข้าเรียนที่โรงเรียนมหาเวทย์ คาเวียน่า จะสบายกว่านะ เวทย์มนต์ก็ได้เรียนเหมือนกัน แถมยังมีฐานะเจ้าชายอีก "
    " ไม่ ม่ายยยยยยยยยย ผมได้ตัดสินใจไปแล้ว ด้วยจิตอันมุ่งมั่น"
    " งั้นก็ตามใจเจ้าเถอะ ข้าเองก็อยากรู้ว่า ถ้าไม่มีใครช่วยเจ้าจะไปได้กี่น้ำ 5555+ "
    3 เดือนต่อมา.......
    หลังจากระเหเร่ร่อนอยู่ 3เดือน ในที่สุดผมก็มาถึง อาณาจักรออโดนอส ที่เมืองหลวง ฟัมลิส
    " ไม่ได้ อาบน้ำมา 3เดือนเพราะจะประหยัดเงินค่าเดินทางเจ้ารู้สึกเป็นยังไงมั่ง ซาโต้ " เทพธิดา ฟาเรนเซียกล่าว อย่างขำๆ
    " รู้สึกเหม็นสาปนะสิถามได้ ท่านเทพธิดา "
    " ขืนไปที่โรงเรียนมหาเวทย์ อาเธน่า อย่างนี้ต้องถูกเชิญออกแน่นอน " เทพธิดา ฟาเรนเซีย ขำไม่หยุด
    " งั้นต้องไปหา Inn(โรงแรม) นอนสักคืนซะแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปสมัครเรียน "
    หลังจากค้นหาอยู่นาน ก็พบโรงแรมระดับ 5ดาว ที่มี ผู้ชายแต่งตัวเหมือนคุณชาย และมีผู้หญิงแต่งตัวเหมือนคุณหนู ผู้หญิงแต่งชุด โลลิต้า อย่างสวยงามมาก ข้างบนของโรงแรมเป็นห้องโถงที่ประดับด้วยดอกกุหลาบงดงามนับพันช่อ
    ผมเข้าไปหาคนดูแลโรงแรมนี้ หล่อนเป็นผู้หญิง ชื่อ ซายะ ผมเห็นจากนามบัตรของเธอที่ติดอยู่ที่เสื้อ
    " เอ่อ คุณครับ ขอห้องพักให้ผมห้องหนึ่งได้ไหมครับ เผอิญ ระหว่างการเดินทาง ผมถูกพวกโจรป่า ปล้นจี้ เลยหนีมา ทำให้เนื้อตัวมอมแมม "
    ผู้ดูแล ซายะหันมา เธอเห็นรอยปานรูปหยดน้ำที่หน้าผากผม แสดงถึงความเป็นจอมปราชญ์ ของผม และเธอก็มองไปที่เสื้อผ้าของผมที่ดูมอมแมม
    " อย่ามาหลอกกันซะให้ยาก ท่านจอมปราชญ์ เป็นถึงจอมปราชญ์ จะถูกโจรปล้นจี้ได้อย่างไร "
    "ผมไม่มีความรู้ด้านเวทย์มนต์ ไม่ต่างจากคนธรรมดา เลยสู้ไม่ได้ "
    วิ้ว ตูม
    ซายะร่ายเวทย์จู่โจมอย่างรวดเร็ว ที่แท้เธอก็เป็นจอมเวทย์ระดับสูง โดยที่ผมไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ เพราะผมไม่มีปัญญาจะตอบโต้ ผมเลยโดนเวทย์ระเบิดเพลิงเข้าไปเต็มเปา
    " ทำอะไรนะ คุณผู้ดูแล " ผมถามขณะปัดไฟที่กำลังไหม้เสื้อผ้าอยู่
    " ฉันเชื่อแล้วว่า คุณเป็นจอมปราชญ์ ไม่เอาไหน แต่คุณควรใช้เวทย์บังตาไว้นะ จะได้บังสัญลักษณ์ รูปหยดน้ำนั่นเดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิดอีก คิดว่าเป็นจอมปราชญ์ที่เก่งมาก จะเข้ามาหาเรื่อง " ซายะกล่าว แล้วหันไปกดเครื่องคิดเลข
    " ห้องพัก 1ห้องคืนละ 1000เหรียญทอง ถ้าไม่มีจ่ายก็เชิญไปซะ ท่านจอมปราชญ์ "
    " ผมเลยเอาถุงเงินที่มีเหรียญทองอัดแน่น มาวางลงบนมือของ ซายะ "
    1 2 3
    " มีแค่ 3พันเหรียญทองเอง พักได้ 3คืนเท่านั้นนะ ทำไมจอมปราชญ์ อย่างท่านถึงได้จนจัง "
    " ก็ผมมีแค่นี้ อะนะ ฮะ ฮะ ฮ่า "
    " ห้อง เบอร์ 3085 ที่อยู่ชั้นบนด้านซ้าย มีอะไรเรียกชั้นได้นะ ชั้นชื่อ ซายะ แล้ว ท่านจอมปราชญ์ ละ "
    " ผมชื่อ ซาโตชิ เรียกสั้นๆว่าซาโต้ "
