ทว่าภูติหิมะกลับแผดเสียงอ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง “ไว้ชีวิตข้าเถิด! แต่นี้ไป ข้าจะรับใช้เ้า… ข้าจะนำคนของสำนักทานตะวันมารับใช้เ้า ได้โปรดเมตตาข้าด้วยเถิด!”
สุทธินีชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที ดวงตาของนางจับจ้องเข้าไปในั์ตาที่สั่นไหวของเขา อันเต็มไปด้วยความขี้ขลาดและการเสแสร้ง นางรับรู้ได้ถึงความไม่จริงใจ แต่ก็จะลองทำตามคำขอร้องสักครั้ง
“ได้… ข้าจะไว้ชีวิตเ้า” เสียงของนางเด็ดขาด “แต่เ้าจงนำคนจากสำนักทานตะวันมาทำสัญญาทาสกับข้าภายในสามวัน หากเ้าเบี้ยวสัญญา ข้าจะตามล่าเ้าไปทุกหนแห่ง พิภพนี้จะไม่มีที่ให้เ้าหยัดยืนอีกต่อไป”
ภูติหิมะยิ้มอ่อนราวผู้แพ้ที่ยอมจำนน “ขอบคุณ… ท่านสุทธินี” เขาก้มศีรษะอย่างนอบน้อม แต่ทันทีที่หันหลังให้ ใบหน้าของเขากลับบิดเบี้ยวไปด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย พลางนึกในใจ “เ้าอย่าพลาดก็แล้วกัน… ข้าจะคืนความอัปยศในวันนี้ให้เ้าเป็ร้อยๆเท่า!” และแล้วร่างของภูติหิมะก็ลับหายไปในพายุหิมะ
บรรยากาศรอบลานฝึกค่อยๆ คลายลง เสียงลมสงบลงจนแทบได้ยินเสียงหัวใจของผู้ชม ศิษย์และอาจารย์ทั้งหลายต่างเต็มไปด้วยความศรัทธา และยำเกรงต่อสุทธินีที่สามารถ ต่อกรกับศัตรูผู้โเี้ได้ด้วยพลังและปัญญา
สามวันต่อมา ณ ลานฝึกหน้าสำนักเทพอัสนีย์
ศิษย์และอาจารย์จากสำนักทานตะวันยืนเรียงรายจนเต็มลานฝึก สีหน้าเคร่งเครียด บางคนแฝงด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีใครกล้าพูดแม้แต่คำเดียว เพราะทุกลมหายใจของพวกเขาขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหญิงสาวผู้ยืนอยู่กลางลานฝึกเพียงผู้เดียว
เทพีน้ำค้างเหมันต์ ในนามของ “สุทธินี” ก้าวออกมายืนเด่นกลางลานฝึกท่ามกลางสายตานับพัน นางกำลังจะประกาศอำนาจที่สั่นสะท้านทั้งผืนพิภพ ความทรงจำจากการถูกควบคุมจิตใจโดยภูติหิมะยังคงสะกิดใจของนางอยู่ลึกๆ ความเ็ปใจในครั้งนั้นเป็ดั่งเงามืดที่เตือนให้นางไม่เคยลืมว่า จิตใจของนางจะต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้
สายลมเย็นพัดหอบหิมะผ่านลานฝึก ราวกับจะบอกว่านี่คือเวทีตัดสินชะตา สุทธินีเงยหน้ามองฝูงชน สายตานางกวาดไปทั่ว อย่างนิ่ง สงบ แต่ทรงอำนาจ นางรวบรวมปราณเหมันต์ ผสานเข้ากับหยดโลหิตที่ปลายนิ้วทันที
พรึ่บ!
พลังสีขาวนวลปะทุออกมาเป็สายหมอกเย็นะเื แผ่ซ่านครอบคลุมลานฝึก ราวกับม่านหมอก พลังนั้นแทรกซึมเข้าสู่ร่างของเหล่าศิษย์และผู้าุโแห่งสำนักทานตะวัน โดยที่พวกเขาไม่อาจขัดขืนได้เลย
“ดึงเืของเ้ามาผสมกับปราณของข้า” สุทธินีออกคำสั่งเสียงเรียบ แต่หนักแน่นดังฟ้าผ่า ทุกคนไม่กล้าลังเล หยดโลหิตไหลออกจากร่างของพวกเขา ลอยคว้างกลางอากาศ ก่อนจะหลอมรวมเข้ากับสายหมอกเหมันต์ที่โอบล้อม
ปัง!
พลังแปลกประหลาดก่อเกิดเป็เส้นใยไร้รูป เชื่อมดวงิญญาทุกชีวิตเข้ากับนางอย่างสมบูรณ์ แต่ในใจสุทธินีกลับเต็มไปด้วยคำถามที่กรีดแทงความรู้สึกของนาง “การควบคุมผู้อื่นโดยไม่เต็มใจเช่นนี้ นี่คือหนทางที่ถูกต้องสำหรับข้าแล้วหรือ…?”
