บทที่ 12 เจียงปี้ฉุนคนขี้อิจฉา
เจียงปี้ฉุนหัวเราะออกมาเสียงดัง “จิ่งเหมียน แกเป็คนเพ้อเจ้อ คิดว่าการหนีออกจากบ้านไปทำงานสกปรกแล้วได้เงินเร็วก็จะกลายเป็คนสำคัญได้งั้นเหรอ ฉันให้โอกาสแกครั้งสุดท้าย กลับบ้านไปขอโทษฉันและแม่ของแก แล้วส่งคะแนนสะสมทั้งหมดมาให้เรา แล้วพวกเราอาจจะลดโทษให้ แถมแกก็ยังจะมีที่นอนที่ระเบียงอีกนะ!”
จิ่งเหมียนกลอกตาไปมาพลางหัวเราะอย่างสมเพช “เธอนี่ตลกมากนะ คิดว่านอนที่ระเบียงมันน่ายินดีมากเหรอ ทำท่าทางเหมือนสงสารฉันงั้นแหละ ที่ฐานอู่อันถ้าอายุ 18 ปีบริบูรณ์ก็เป็ผู้ใหญ่และเป็อิสระได้แล้ว วันนั้นฉันพูดชัดเจนแล้วว่าเราไม่เกี่ยวข้องกันอีก ในยุคโลกาวินาศแบบนี้ อย่ามัวแต่พึ่งพาคนอื่นเลย!”
เจียงปี้ฉุนจ้องมองจิ่งเหมียนราวกับเพิ่งรู้จักเธอเป็ครั้งแรก “แกนี่มันช่างกล้าขึ้นทุกวัน” จิ่งเหมียนในอดีตไม่เคยกล้าพูดอะไรแบบนี้มาก่อน
“ไม่กลับบ้านก็ได้ แต่ต้องจ่ายเงินส่วนแบ่งมา! มีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วจะไม่สนใจครอบครัวหรือไง ปล่อยให้พ่อแม่ไปอยู่ในสลัม คนอื่นจะนินทาเอานะ!”
เจียงปี้ฉุนมองจิ่งเหมียนด้วยท่าทางยโสโอหัง กดดันเธอด้วยความคิดเห็นของสังคม ใครจะสนว่าชีวิตจิ่งเหมียนเคยลำบากแค่ไหน คนอื่นก็เห็นแค่เพียงผิวเผินว่าเธอเป็ลูกอกตัญญู!
“อย่าคิดว่าแกจะมีชีวิตที่ดีได้ตามลำพัง ฝันไปเถอะ!”
จิ่งเหมียนพูดอย่างเหยียดหยามว่า “ดูเหมือนว่าแผลบนหน้าเธอจะหายดีแล้ว แต่ความจำของเธอก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยนะ! ความจริงแล้ว ฉันใช้ชีวิตคนเดียวได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องเอาความคิดโบราณคร่ำครึมาใช้กับฉันหรอก”
เจียงปี้ฉุนเห็นว่าจิ่งเหมียนไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย แต่งตัวสวยงามราวกับนกยูงผู้หยิ่งผยอง มองแล้วก็โมโห จึงตรงเข้าไปแย่งถุงเสื้อผ้าในมือของจิ่งเหมียนอย่างไร้ยางอาย
“แกมันก็แค่คนเก็บของเหลือใช้จากฉัน!”
จิ่งเหมียนตบตีกับเจียงปี้ฉุน ถ้าต่อสู้กันจริง ๆ จิ่งเหมียนตัวเล็กอย่างนี้จะไปสู้เจียงปี้ฉุนได้อย่างไร ไม่อย่างนั้นตอนที่เลาะฟันคงไม่ให้จางเพ่ยหรงไปจัดการเอง
จิ่งเหมียนะโ “เจียงปี้ฉุน เธอมันบ้า! อย่ามาปล้นกันกลางถนนแบบนี้เนี่ยนะ!”