    แล้วการแนะนำตัวสั้นๆ ก็ทำให้ผมรู้ว่า ซายะ หน้าเงินกว่าที่คิด
    ****ช่วงเย็นของวันนั้น....
    ขณะที่ผม ออกเดินทางไปยังกิลล์นักผจญภัย เพื่อหางานทำ ก่อนวันประกาศรับสมัครเข้าเรียน โรงเรียนมหาเวทย์ อาเธน่า ระหว่างทางผมได้ผ่านป่าแห่งหนึ่ง และที่นั่น ก็มีเสียงการปะทะกัน อยู่ใกล้มาก เป็นเสียงของ นักผจญภัยหญิงคนหนึ่ง กำลังต่อสู้อยู่กับฝูงก็อบลิน จำนวนนับร้อยตัว เธอมีชื่อว่า มามิยะ เป็นสาวนักรบ ผมทอง ตาสีฟ้า ดูไปแล้วหน้าตาน่ารักไม่เบา อายุประมาณ 18ปี ปิดหน้าด้วยผ้าปิดหน้ามิดชิด ตอนนั้นเองที่ มามิยะถูกก็อบลินตัวหนึ่งลอบทำร้ายตีเธอล้มลง และกำลังตกอยู่ในอันตราย
     เมื่อเห็น มามิยะ ตกอยู่ในอันตราย ผมก็รีบตรงเข้าไปช่วยโดยลืมไปว่าตัวเองไม่ใช่จอมปราชญ์เหมือนในอดีตอีกแล้ว
    ตูมมมมมมมมมมมมมมมมม
    เสียงเวทย์มนต์ ไฟเยอร์บอลทำงานในการกำจัด ก็อบลินตัวที่คิดจะแทงมามิยะ จนมันล้มลงหงายท้องสิ้นใจตาย
    " ไม่เป็นไรนะ สาวน้อย " ผม ทำหน้าสบายๆ แล้วพนมมือราวกับจอมปราชญ์คนหนึ่ง แล้วยิงเวทย์ไฟใส่ ก็อบลินตัวแล้วตัวเล่าล้มลง แต่กลับไม่มีตัวไหนหลบหนีไปเลย จนกระทั่งก็อบลินเมจถูกสังหาร พวกมันถึงยอมถอยไปยังถ้ำของพวกมัน
    " กระจอกจริงๆ " ผมสบถเบาๆ แต่มามิยะก็ได้ยิน เธอไม่เคยพบชายคนไหนที่จะเก่งกล้า และหล่อเหลาเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต และในขณะกำลังตะลึง ผ้าที่ปิดหน้ามามิยะอยู่ ก็หลุดจากใบหน้าของเธอ ในเผ่าของเธอ มีกฏอยู่ว่า หากชายใดได้เห็นหน้าของหญิงสาวอย่างเธอเป็นครั้งแรกคนนั้นต้องมาเป็นสามีของเธอ
    มามิยะ รีบลุกขึ้น และเดินตาม ผมในทันที ที่เห็นผมกำลังจะจากไป
    " ท่านจะรักข้าไหม ถ้าข้าไม่ได้เป็นหญิงอย่างที่ท่านคิด " มามิยะกล่าวแปลกๆ เพราะเธอไม่ใช่หญิงใจง่าย แต่เป็นเพราะกฏของเผ่าบังคับ ทำให้เธอเลือกจะเป็นภรรยาของ ผม
    " เฮ้ย อะไรกัน อยู่ๆจะให้รับเป็นเมียได้อย่างไร" ผมกล่าว เพราะผมยังไม่รู้ว่า ชาวออโดนอสนิยมมีเมีย 4-5คนอยู่แล้วเพื่อเพิ่มกำลังรบ เพื่อให้อาณาจักรแผ่ขยายอำนาจออกไป
    " ข้าคิดว่า ท่านควรรับข้าเป็นภรรยานะ เพราะกฏของเผ่าข้า บอกว่าถ้าให้ผู้ชายเห็นหน้าก่อนอายุ 20 ชายคนนั้นต้องมาเป็นสามีของข้า" มามิยะกล่าว ก่อนจะเข้าโอบกอดผม ตั้งแต่ผมเป็นจอมปราชญ์มายังไม่เคยได้กลิ่นหอมจากกายสาวใกล้ชิดขนาดนี้เลย แต่ผมก็กลั้นใจผลักเธอออก แต่ทว่า ไม่ว่าผมจะไล่มามิยะปานใด เธอก็ยังตามผมมาอยู่ดี ทำให้ผมต้องกลับโรงแรมโดยมีเธอไปด้วยอย่างจำใจ เพราะไล่ไม่ยอมไป
    เช้าวันต่อมา.....

