มู่หรงโหรวเจี้ยนทิ้งข้อศอกเหมือนดูงิ้วเื่หนึ่ง
หม่าเฉิงยวนเองก็ยังรักษาท่าทีของตนได้อย่างงดงาม
การแต่งงานกับซ่งจูอิงเป็ความปรารถนาเดียวในชีวิตเขาพวกเขาเป็เพื่อนรักวัยเยาว์ เติบโตมาด้วยกัน แต่โชคดีที่ระหว่างหน้าที่กับความรักเขาก็ค่อย ๆ ทำให้มันเป็จริงได้ทีละอย่าง
และในชีวิตนี้คนที่เขารู้สึกซับซ้อนด้วยที่สุดคือ มู่หรงโหรวเจี้ยน
หม่าเฉิงยวนเดินทางค้าขายไปทั่วทุกทวีปน้อยนักที่จะมีสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นแต่หนึ่งในสิ่งน้อยนิดเ่าั้อาจเป็ครอบครัวของตนเขาไม่มีเวลาอยู่บ้านมากพอจะอบรมลูก ๆ แต่ละคนลูกสาวสามคนที่ไม่มีพลังยุทธ์ต่างออกเรือนไปได้ดีเพราะบารมีความสัมพันธ์ที่ตระกูลหม่ามีต่อตระกูลมู่หรงหรือแม้กระทั่งเจาฉวี่ไปสำนักยุทธ์ แม้ยังไม่เคยมีบิดาไปส่งด้วยตัวเองแต่สายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี้ก็ทำให้นางได้รับสิทธิพิเศษบางประการ
ความน้อยใจของบุตรสาวเขาจดจำไว้ในใจ
แต่อย่างไรคนในตระกูลหม่าก็ไม่ควรลืมเงินทอง เกียรติยศที่ได้มาในวันนี้พวกเขาอาจจะจ่ายด้วยความอบอุ่นที่ไม่อาจเติมเต็ม โดยไม่ต้องวางเดิมพันส่วนตระกูลมู่หรงนั้นใช้ทั้งสายตระกูลเดิมพันด้วยชีวิต เืเนื้อการต่อสู้ในเหมืองก่อกำเนิดอันมืดมิดและไม่มีวันสิ้นสุด จากรุ่นสู่รุ่น
การเดิมพันที่สูงลิบและไม่มีทางลงเช่นนี้ทั้งด้านจิตสำนึกและเหตุผล ไม่ควรมีคนตระกูลหม่าคนไหนสมควรลืมเลือนความจริงข้อนี้
หม่าเฉิงยวนเขาเป็พ่อค้าพ่อค้าก็มีการคำนวณของพ่อค้า
“หลังจากกลับมาสิ่งแรกที่ข้าทำคือการให้พ่อบ้านนำหีบของฝากแยกไปไว้ที่ห้องเ้าหลังจากนั้นส่งหินพลังงานชั้นดีให้เจาฉวี่ห้าร้อยก้อน นอกเหนือจากที่ให้ประจำเดือนและนอกเหนือของล้ำค่าอื่น ๆ หากประเมินแล้วหินพลังงานกองนี้ที่เจี้ยนหนิงได้รับก็ยังน้อยกว่าที่เจาฉวี่ได้รับอย่างนับไม่ได้”
เจาเยว่อ้าปากแต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่านางได้มันมาแล้วจริง ๆเพียงแต่ถึงแบบนั้นดวงตาของนางก็ยังแดงก่ำและคลอไปด้วยหยาดน้ำตาเหตุผลก็ส่วนหนึ่งแต่อารมณ์ที่ค้างคาก็ส่วนหนึ่ง บิดาของนางเป็แบบนี้เสมอมักจะใช้เหตุผลอุดปากนาง มองถึงความสมควรและคิดคำนวณจนคนพูดไม่ออก
ถึงจะมีบิดาคนเดียวกันกับมู่หรงเหยียนพวกนางก็ไม่มีสิทธิ์เรียกมู่หรงเหยียนว่าพี่ชายถึงแม้เจี้ยนอี้และเจี้ยนหลีจะนับเป็หลานทางสายเืของพวกนางแม้จะด่าพวกเขาสักคำก็ยังทำไม่ได้
“ข้าไม่ยอม!”
