หลังจากที่ขุดแปลงดินพักไว้หลายวันแล้ววันนี้ซูฮวาก็ได้เวลาลงมือเพาะเมล็ดผักเสียทีนางจัดการหว่านเมล็ดลงบนแปลงดินแล้วกลบด้วยหญ้าแห้งจากนั้นจึงได้นำถังไม้ตักน้ำขึ้นมาจากลำธารรดจนชุ่มส่วนฟางจิ่งเข้าไปตัดไม้ไผ่ในป่ามาทำรั้วล้อมรอบป้องกันพวกสัตว์ป่ามาทำลายแปลงเพาะต้นกล้าของภรรยาเสร็จแล้วจึงได้นั่งพักดื่มน้ำเอาแรง
"วันนี้ที่ในตำบลมีงานประจำปีตอนค่ำเ้าอยากไปเที่ยวดูหรือไม่เดี๋ยวข้าจะพาเ้าไป" ฟางจิ่งเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งพักดื่มน้ำหายเหนื่อยแล้ว่นี้เขาเห็นภรรยาวุ่นอยู่กับการปลูกผักเพาะเมล็ดต้นกล้าจึงคิดอยากจะชวนนางออกไปเที่ยวชมสิ่งสวยงามยามค่ำคืนบ้าง
"ไปสิข้าอยากไปดูโคมไฟสวยๆ" ซูฮวายิ้มตอบรับด้วยความตื่นเต้นั้แ่นางมาอยู่ที่นี่ยังไม่เคยได้ออกไปเที่ยวในยามค่ำคืนเสียที
"เช่นนั้นวันนี้เรากลับเรือนกันเร็วหน่อยก็แล้ว" ฟางจิ่งลุกขึ้นไปเก็บของใส่ตะกร้าใบใหญ่เพื่อเตรียมตัวกลับเรือน เผื่อว่านางอยากจะมีเวลาเลือกแต่งชุดสวยๆ บ้าง เขาสังเกตเห็นนางแอบยิ้มอย่างมีความสุขทำให้เขาเผลอยิ้มออกมาด้วย
"อืม" เมื่อกลับมาถึงเรือนซูฮวาก็ได้รีบอาบน้ำผลัดผ้าเตรียมตัวั้แ่หัววันด้วยความตื่นเต้นที่นางไม่เคยออกไปเที่ยวที่ใด นางเลือกใส่ชุดสีเหลืองอ่อนที่มีอยู่ในตู้คงเป็ชุดของซูฮวาแต่ดีหน่อยที่เธอมีสัดส่วนที่ไม่แตกต่างกันมากนักจึงพอใส่ด้วยกันได้
"ข้าเตรียมตัวเสร็จแล้วท่านยังไม่รีบไปอาบน้ำผลัดผ้าอีกหรือ" เมื่อซูฮวาเดินออกมาก็ยังคงเห็นฟางจิ่งอยู่ที่เดิมเหมือนเขาจะไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการได้ออกไปเที่ยวสักเท่าไร
"เ้าจะเร่งรีบไปทำไม งานยังไม่ทันจะได้เริ่มเลยวันนี้เป็วันแรกผู้คนคงจะคึกคักน่าดู" ฟางจิ่งตอบด้วยรอยยิ้มที่เห็นภรรยาของเขาตื่นเต้นกับการได้ออกไปเที่ยวในครั้งนี้ หนึ่งปีมีครั้งเดียวผู้คนมากมายก็อยากจะออกมาเที่ยวชมความสวยงามในยามค่ำคืนเช่นกันทั้งนั้น
"เช่นนั้นข้าจะนั่งรอเ้าที่ม้าหินอ่อนด้านนอกก็แล้วกัน" รางบอกก่อนจะเดินออกมานั่งที่ม้าหินอ่อนด้านนอกเรือน
เมื่อถึงยามโหย่วฟางจิ่งจึงได้พาซูฮวาออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตำบลหยวนหนาน จุดหมายคือสถานที่จัดงานประจำปีทั้งสองใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยามจึงได้เดินทางมาถึงตัวตำบล บ้านเรือนสองข้างทางต่างถูกตกแต่งประดับด้วยโคมไฟหลายสีหลายแบบอย่างสวยงาม ภายในงานมีการละเล่นต่างๆ มากมายรวมไปถึงการปล่อยโคมลอยกระดาษเพื่อขอพรจาก์ ฟางจิ่งกุมมือภรรยาไว้แน่นด้วยกลัวนางจะเดินพลัดหลงกันกับเขา
"จับมือข้าไว้นะเ้ากับข้าจะได้ไม่พลัดหลงกันยังไง" เขาหันมาพูดกับภรรยา
"อืม...ข้าอยากไปดูตรงนั้นหน่อยได้หรือไม่" เสี่ยวฮวาชี้ไปยังร้านขายโคมไฟรูปสัตว์ต่างๆ เมื่อครูเห็นเด็กๆ ต่างก็พากันถือโคมไฟสวยๆ
"ได้สิข้าจะพาเ้าไป" ฟางจิ่งจูงมือนางเดินเข้าไปร้านขายโคมไฟ
"เ้าอยากได้หรือไม่"
"อืม" ซูฮวาพยักหน้ารับก่อนจะหันไปเลือกดูโคมไฟอันเล็กกะทัดรัดรูปกระต่ายน้อยน่ารัก
"ทำไมเลือกเอาอันเล็กเช่นนี้เล่า ใครๆ เขาก็เลือกอันใหญ่จะได้ดูสวยงาม"