เธอทิ้งถุงลง แล้วสะบัดมือตบหน้าเจียงปี้ฉุนเข้าอย่างจัง!
จิ่งเหมียนรู้สึกปวดหัวกับเื่นี้มากจริง ๆ จึงรีบโทรออกไปหาใครบางคนทันที
ทันใดนั้นเองพี่สาวก็เปลี่ยนท่าที แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “โทรหาใครน่ะ? เรียกคนมาช่วยก็ไม่มีประโยชน์หรอก กลับบ้านกับฉันเดี๋ยวนี้!”
เธอจงใจพูดเสียงดังให้คนอื่นได้ยิน “ฟังพี่นะ เื่แบบนี้มันให้คนนอกรู้ไม่ได้หรอก ถ้าเมียเขาตามมาเอาเื่เธอจะทำยังไง? ของแบบนั้นมันได้มาง่าย ๆ ซะที่ไหน เธอต้องหัดทำตัวให้บริสุทธิ์นะ!”
เสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์จิ่งเหมียนดังขึ้นรอบทิศทาง
“มิน่าล่ะ ใช้เงินมือเติบ ที่แท้ก็เงินคนอื่นเขานี่เอง” จู่ ๆ พนักงานสาวร้านเมื่อครู่ก็โผล่มาอย่างกะทันหัน “ที่ฉันพูดว่าเธอสกปรกแล้วเธอก็โมโห นั่นคงไปจี้ใจดำเข้าให้ละสิ!”
เจียงปี้ฉุนก็พูดต่อ “กลับบ้านกับพี่เถอะ อย่าไปทำลายครอบครัวคนอื่นเลย ถ้าเธอปรับปรุงตัว พ่อแม่ก็ให้อภัยนะ เธอคือครอบครัวของเรานะ!”
เจียงปี้ฉุนจับแขนจิ่งเหมียนแน่น คงคิดลากเธอกลับไปแล้วให้คนในครอบครัวกักขังเธอเอาไว้ เท่านี้พวกเขาก็จะได้เงินเ่าั้ไป!
จิ่งเหมียนพยายามแกะมือเธอออก “ปล่อยฉันนะ! คิดว่าใส่ร้ายคนอื่นแล้วไม่ต้องรับผิดชอบหรือไง! ฉันหามันมาด้วยตัวเอง! ห้อง 302 น่ะ ถ้าอยากได้ก็เอาไปเลย ที่นั่นไม่ใช่บ้านฉัน! พวกเธอเลิกคิดจะกดขี่ฉันได้แล้ว!”
ในยุคแห่งโลกาวินาศนี้ ไม่มีระบบทะเบียนบ้านให้ยุ่งยากอีกต่อไป ค่าใช้จ่ายในการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็พ่อแม่ลูกก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะนึกถึงเป็อย่างแรก ดังนั้นแม้ในใจจะยืนยันว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันญาติพี่น้อง แต่ก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ มายืนยันได้ว่าเธอเป็ครอบครัวเดียวกันจริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเธอจะพยายามอธิบายอย่างไร คนรอบข้างก็ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครก้าวเข้ามาช่วยเหลือเธอเลย
รูปร่างที่ผอมบางของเธอในชุดหรูหรา ใบหน้าสวยสะดุดตา และการใช้เงินอย่างไม่ลังเลใจ ล้วนเป็เครื่องยืนยันในสิ่งที่พี่สาวของเธอกล่าวหา
“คะแนนที่หามาด้วยความยากลำบาก ใครจะยอมทิ้งไปง่าย ๆ ล่ะ!”
“หน้าตาแบบนี้จะไปทำอะไรได้ ถึงจะมีคะแนนเยอะขนาดนั้น ก็คงขายตัวแลกมาละสิ!”
“รีบกลับบ้านไปกับพี่สาวเธอซะ ไปอบรมบ่มนิสัยให้ดี อย่าออกมาทำให้คนอื่นเขาอับอายขายขี้หน้าแบบนี้!”