เจี้ยนหนิงลูบแหวนที่นิ้วเล่นมองเื่ราวต่าง ๆ คนที่จะเป็ทางลงของเื่นี้มีเพียงคนเดียว
“เด็ก ๆ ! คุณหนูห้าอารมณ์ไม่มั่นคงพานางไปที่ศาลบรรพชน คุกเข่าจนกว่าจะสำนึกถึงความผิดที่ล่วงเกินผู้าุโ!”ซ่งจูอิงะโอย่างเด็ดขาดน้ำเสียงสั่นจนจับสังเกตได้
หม่าเฉิงยวนมองภรรยาที่ตัวเองแต่งเข้าบ้านถลาเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า
“เหล่าเย่ ท่านประมุข เจาเยว่ยังเด็กเป็ข้าที่อบรมไม่ดี ทำให้เหล่าเย่ขายหน้า ล่วงเกินท่านประมุขและทุกท่านข้าในฐานะฮูหยินของบ้านหลังนี้ต้องขออภัยอย่างยิ่ง” นางก้มคำนับเต็มพิธีการแต่ก่อนที่จะทันได้หายใจให้ทั่วท้อง
“เดี๋ยวก่อน”หม่าเฉิงยวนเอ่ยปากรั้งมามาที่จับตัวบุตรสาวคนเล็กพาออกไป “เยว่เอ๋อร์เ้ารู้หรือไม่ว่าบิดาให้สิ่งใดแก่เ้า ในกล่องใบนั้นที่ให้คนนำไปไว้ในห้องเ้า”
“ข้าไม่รู้!” น้ำเสียงนางยังสะอื้นแฝงไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“เป็ปิ่นเรือนสมุทร”เสียงสะอึกของเจาเยว่ติดในลำคอ ก้มหน้าไม่พูดอะไรต่อ แต่สงบลงมากนั่นเป็สิ่งที่นางเคยออดอ้อนขอบิดาเอาไว้ก่อนที่เขาจะออกเดินทางสิ่งนี้แม้ไม่ได้มีค่าควรเมือง แต่ก็เป็ของแปลกใหม่ที่มีเพียงไม่กี่คนที่หามาได้และตอนนั้นที่นางอยากได้ก็เป็เพราะจะได้เอาไปอวดคนอื่น
หม่าเฉิงยวนยังคงรักษาความสง่างามเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนยามถอยมานั่งตัวตรง“เด็ก ๆ! ประคองฮูหยินของพวกเ้าลุกขึ้นกลับห้องไปเถิด ยามนี้นางท้องแก่มากแล้วให้นางอยู่รักษาครรภ์ในเรือนให้ดี หากมีอะไรผิดพลาดลงโทษไม่ละเว้น ส่วนเ้า ...”เขามองไปที่หม่าเจาฉวี่ “ยามเซินไปพบข้าที่เรือนใหญ่”
“ลูกทราบแล้วเ้าค่ะ”
“พวกเ้าไปเถอะ” เขาโบกพัด หม่าเจาฉวี่เดินไปพยุงมารดาออกไปจากห้อง
“ตาเฒ่า ลำบากเ้าแล้ว”โหรวเจี้ยนตบบ่าหม่าเฉิงยวน
เขาหัวเราะ“สร้างเื่ตลกให้ดูเสียมากกว่า”
เื่ราวของผู้ใหญ่ก็ไม่ควรจะพูดให้มากความฉินซื่อเลยเปลี่ยนเื่พูดเกี่ยวกับวันเกิดของเจี้ยนหนิงที่จะเลื่อนเวลาจัดไวขึ้นหม่าเฉิงยวนรับปากด้วยรอยยิ้มพลางกล่าวว่าถึงเวลาของขวัญที่นางจะได้รับจะไม่มีคำว่าน้อยลงแน่นอน