    ผม ตื่นขึ้นมาพร้อมกับได้ยินเสียงหัวเราะของซายะ กับมามิยะ ดูเหมือน มามิยะ จะเข้ากับซายะ ได้เป็นอย่างดี ในตอนนี้ ผม จึงนำเอาอาวุธและชุดเกราะของพวกก็อบลินที่เก็บมาได้เมื่อวาน มาจำแนกออกเป็นของ มีประโยชน์ กับไร้สาระ
    ดูเหมือนอาวุธส่วนมากของพวกก็อบลิน จะเป็นอาวุธไร้สาระซะส่วนใหญ่เพราะเป็นดาบขึ้นสนิม ในขณะที่ของมีประโยชน์ มีเพียง คทาไม้โอ๊ค ของก็อบลินเมจที่ดูจะขายได้ราคาแพง
    " สามี ท่านจะไปไหนน่ะ " มามิยะ กล่าวอย่างยิ้มแย้ม เพราะเมื่อวานมามิยะ มาช่วยงานในสวนทำให้ซายะ เบาแรงลงไปมาก
    " ข้าจะเอา อาวุธของก็อบลินไปขายในเมืองน่ะ " ผมกล่าวก่อนจะแบกถุงอาวุธของพวกก็อบลินออกไป และเดินทางสู่เมือง ฟัมลิส เมืองหลวงของอาณาจักร ออโดนอส
    ที่หน้าประตูเมือง ฟัมลิส จาก้า ที่ตรวจตราคนเดินทางเข้าออกเมืองอยู่กำลังสูบบุหรี่เวทย์มนต์ ยี่ห้อบาโก้ ที่เป็นยี่ห้อแบรนด์ดังราคาแพงมวนละ 300 เหรียญทองอยู่ เมื่อถึงตา ผม เดินเข้าเมือง จาก้าทหารยาม ก็มองหน้าเขาอย่างไม่ลดละพร้อมด้วยความโกรธ ที่เจ้านี่บังอาจหน้าหล่อกว่ามัน จึงเรียกให้หยุด และตรวจดูสัมภาระ
    " เฮ้ย ไอ้น้องชาย ถ้าจะเข้าเมืองต้องจ่ายมาก่อน 300 เหรียญทอง ไม่งั้นจะถูกจับเข้าคุก " จาก้าตะโกนโวยวาย
    " ข้าเดินทางเข้าออกเมืองนี้มาหลายวันแล้วไม่เห็นเก็บค่าผ่านทางเลย " ผมกล่าว ถ้าผมยังคงเป็นจอมปราชญ์อยู่ ผมคงอัดกระแทกหน้าเจ้าจาก้าให้ลงไปนอนกองกับพื้นแล้ว พร้อมกับสาปให้กลายเป็นกบ
    " บังอาจมาเถียงเหรอ " จาก้าทหารยามโกรธ แล้วเรียกพรรคพวกทันที ให้มารุมกระทืบ ผม ซึ่งผมเองไม่อยากมีเรื่องจึงจำยอมให้กระทืบ หลังจากโดนกระทืบ ก็ถูกเจ้าจาก้าจับโยนใส่กองขี้หมา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ย ดีที่มันไม่ยึดของที่ผมจะเอามาขาย
    ผม ค่อยๆลุกขึ้นมา ด้วยความบอบช้ำและอยู่ๆก็มีมือของผุ้หญิงคนหนึ่งเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้ เธอคือ ทีน่า อัมเบล สาวงามอันดับหนึ่งที่มีตาเป็นประกาย ดูน่ารักน่าชังทีเดียว ( ตัวละครรับเชิญจากเรื่องดวงนารีปกป้องทำไมต้องเป็นตรูด้วยฟระ )
    " พี่ชาย ถ้าอยากเอาเรื่องเจ้าจาก้ามัน ต้องไปแจ้งที่สำนักอัศวินนะ " ทีน่า กล่าวก่อนจะขอลาไปตามหาเพื่อนชื่อ ริวจิ ต่อไป ก่อนที่จะไปเธอยังเตือนว่าอย่าเชื่อใจคนในเมืองนี้ให้มากนัก อาจถูกหลอกและถูกแกล้งได้ เพราะเธอ เจอมาเยอะ ซึ่ง ผม ก็กล่าวขอบคุณ