จิ่งเหมียนอ่อนแอ จึงถูกเจียงปี้ฉุนลากออกจากห้างสรรพสินค้าอย่างแรง ถูกบังคับให้มุ่งหน้าไปยังทิศทางของห้อง 302
ถ้าได้เจอกับจางเพ่ยหรงแล้ว แน่นอนว่าเธอจะต้องถูกยึดสมาร์ตวอทช์ไปแน่ ๆ เงินกว่าล้านในนั้นคงไม่เหลือติดบัญชีแม้แต่น้อย!
จิ่งเหมียนพยายามขัดขืนอย่างสุดกำลัง แม้กระทั่งต่อสู้กับเจียงปี้ฉุน แต่เจียงปี้ฉุนก็ะโใส่ร้ายเธอตลอดทาง ทำให้ผู้คนรอบข้างที่มุงดูต่างก็แค่ยืนเฉย ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอแม้แต่คนเดียว
ทันใดนั้นเงาดำราวกับยมทูตก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งสอง เขาเพียงยกมือขึ้น ฟาดใส่เบา ๆ ทีเดียวก็ทำให้มือของเจียงปี้ฉุนที่จับตัวจิ่งเหมียนไว้แน่นหลุดออกไปอย่างง่ายดาย
“อ๊ะ! มือฉัน!” เจียงปี้ฉุนร้องลั่น มือคว้าแขนไว้แน่น น้ำตาแทบไหลด้วยความเ็ป
“แกเป็ใคร กล้ามาทำร้ายคนกลางถนนแบบนี้ได้ยังไง!”
เจียงปี้ฉุนจ้องเขม็งไปที่ชายสวมฮู้ดสีดำด้วยความโกรธ แต่กลับเห็นเขากำลังเดินไปหาจิ่งเหมียน และถามด้วยความเป็ห่วงว่าเธอได้รับาเ็หรือไม่
ทันใดนั้นเจียงปี้ฉุนก็นึกขึ้นได้ เธอชี้นิ้วไปที่จิ่งเหมียนและพูดว่า “ที่แท้ก็เป็อย่างนี้นี่เอง ถึงว่าล่ะ ทำไมเธอถึงกล้าตัดขาดกับที่บ้านแบบนั้น ที่แท้ก็ไปได้ผู้ชายรวยมาเลี้ยงนี่เอง! เพราะแบบนี้สินะ ถึงได้กล้าหักหน้าพวกฉันแบบนั้น!”
สายตาของเธอมองสำรวจชายหนุ่มั้แ่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มีท่าทีจะเข้ามาทำอะไร เธอก็พูดจาเหน็บแนมไปว่า “แต่ว่า… เธอมองผู้ชายไม่ค่อยจะขาดเลยนะ อืม… แถมยังปิดหน้าปิดตาอีก ไม่รู้ว่าอายหรือว่ายังไงกันแน่? เงินซื้อเสื้อผ้าพวกนั้นก็คงเป็เขาที่ให้เธอสินะ ฉันหวังดีนะจิ่งเหมียน ถึงจะหาเงินง่ายแค่ไหน แต่ถ้าเธอใช้เงินมือเติบแบบนี้ ต่อให้มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอให้เธอผลาญหรอก”
ทว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้โกรธหรือถือโทษจิ่งเหมียน เขากลับถามอย่างใจเย็นว่า “จะให้ฆ่าเธอเลยไหม”
เจียงปี้ฉุนถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโกรธจนหน้าแดงด้วยความอับอาย “จิ่งเหมียน นี่เธอทำไปได้ยังไง ฉันแค่หวังดีเตือนเธอสองสามคำ เขากล้าถึงขั้นจะฆ่าฉันเลยเหรอ?”
“ไม่คิดเลยว่าเธอจะมีความสามารถเป็นางจิ้งจอกได้ขนาดนี้!”