แม้พวกเขาอยากจะกลับแต่หม่าเฉิงยวนกลับรั้งไว้ให้กินอาหารเย็นด้วยกันซ่งซื่อและบุตรสาวทั้งสองไม่ได้เข้าร่วมโต๊ะด้วยการทานอาหารจึงราบรื่นเป็ไปได้ด้วยดี พี่ใหญ่ยังคงรับคำบ้าง แต่คนที่พูดเป็หลักคงหนีไม่พ้นท่านปู่ เจี้ยนอี้และเจี้ยนหลี โดยมีท่านย่าคอยหัวเราะเสียงดังกับมารดาที่ร่วมหัวเราะไปกับเขาด้วย
ส่วนเจี้ยนหนิงนอกจากยิ้มตาหยี ก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีกส่วนหนึ่งแล้วเพราะยังจัดการกับความรู้สึกซับซ้อนของเื่ที่เจอไม่ได้และอีกส่วนเป็เพราะนางมัวแต่คิดว่าอยากจะกลับไปเปิดของขวัญที่หม่าเฉิงยวนมอบให้ใจจะขาด
มู่หรงเจี้ยนหนิงคิดว่าเมื่อกลับจวนแล้วจะรีบเปิดของที่กองอยู่ในห้องทันทีแต่กลับกันที่เมื่อเรียกน้ำอาบ ระหว่างที่ให้เป่าจูเช็ดผมให้แห้ง สตินางก็ดับไปเลยไม่ได้อยู่ในคืนข้ามปีร่วมกับใครทั้งสิ้นแม้จะได้ยินเสียงที่รื่นเริงอยู่ไกลออกไปอยู่บ้างก็ตาม
คาดว่าเป็เพราะความเหนื่อยวันนี้เป็วันที่ทั้งตื่นแต่เช้าปั้นหน้าอยู่กับผู้คนที่แทบจะจำไม่ได้ว่าใครเป็ใครบ้างเห็นรอยร้าวขนาดเล็กใหญ่ภายในตระกูล อาจเป็เพราะสมองคิดมากเกินไปสุดท้ายมันก็ตัดตัวเองออกจากระบบความคิด แต่ในคืนนั้นเองบางอย่างกลับเรืองรองอยู่ในความฝัน
รู้สึกคุ้นเคยแต่ก็ไม่คุ้นตาทั้งน้ำเสียง การเรียกหา ไฟกองมหึมาและเสียงกรีดร้อง
สุดท้ายก็เป็เสียงพูดคุยที่จับได้เพียงเลือนราง
“ซ่อนเอาไว้ให้ดีละ”
“ขอรับนายท่าน”
หลังจากตื่นขึ้นมาความฝันนั้นก็ราวกับถูกลมพัดหายไปจากความทรงจำ
แต่เื่ราวของวันปีใหม่ยังไม่จบโดยง่ายวันนี้เป็วันแจกของ ต่อให้ไม่อยากไปก็ต้องไป ตระกูลมู่หรงมีญาติหลายสายร่ำรวยถึงเพียงนี้ ร่างนี้เสียเวลารับของขวัญไปแล้วถึงสิบเอ็ดปีปีนี้อย่างไรก็ต้องรับให้ถูกต้องตามธรรมเนียม รับยิ่งมากเท่าไหร่ได้ก็ยิ่งดี
ในลานโต๊ะจีนเดิมก็เต็มไปด้วยผู้คนแต่มีเก้าอี้ไท่อี้เก้าตำแหน่งวางอยู่สองที่ด้านซ้ายเป็ป้ายิญญาและบ่าวรับใช้ชรา เป็คนคอยแจกซองพวกผู้ใหญ่ให้ซองกันภายในไปแล้ว วันนี้เป็เื่ของเด็ก ๆที่จัดแค่ให้เป็งานสนุกกันภายในครอบครัว เพราะงั้นนางจึงเห็นคนตีลังการ้องเพลงที่เข้าหูแล้วเหลือเข้าใจหรือแม้กระทั่งออกมาตั้งวงกลอนกวีด่ากันที่เข้าใจแล้วเ้าช่วยลงจากเวทีไปทีให้ผู้ใหญ่พากันขำครื้นเครง
