เพียงเงาร่างวูบไหว ในพริบตาร่างของถิงหลางก็ถูกเทียนฟางหอบหิ้วก่อนที่พุ่งทะยานลับหายไปในเงาของหมู่ไม้ยามราตรี ท่ามกลางแสงดาวที่ส่องสกาวทั้งคู่แอบซ่อนอยู่ในหมูใบไม้หนาบนคาคบไม้แห่งหนึ่งพลางจ้องมองไปยังจุดที่เคยเป็แคมป์พักแรมของกองคาราวาน
เปลวเพลิงโหมกระพือเมื่อคบเพลิงหลายสิบอันละเลงไปทั่วผืนผ้าของกระโจมที่พัก เสียงร้องะโของคนหลายสิบคนดังขึ้นทั่วบริเวณ บางคนร่ำร้องของความช่วยเหลือ บางคนถึงกลับตกตายทั้งที่ยังคงหลับใหลภายใต้เกือกม้านับสิบที่ย่ำเหยียบลงบนร่างของมัน
“ช่วยด้วยยยยย! ใครก็ได้ช่วยข้าที!”
“โจร! พวกมันมาจากไหนกัน!”
“อ๊ากกกก อย่าฆ่าข้าเลยยย อ๊ากกก!”
ตอนนั้นเองที่เงาร่างของผู้ฝึกยุทธ์หลายสิบร่างก็โผล่ออกมาต้านรับการจู่โจมของกลุ่มโจร พวกมันต่างเข้าไปประมือกันเป็พัลวันจนในที่สุดก็สามารถตรึงสถานการณ์เอาไว้ได้ เพียงมองดูด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าพวกเขาต่างเป็ยอดฝีมือในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
“พวกเ้าเป็ใคร! บังอาจก่อกวนกองคาราวานที่สำนักคุ้มภัยประกายดาราดูแล หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว” หนึ่งในคนของสำนักคุมภัยประกายดาราพูดขึ้น ก่อนที่โจรหน้าเหี้ยมที่มีหนวดเครารกรุงรังและรอยแผลเป็บริเวณหางตาข้างซ้ายขนาดใหญ่จะเอ่ยขึ้นว่า
“หึ เ้าจะไปเป็ใครมาจากไหนใช่เื่ที่ข้าต้องรู้สิ่งที่เ้าจะต้องรู้ตอนนี้ก็คือ ตาย!!!”
สิ้นเสียงโจร พลังลมปราณที่อัดแน่นอยู่ในกำปั้นขนาดั์ก็หาดฟาดเข้าใส่กลางหน้าอกของชายจากสำนักคุ้มภัยประกายดาราเข้าอย่างจัง ความรู้สึกที่ราวกับถูกหวดด้วยค้อนั์น้ำหนักหลายหมื่นจินได้ประทับเข้าใส่ร่างของมันอยู่เนิ่นนานยิ่ง แม้ว่าความเป็จริงร่างของมันจะแหลกเหลวกลายเป็เพียงก้อนเนื้อกองหนึ่งเท่านั้น
“บัดซบ!!! ตาย!!!”
คนของสำนักคุ้มภัยคนอื่น ๆ ที่เห็นเหตุการณ์ก็ได้กรูกันเข้าไปหาโจรร่างั์อย่างพร้อมเพรียง คมกระบี่หลายสิบเล่มฟาดฟันเข้าใส่โจรอย่างถนัดถนี่ หากแต่มันกลับไม่ระคายผิวของมันเลยแม้แต่น้อย สร้างความตกตะลึงให้กับเ้าของกระบี่กันถ้วนหน้า
เสียงหัวเราะที่แสนเหี้ยมเกรียมดังขึ้นพร้อนกับกำปั้นที่หวดฟาดลงสู่พื้นดิน ทันใดนั้นเอง คลื่นอากกาศที่รุนแรงหาดใดเปรียบก็ได้อัดกระแทกร่างนับสิบให้ปลิวออกไปคนละทิศละทาง
ชั่ววินาทีต่อมาโจรร่างเหี้ยมพลันรู้สึกเย็นสันหลังวาบ แต่ในขณะที่มันกำลังจะหันกลับไปนั้น ฝ่ามือที่ผอมเกร็งของชายชราคนหนึ่งก็ได้ปะทะเข้ากับแผ่นหลังของมันเข้าอย่างจัง แต่มีหรือที่มันจะเสียท่าเพียงเพราะมีคนลอบโจมตี มันเร่งโคจรพลังลมปราณให้รวมตัวก่อเกิดเป็กำแพงวลมปราณบริเวณแผ่นหลังจนสามารถป้องกันฝ่ามือนั้นเอาไว้ได้หวุดหวิด
ตูมมมมม!
