ภายใต้การนำของเหลียงกัง การฝึกฝนของกองทัพเจียงหนานดำเนินไปอย่างเข้มข้นและหนักหน่วงยิ่งนัก เหลียงกังไม่เพียงแค่สอนการใช้ดาบหรือธนู แต่เขาสอนการต่อสู้ด้วยการใช้สัญชาตญาณ การเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และการทำงานเป็ทีมราวกับเป็อวัยวะเดียวกัน เขาให้ทหารวิ่งแบกหินขึ้นเขา ฝึกต่อสู้ในสภาพอากาศที่เลวร้าย และฝึกการบุกโจมตีในยามค่ำคืนโดยใช้เพียงเสียงสัญญาณและสัญชาตญาณ ทหารทุกคนถูกหล่อหลอมให้แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ กล้ามเนื้อของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้น และจิตใจของพวกเขาก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน
หลงเฟยเองก็เข้าร่วมการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เขาไม่ได้แสดงตนว่าเป็ผู้นำที่เหนือกว่าใคร แต่เขาเป็แบบอย่างที่ดีให้กับทุกคน เขาฝึกหนักกว่าคนอื่น และไม่เคยบ่น ไม่ว่าจะเหนื่อยล้าเพียงใด เขาก็จะกัดฟันสู้ต่อ การกระทำของเขาทำให้ได้รับความเคารพจากเหล่าทหารอย่างแท้จริง และทำให้พวกเขาเต็มใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของเขาอย่างไม่ลังเล เขาใช้ความรู้จากตำราพิชัยาที่เรียนรู้มา มาประยุกต์ใช้ในการฝึกฝน เช่น การแบ่งกองทัพออกเป็หน่วยย่อย การฝึกการสื่อสารด้วยสัญญาณมือ และการจัดรูปแบบขบวนทัพที่หลากหลาย เพื่อให้กองทัพมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วในสนามรบ
"ชัยชนะมิได้มาจากกำลังคนเพียงอย่างเดียว แต่มันมาจากความเป็อันหนึ่งอันเดียว และความเข้าใจในการทำการรบ" หลงเฟย
กล่าวกับเหล่าทหารที่กำลังฝึกฝนในยามเช้า "ทุกคนคือส่วนหนึ่งของกองทัพแห่งนี้ ทุกชีวิตมีความสำคัญเท่ากัน เราจะสู้ไปด้วยกัน และจะปกป้องเจียงหนานไปด้วยกัน" เสียงโห่ร้องตอบรับของเหล่าทหารดังกึกก้อง แสดงถึงความมุ่งมั่นและความเป็น้ำหนึ่งใจเดียวของกองทัพที่เริ่ม
แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ซือหม่าคุนและถานจงยังร่วมกันออกแบบระบบการขนส่งเสบียงรวมถึงอาวุธที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ พวกเขาจัดตั้งโรงตีเหล็กขนาดเล็กในเมือง โดยจ้างช่างฝีมือดีจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาช่วยผลิตอาวุธและชุดเกราะที่มีคุณภาพสำหรับทหาร ใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น และจัดตั้งระบบการปลูกพืชหมุนเวียนและเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เกษตรกรรมที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ รวมถึงยุ้งฉางจัดเก็บเสบียงสำรองขนาดใหญ่ เพื่อให้กองทัพมีอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีพและไม่ขาดแคลนในยามศึกา
"กองทัพที่แข็งแกร่งต้องมีอิ่มท้อง รวมถึงอาวุธที่คมกริบ" ถานจงกล่าวกับหลงเฟยในห้องทำงานของเขา ซึ่งเต็มไปด้วยกองเอกสารและบัญชีต่างๆ "หากไร้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ กำลังใจของทหารย่อมตกต่ำ และความพ่ายแพ้ย่อมตามมา เราจะต้องไม่ประมาทในเื่เสบียงและการส่งกำลังบำรุงเด็ดขาด"
ซูเหวิน ได้จัดตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งแรกในเจียงหนานขึ้นมา เธอและทีมงานผู้ช่วยของเธอ ซึ่งประกอบด้วยชาวบ้านที่มีความรู้เื่สมุนไพรและอดีตทหารที่าเ็เล็กน้อย ได้รวบรวมสมุนไพร จัดทำยารักษาโรค และดูแลทหารที่ได้รับาเ็จากการฝึกฝนอย่างใกล้ชิด เธอยังให้ความรู้ด้านสุขอนามัยแก่ชาวเมือง เพื่อป้องกันโรคระบาด การดูแลเอาใจใส่ของซูเหวินทำให้ทหารและชาวเมืองรู้สึกอบอุ่นใจ และรู้ว่าชีวิตของพวกเขาไม่ถูกทอดทิ้งและเริ่มหลอมรวมเป็ชาวเจียงหนานอย่างลึกซึ้ง
การฝึกฝนที่เข้มข้น และการบริหารจัดการที่เป็ระบบ ทำให้กองทัพเจียงหนานเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากกลุ่มชาวบ้านผู้สิ้นหวัง บัดนี้พวกเขากลายเป็กองทัพที่มีระเบียบวินัย มีความพร้อมรบ และมีกำลังใจที่เปี่ยมล้น พวกเขามุ่งมั่นที่จะต่อสู้เพื่อเจียงหนาน เพื่อหลงเฟย และเพื่ออนาคตที่ดีกว่าที่พวกเขากำลังสร้างขึ้นมาด้วยมือของตนเอง ความผูกพันระหว่างหลงเฟยและคนในกองทัพเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ดุจดั่งพี่น้องร่วมสาบาน
หลงเฟยเฝ้ามองการเติบโตของกองทัพด้วยความภาคภูมิใจ แต่ในใจของเขาก็ยังคงมีเงาของเว่ยอู๋จี๋ทาบทับอยู่ เขาเชื่อว่าเว่ยอู๋จี๋จะต้องส่งกองทัพมาปราบปรามพวกเขาในไม่ช้า และเมื่อวันนั้นมาถึง เขาจะต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูที่เคยเป็อาจารย์ เป็ดั่งผู้ชี้ทางชีวิตของเขา และเขาจะต้องชนะ เพื่อทวงความยุติธรรมแก่ทุกชีวิตที่ต้องสูญเสียไป