งานนี้นางเล็งซองของท่านปู่และท่านย่าเอาไว้แน่นอนเพราะสาวใช้ติดตามที่ดูทะมัดทะแมงแบกตะกร้าสานขนาดใหญ่ออกมาและซองแดงที่หนากว่าของคนอื่น ส่วนของท่านปู่นั้นเหมือนซื้อหนึ่งแถมหนึ่งนอกจากมีซองแดงแล้วยังมีของแปลก ๆ ให้มาคู่กันด้วย ทำเอาเจี้ยนหนิงกลืนน้ำลาย
“พี่รอง” นับจากเมื่อวานการออกมาปกป้องของเจี้ยนอี้ได้ละลายพฤติกรรมบางอย่างออกไปได้แล้วความรู้สึกสนิทใจทำให้นางก้มลงแอบกระซิบถามไปว่าปีที่แล้วเขาทำอะไร
“ข้าน่ะเหรอ? แน่นอนว่าก็ต้องแสดงความเก่งกาจของตัวเองอยู่แล้ว”
นางขมวดคิ้ว แล้วมันอะไรละ
“เขาตีฉาบน่ะ”มู่หรงเจี้ยนหลีแทรกเข้ามาทางด้านซ้ายก่อนจะเอ่ยกระซิบทำเอาสายตาของเด็กสาวที่มองพี่รองของตนเปลี่ยนไปอยู่บ้าง
เจี้ยนอี้จิ๊ปากจะทุบคน แต่แค่ทำท่า“เ้าก็ไม่ใช่ร่วมเคาะไม้กับข้าหรือยังไง!”
“แล้วพี่ใหญ่ละ?” สองคนนี้ไม่ได้เื่เลยจริงๆ ในบ้านนี้เหลือเพียงพี่ใหญ่เท่านั้นแหละที่จะฝากความหวังเอาไว้ได้
“เขา?”
“ใช่ พี่ใหญ่ไง” นางย้ำ
“เขาก็ตีกลองไง”
“...” มู่หรงเจี้ยนหนิง
แต่ก่อนที่นางจะร้องไห้ออกมาด้วยความท้อใจขั้นสุดเงาดำใหญ่สายหนึ่งก็ฉายอยู่ที่ปลายเท้าของพวกเขาทั้งสามคนก่อนที่จะได้ยินเสียงร้องจากสองคนที่อยู่ขนาบข้างจนนางต้องปิดหัวงอตัวไปด้วย
“เ้าพวกไร้สาระ”เสียงทุ้มที่เหมือนคำรามในคอทำให้นางค่อย ๆ หันหลังไป แล้วก็ยิ้มแห้งด้านหลังเป็พี่ใหญ่ที่ยืนหน้าทะมึนอยู่ด้านหลังมือที่เคยเคาะกระบาลน้องชายก็ย้ายมาลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน“ธรรมเนียมนี้เ้าไม่รู้ก็ไม่ต้องทำ”
“ธรรมเนียมนี้ไม่ได้สำคัญคนที่ได้ซองแดงซองใหญ่ถูกกำหนดไว้แต่แรกแล้ว”มู่หรงเจี้ยนหยางพาน้องสาวออกจากเ้าสองตัวแสบนั่นอย่างเนียน ๆแล้วพาไปนั่งข้างบิดามารดา
“กำหนดด้วยอะไรคะ?” นางถามพลางรับถ้วยรังนกที่ท่านแม่ยื่นให้
“ลำดับทำเนียบยอดยุทธ์รุ่นเยาว์และอันดับทำเนียบยอดยุวชน”
อ๋า ...ทำเนียบยอดยุทธ์และยอดยุวชนเหมือนจะลืมเื่นี้ไปเสียสนิท แผ่นดินโหมวเทียนไม่มีการแยกศาสตร์การจัดลำดับทำเนียบจึงเน้นแต่ระดับผู้มีพลังยุทธ์เท่านั้นแต่สำหรับดินแดนชางฉือกลับมีทำเนียบแยกกัน หากนับการแข่งขันแล้วทำเนียบยอดยุทธ์ย่อมดุเดือดกว่าเป็อย่างมากเพราะเื้ั คือชื่อเสียงของสำนักใหญ่ทั้งแปดสำนัก แต่สำหรับทำเนียบยอดยุวชนมีเพียงสำนักศึกษาเพียงสี่แห่งเท่านั้น
“แล้วปีนี้ ใครในตระกูลติดบ้างหรือคะนับถึงอันดับที่เท่าไหร่?”