แม้นางยืนอยู่ในฐานะผู้ปกครองสูงสุด แต่นางรับรู้ได้ถึงความเกลียดชังในสายตาทุกคู่ ความหวาดกลัวที่ปกคลุมราวกับเงาทมิฬ และนั่นคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อปกป้องสำนักเทพอัสนีย์ของนาง และเพื่อรักษาอำนาจที่ได้มา
ทันใดนั้น ตึก! ตึก! เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้น ผู้เฒ่าภูติมรกต ผู้าุโแห่งสำนักทานตะวัน ก้าวออกจากแถว แววตาของเขาลุกโชนด้วยความโกรธและอัปยศ เขายกมือชี้หน้านางพลางคำรามด้วยเสียงดุดัน “นางปีศาจเยือกแข็ง! ข้าไม่มีวันก้มหัวให้เ้า!”
ก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว ร่างของเขาพุ่งทะยานด้วยความเร็ว พลังมรกตปะทุขึ้นราวกับะเิ เต็มไปด้วยเจตนาร้ายหมายเอาชีวิต
ทุกคนต่างอ้าปากค้าง แต่สุทธินีเพียงปรายตามอง เพียงแวบเดียว! พลังเหมันต์ปะทุขึ้นรอบกาย นางซัดหอกเหมันต์สวนกลับไปอย่างรวดเร็ว
ฟึ่บ!
หอกเหมันต์พุ่งปักกลางอกภูติมรกต ร่างของเขาสั่นสะท้าน แตกสลาย กลายเป็ผงหิมะละเอียด ลอยหายไปในอากาศ… ไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ราวกับโลกหยุดหมุน ศิษย์และอาจารย์ของสำนักทานตะวันต่างหน้าซีดเผือด ก้มศีรษะลงทันที ไม่มีใครกล้าสบตากับสุทธินีอีก
สุทธินีจ้องพวกเขา แววตานิ่งเฉย แต่ในใจกลับรู้สึกขมขื่นเล็กน้อย นางไม่เคยปรารถนาจะเป็เผด็จการ แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายนี้ ความอ่อนแอคือภัยอันใหญ่หลวง
“จงดูไว้…” นางกล่าวเสียงเรียบเย็นกว่าหิมะพันปี “นี่คือชะตาของผู้ที่คิดทรยศต่อข้า”
เสียงนั้นดังสะท้อนราวกับตราประทับในจิตใจของทุกคน
“บัดนี้ พวกเ้าล้วนทำสัญญาทาสกับข้าแล้ว หากผู้ใดคิดคด แม้เพียงลมหายใจเดียว ข้าจะทำลายผู้นั้นไม่ให้เหลือ แม้เพียงเศษเสี้ยวแห่งธุลี”
ไม่มีใครกล้าขยับ มีเพียงความหวาดกลัวที่ไหลเวียนไปทั่วลานฝึก
“และนับจากนี้ไป เรียกข้าว่า “เทพีน้ำค้างเหมันต์””
เทพีน้ำค้างเหมันต์หมุนตัวกลับหันหลังให้ฝูงชน สูดลมหายใจเข้าลึก นี่คือหน้ากากแห่งความแข็งแกร่งที่นางต้องสวมตลอดไป อำนาจที่นางถืออยู่คือดาบสองคม หากเผลอพลาดแม้ชั่ววูบ ทุกสิ่งที่สร้างมาก็อาจจะพังทลายลง
นางประกาศก้องไปทั่วลานฝึก “นับจากวันนี้ สำนักทานตะวันจะขึ้นตรงต่อสำนักเทพอัสนีย์! จงประกาศให้ทุกอาณาจักรในพิภพนี้ได้รับรู้ว่า ข้าเทพีน้ำค้างเหมันต์ คือผู้ปกครองสูงสุดแห่งสองสำนักนี้ ทุกคนเตรียมตัวเดินทางสู่สำนักทานตะวัน เก็บกวาดของมีค่าทุกสิ่งกลับสำนักเทพอัสนีย์”
เสียงประกาศของนางดังก้องกังวาน ราวกับฟ้าผ่ากลางหิมะ ทุกชีวิตในที่นั้นรู้ดี ยุคสมัยใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เมื่อประตูมิติเปิดออก แสงแห่งพลังิญญาพลุ่งพล่านราวกับจะฉีกฟากฟ้า นำพาทุกคนก้าวเข้าสู่สำนักทานตะวัน สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเปล่งประกายด้วยชีวิตชีวา แต่บัดนี้กลับถูกปกคลุมด้วยความเงียบงันเย็นเยียบราวสุสาน
สองข้างทางที่ควรจะมีเสียงหัวเราะและการฝึกฝนของเหล่าศิษย์ กลับเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ ศิษย์สำนักทานตะวันยืนเรียงรายเป็แถว ดวงตาทุกคู่ล้วนก้มต่ำอย่างยอมจำนน ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้ามองสบสายตา ความพ่ายแพ้ได้ถูกสลักลึกในจิติญญาของพวกเขาแล้ว ทว่าความอึดอัดบางอย่างกลับซ่อนอยู่ในบรรยากาศ ราวกับรอเวลาปะทุออกมา