"ข้าชอบอันเล็กๆ แบบนี้อันใหญ่มันถือลำบาก" นางบอกออกไปก่อนจะจ้องมองโคมไฟที่ถืออยู่แล้วยิ้มออกมา
"เ้าอยากปล่อยโคมกระดาษด้วยกันกับข้าหรือไม่" ฟางจิ่งมองเห็นโคมกระดาษที่กำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าจึงได้เอ่ยชวนภรรยา
"เอาสิ ข้าก็ไม่เคยปล่อยโคมกระดาษเช่นกัน" เพราะั้แ่เด็กเธอไม่เคยได้ไปเที่ยวแบบนี้เลยสักครั้ง
"เ้าจะไม่เคยได้อย่างไรเมื่อปีที่แล้วข้ายังพาเ้ามาเที่ยวและปล่อยโคมกระดาษด้วยกันกับข้าอยู่เลย" คงไม่ใช่เพราะความทรงจำของนางจะหายไปหรอกนะนางถึงจำอะไรไม่ค่อยได้
"อ๋อ...ข้าหมายถึงข้าอยากปล่อยโคมกระดาษเพื่อขอพรให้ข้ามีร่างกายที่แข็งแรงตลอดไปอย่างไร" ก็ปีที่แล้วข้าไม่ได้มากับท่านนี่ ฟางจิ่งแวะซื้อโคมกระดาษร้านข้างๆ เขาเลือกเป็สีแดงที่หมายถึงความโชคดี ก่อนจะพาเสี่ยวฮวาเดินไปเชิงสะพานริมแม่น้ำซึ่งจัดเป็ที่สำหรับปล่อยโคมกระดาษ ฟางจิ่งใช้พู่กันวาดตัวอักษรลงบนโคมกระดาษมีความหมายว่า 'ขอให้ซูฮวาภรรยาของข้ามีร่างกายที่แข็งเช่นนี้ตลอดไป' ก่อนจะปล่อยให้โคมกระดาษลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
"ทำไมท่านไม่ขอพรให้กับตัวเองบ้างล่ะ" ซูฮวาเอ่ยถามเมื่อโคมกระดาษลอยขึ้นสูง โคมกระดาษที่ถูกปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้าทุกอันต่างก็มีตัวอักษรอยู่เชื่อกันว่าการขอพรกับโคมกระดาษที่ลอยขึ้นไปถึง์จะส่งผลให้ชีวิตมีแต่ความสุข
"ตัวอักษรที่ข้าได้เขียนลงบนโคมกระดาษนั่นคือความปรารถนาที่ขอให้กับตัวข้าเอง" ได้ยินดังนั้นก็ทำให้นางรู้สึกตื้นตันใจเป็อย่างมากน้ำตาเอ่อด้วยความดีใจ ซูฮวาเ้าช่างเป็หญิงสาวที่โชคดีเสียเหลือเกินวาสนาของเ้าได้เจอเข้ากับบุรุษที่แสนดีเช่นนี้
"นี้เ้าเป็อะไรไปทำไมต้องน้ำตาคลอเช่นนี้ด้วย ข้าไม่ได้ว่าอะไรให้เ้าไม่ดีสักหน่อย" ฟางจิ่งไม่สบายใจเมื่อเห็นภรรยาที่มีท่าทีเหมือนจะร้องไห้
"ไม่มีอันใดข้าแค่ดีใจมากไปหน่อย" นางยกมือเล็กขึ้นปาดน้ำใสๆ ที่เอ่อล้นก่อนจะยิ้มออกมาแล้วจึงได้ชวนให้ฟางจิ่งพานางไปดูการละเล่นอื่นๆ อีกมากมาย สองสามีภรรยาเดินเที่ยวชมความสวยงามอย่างเพลิดเพลิน
"นั่นเรียกว่าขนมอะไรหรือ" เมื่อเดินผ่านร้านขายขนมเสี่ยวฮวาสะดุดตากับขนมลูกกลมๆ สีสันสวยแปลกตาชวนให้น่าลิ้มลอง
"ขนมหยวนเซียวทำมาจากแป้งข้าวเหนียวปั้นเป็ลูกกลมๆ มีไส้ข้างในเป็งาดำหรือว่าถั่วแดงก็ได้ เ้าอยากกินหรือไม่"
"ข้าอยากลองกินดูไส้ข้างในคงอร่อยมากแน่เลยใช่ไหม" อยู่ดีๆ ก็นึกอยากลองชิมขึ้นมาเคยได้ยินแต่ชื่อเธอเองก็ยังไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติสักครั้ง ฟางจิ่งพานางไปนั่งที่โต๊ะก่อนจะเอ่ยสั่งกับพ่อค้า
"ของข้าเอาไส้งาดำ" นางสั่งขนมกับคนขายที่เดินเข้ามาต้อนรับ
"ของข้าเอาไส้ถั่วแดง" ฟางจิ่งหันมาสั่งบ้าง
"ได้ขอรับ รอสักครู่"
"แล้วขนมหยวนเซียวนี้มันมีความหมายว่าอย่างไรหรือ" ซูฮวาถามขึ้นก่อนเท้าคางมองหน้าสามีอย่างรอคำตอบ
"ขนมหยวนเซียวเป็ขนมมงคลมีความหมายว่ารักใคร่กลมเกลียวจึงนิยมใช้ในงานเทศกาลต่างๆ ที่มีผู้คนมารวมกันมากมาย" ฟางจิ่งยิ้มก่อนอธิบายพอดีกับพ่อค้านำขนมมาเสิร์ฟให้ทั้งสองจึงได้ลงมือกินขนมอย่างเอร็ดอร่อยเมื่อกินอิ่มแล้วจึงได้พากับกลับเรือนในยามไฮ่