    ผม เดินไปเดินมาจนถึงร้านค้าอาวุธร้านใหญ่ แต่วันนี้มันเขียนว่าปิด เพราะร้านค้าอาวุธร้านนี้ พ่อค้าเจ้าของร้านมีอารมณ์ศิลปินเหลือหลาย สามวันเปิดสี่วันปิด จนมีลูกค้าบ่นกันมากมายแม้จะมีอาวุธ ดีๆอยูามากก็ตาม ในขณะที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็มีแม่ค้าพเนจรคนหนึ่ง พูดขึ้นมา เธอชื่อ เรน่า
    " ท่านนักเดินทางเอาอาวุธมาขายเหรอ " เรน่า แม่ค้าอาวุธกล่าว
    " ใช่แล้ว เป็นอาวุธของก็อบลินน่ะ มีคทาไม้โอ๊ค กับดาบ 15 เล่ม " ผมกล่าวอย่างอารมณ์ดี แม้เมื่อเช้าผมจะถูกทหารเฝ้าประตูเมืองซ้อมก็ตาม
    " คทาไม้โอ๊ค ข้าให้ 500 เหรียญทอง ส่วนดาบขึ้นสนิมให้เล่มละ 20 เหรียญทอง ท่านเห็นด้วยมั๊ย " เรน่า พูดแบบมีเลศนัย ไม่รู้ว่ากดราคาอาวุธของผมหรือป่าว แต่ผมร้อนเงิน จึงตกลงขาย
    " ตกลง ผมขาย " ผมกล่าว ก่อนที่เรน่า แม่ค้าอาวุธจะหยิบเงิน 800 เหรียญทองส่งให้ และรีบหยิบอาวุธของ ผม จากไปโดยเร็ว
    ผม ดีใจมากที่ได้เงิน 800 เหรียญทอง จะได้ไปซื้อขนมชั้นให้มามิยะกินแม้ว่าเธอจะมาเกาะผมก็ตาม
    ผมมองดูเหรียญทองที่มีหน้าของชายหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ประทับอยู่ กับรูปราชสีห์สิงโตนรก อย่างอารมณ์ดี และตรงไปที่ร้านขายขนมชั้น เพื่อจะซื้อขนมชั้นสีเขียวราวมรกต ซัก 10 ชิ้น แต่เมื่อไปถึงร้านก็ต้องตกใจ
    " อะไรนะ เงิน 800 เหรียญทองซื้อได้แค่ 3ชิ้นเองเหรอ " ผมกล่าวอย่างตกใจ เพราะผมเพิ่งใช้เงินเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะตลอดมากินแต่ผลไม้
    " ใช่แล้วคุณลูกค้า เพราะเหรียญทองแบบนี้ ถูกยกเลิกการใช้ไปแล้ว มันเป็นเหรียญสมัย เลาห์คอน โกไทรอน ราชาองค์ก่อนซึ่งสิ้นชีพไปแล้ว ตอนนี้เป็นยุคของ เลาห์คอน ซามีน ทำให้มูลค่าเหรียญลดค่าลงอย่างมาก มีก็แต่คนเพี้ยนๆที่ซื้อเก็บสะสมเท่านั้น จึงทำให้มันมีค่าอยู่บ้าง " พ่อค้าขายขนมชั้นบอก ทำให้ผมโมโห ที่ถูกเรน่าหลอก นี่ผมเพิ่งฟังคำเตือนของ ทีน่ามาหยกๆ เองนะ เมื่อทำใจได้ จึงซื้อขนมชั้นไป 3ชิ้น เพื่อนำกลับไปให้มามิยะกินอย่างหัวเสีย
    ผม หัวเสียอย่างมากที่โดนหลอก แม้เงินที่ผมได้จะไม่ใช่เงินเก๊ ก็ตามแต่มันก็เป็นเงินที่เลิกใช้แล้ว ผมเดินต่อไปเรื่อยๆจนถึงย่านการค้าอาวุธ และมองดูอาวุธต่างๆ ที่แขวนขายอยู่ อย่างกับเด็กน้อยแรกเกิดที่มองดูนมแม่ อย่างหิวกระหาย