เสียงของฝ่ามือปะทะเข้ากับแผ่นหลังของมันเสียงดังสนั่น ตัวของโจรเมื่อสามารถป้องกันฝ่ามือแรกได้แล้วจึงหันกลับไปซัดหมัดเข้าใส่ร่างของมือลอบสังหาร มิคาด! เพียงแค่หันหลังกลับไปร่างของมันก็ถูดหวดฟาดด้วยด้ามทวนสีทองอร่ามไปก่อนแล้ว
ตูมมม! ร่างของโจรปลิวกระเด็นเข้าไปในราวป่าด้วยความแรกของหอกยาว จนต้นไม้หลายต้นต้องล้มครืนลงมาเพราะแรงกระแทก เสียงของสายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นบอกกับมือลอบสังหาร
“ตาม! อย่าให้มันหนีรอดไปได้”
“ขอรับ!”
เป็เสียงของนายน้อยเยี่ยนแห่งสำนักคุ้มภัยประกายดาราบอกกับพ่อบ้านก่อนที่ทั้งคู่จะทะยายร่างตามร่างของโจรที่ถูกซักปลิวไปก่อนหน้านี้ด้วยความรวดเร็ว หลงเหลือไว้เพียงเหล่าสมุนโจรกับศิษย์ของสำนักคุ้มภัยที่กำลังต่อสู้กันอยู่
เทียนฟางสั่งให้ถิงหลางอยู่นิ่ง ๆ โชคดีที่ในบริเวณนี้ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฝีมือมากนักไม่เช่นนั้นต่อให้เทียนฟางและถิงหลางนำใบหน้าทั้งป่ามาบังก็คงไม่อาจลอดรอดสายตาของพวกมันไปได้
ถิงหลางที่ได้แต่จ้องมองเหล่าผู้คนที่ล้มตายและซากศพที่เกลื่อนกลาดไปทั่วยิ่งทำให้เขาะเืใจ บางผู้คนที่ทอดร่างไร้ิญญาอยู่ต่างเป็คนที่เคยพูดคุยสนทนากันมาไม่น้อย และเมื่อมองให้ดีจะเห็นว่าคนที่เสียชีวิตก็มีเพียงแค่คนสามัญธรรมดา หามีเหล่าผู้ฝึกยุทธ์คนใดล้มตายไม่ นอกเสียจากคนก่อนหน้าที่กลายเป็กองเนื้อไปเสียก่อน
“พวกมันทำเื่โหดร้ายถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน เห็นชัดว่านี่เป็เพียงแผนหลอกปล้นสะดมภ์เหตุใดถึงได้ทารุณผู้บริสุทธ์นัก” ถิงหลางเอ่ยออกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย
“โลกของเราก็เป็เช่นนี้ ยิ่งเป็โลกของผู้ฝึกยุทธ์ยิ่งโหดร้าย เพราะความแข็งแกร่งคือสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด เป็สิ่งที่บัญญัติกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ มันจึงไม่แปลกที่ผู้ฝึกยุทธ์จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเ่าั้”
“แม้กระทั้งการสังเวยผู้บริสุทธิ์ที่เป็เพียงคนธรรมดาอย่างนั้นหรือ”
“น่าเสียดายที่ข้าต้องตอบว่า ใช่! ไปกันเถอะ ข้าจำเป็ต้องไปเอาของของข้าคืน”
ถิงหลางพยักหน้าก่อนที่จะติดตามเทียนฟางไป แม้ว่ามันจะเป็เพียงการถูกเทียนฟางหิ้วไปหิ้วมากก็ตาม ชั่วขณะที่ทะยานผ่านเหล่าซากศพที่เกลื่อนกลาดเต็มบริเวณ ถิงหลางรู้สึกเศร้าโศกอย่างถึงที่สุด ตัวเขายามนี้ได้เรียนรู้รสชาติของการเป็คนธรรมดาสามัญอย่างแท้จริง เขารู้ดีว่าถ้าหากวันนี้เขาไม่ได้อยู่กับเทียนฟางหนึ่งในร่างที่จะนอนให้แร้งกามาจิกกินภายหลังก็ย่อมมีเขาเป็หนึ่งในนั้น ตอนนั้นเองที่ถิงหลางตัดสินใจแน่วแน่ ว่าในวันหนึ่งข้าหน้า เขาจะพยายามทำทุกวิถีทางเพียงให้ทุกๆ คนสามารถฝึกยุทธ์ได้เฉกเช่นเดียวกัน ต่อจะนี้ไปจะไม่ต้องมีผู้ใดถูกใช้เป็ผักปลาไร้ค่าเช่นนี้อีก
และด้วยปณิธานแรงกล้าของถิงหลางครั้งนี้เอง ที่ให้ภายภาคหน้ามันได้กลายเป็จุดกำเนิดแห่งยุคสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งในโลกของการฝึกยุทธ์ โดยผู้คนต่างขนานนามยุคสมัยดังกล่าวว่า “ถิงหลางเต่อซือเปยซิน”