    ' ว้าว สุดยอดไป เลยนะ มีอาวุธขายเยอะแยะเลย เราจะได้ไม่ต้องใช้ เวทย์มนต์ และคำแนะนำของเจ้าเทพธิดาแห่งสงครามอีกต่อไป แล้ว ' ผมคิด เพราะผมอยากจะโยน คำแนะนำที่มีเพียงผมคนเดียวที่ได้ยิน ทิ้งไปซะให้ไกลๆ เพราะไม่อยากนึกถึงอดีต ที่ถูก เทพ อาราชิน ถีบลงมาจากสวรรค์
    " คุณลูกค้าสนใจ ดาบเล่มไหนครับ " มีโอ เจ้าของร้านดาบอยู่ๆก็เสนอหน้าขึ้นมา
    " เอาดาบเล่มนี้ก็แล้วกัน " ผมชี้ไปที่ ดาบเล่มหนึ่ง สลักรูปมังกรกับสิงโตไขว้กันไว้ มันมีชื่อว่า คาเดล
    " คุณลูกค้านี่ตาถึงจริงๆนะครับ " มีโอกล่าว ก่อนจะเรียกครูฝึกทหารคนหนึ่งในร้านมาให้ ผมทดลองอาวุธ
    กึง!!!
    เสียงดาบคาเดล ปะทะกับโล่ของครูฝึกอย่างดังกังวาล เรียกเสียงเฮ จากบรรดาคนเดินทางเป็นอย่างมาก ผมกวัดแกว่งมันได้อย่างชำนาญ ทว่า...
    เปรี๊ยะ!!! อยู่ๆมือของ ผม ก็ถูกไฟฟ้าช็อต จนดาบในมือกระเด็นออก ผมตกใจอยู่หลายวินาที ก่อนจะมองดูมือที่ไหม้เกรียม
    " คุณลูกค้า ไม่น่า มาใช้อาวุธของร้านเราเลยนะ ถ้ามีพรของเทพธิดาแห่งสงคราม ฟาเรนเซีย อยู่ " ครูฝึกกล่าว
    " อะไรนะ พรของเทพธิดาแห่ง สงคราม ฟาเรนเซีย "
    " ใช่แล้ว มันเป็นพรที่ให้กับ ฮีโร่ ที่สามารถปราบจอมราชาปีศาจได้ คนที่ได้รับพรนี้มีเพียงหยิบมือเท่านั้น เมื่อได้รับพร จะทำให้สามารถใช้อาวุธได้อย่างชำนาญทุกชนิด แต่ว่าจะใช้ได้เพียง อาวุธที่เทพเป็นคนสร้างเท่านั้น " ครูฝึกกล่าวอย่างอิจฉา แต่ก็ไม่รุ้เหมือนกันว่า จะไปหาอาวุธที่เทพสร้างได้จากไหน
    " หมายความว่า อาวุธที่มนุษย์สร้างทุกชนิด ผมใช้ไม่ได้หยั่งงั้นรึ " ผม พูดอย่างไม่เชื่อสายตา ที่ผมได้รับพรที่ราวกับคำสาปของเทพธิดา ฟาเรนเซีย มาด้วยแบบงงๆ
    "ใช่แล้ว อาวุธที่มนุษย์สร้างแม้จะดีแค่ไหน ท่านก็ไม่สามารถใช้ได้ " ครูฝึกกล่าว ก่อนจะกล่าวสืบต่อ
    " ท่านต้องหาอาวุธที่เทพ เป็นคนสร้างเท่านั้น "
    ' งั้นหมายความว่า ตรูต้องไปหาอาวุธเทพยังงั้นรึ ' ผมคิด ก่อนจะรีบตรงกลับโรงแรม ซึ่งตอนนี้ มามิยะ ได้จากไปแล้ว เธอทิ้งจดหมายไว้เพียงว่า จะเดินทางไป อาณาจักร โปปุรอน เพื่อไป เยี่ยมพ่อตา แบบลับๆ
    ****************************************************************โปรดติดตามตอนต่อไป