“นับถึงอันดับที่สิบของทั้งสองทำเนียบ”มู่หรงเจี้ยนหยางตอบเรียบ ๆมองบิดาที่ใช้พลังภายในบิดเปลือกเหอเถากองหนึ่งให้มารดาเคี้ยวเล่น “สายเหวิน และสายอัน ติดทำเนียบยอดยุวชนสามคน มีชื่อซ้ำกันในทำเนียบยอดยุทธ์อีกสายละคน”
ถึงแม้ชางฉือจะไม่ใหญ่เท่าโหมวเทียนแต่หนึ่งในสิบได้ไปสามลำดับ ก็นับว่าพร์ไม่เลว “แล้วบ้านเราละ?”
“ติดสามคน” ก็ใช่ บ้านเรามีสามคน ว้าวแต่ติดสามคนเลยเหรอ? นี่ทำให้นางตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว“ทำเนียบไหนคะ?”
“ทั้งสองทำเนียบ”
“แล้วใครได้ที่หนึ่งในทำเนียบยอดยุทธ์รุ่นเยาว์หรือคะ?”นางเอ่ยถามตาใส
มู่หรงเจี้ยนหยางขมวดคิ้วก่อนจะปรากฏมุมปากขยับอย่างตีความไม่ออก เขามองไปที่บิดามารดาที่มองมาที่เขาก่อนมุมปากที่ขยับอย่างมีนัยจะกลายเป็กระตุกยิ้มแล้วเอนตัวลงเจี้ยนหนิงยังยิ้มอย่างรอคอยมองตามสายตาของพี่ใหญ่ไปยังบิดามารดาที่มองหน้ากันก่อนมู่หรงเหยียนจะถอนหายใจเอาเหอเถาเม็ดหนึ่งเข้าปาก
“มู่หรงเจี้ยนอี้”
“...”
นางมองตามสายตาของบิดาไปยังที่ไกล ๆมีเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่ยกแข้งยกขา ะโล็อกคอคุยกันน้ำลายแตกฟองเสียงดังเหมือนกำลังโอ้อวดกันไม่หยุดสักพักสองพี่น้องเจี้ยนอี้กับเจี้ยนหลีก็หยุมหัวกันโดยมีเด็กชายวัยไล่เลี่ยกันจากบ้านอื่นต้องเข้ามาแยก ด้านหลังมีเด็กสาวที่เป็ญาติร่วมวงอยู่ด้วยเสียงหัวเราะดังลั่นอย่างไร้ระเบียบเ่าั้ ...ทำให้นางถึงกับเผลอพูดออกมา
“ไม่จริงหน่า”หูของนางได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของมู่หรงเหยียนและมู่หรงเจี้ยนหยาง“แล้วพี่ใหญ่กับพี่สามละ?” นางถามเสียงเบาราวกับกำลังคว้าฟางเส้นสุดท้าย
“ข้าได้ที่สอง เ้าสามได้ที่สาม”
นางมองพี่ใหญ่หัวจรดเท้าแล้วหันไปมองอีกด้านที่ยังวุ่นวายไปสิ้นสุดแล้วหันกลับมามองที่เดิมอีกครั้งจนมู่หรงเจี้ยนหยางต้องกระแอม“ถือว่าให้เ้ารองได้หน้าบ้าง”
นางลูบอกปลอบโยนตัวเอง ใช่แล้ว ๆพี่ใหญ่จะต้องยอมลงให้พี่รองเพราะความเป็พี่น้องแน่ ๆ ไม่งั้นแล้ว...แค่คิดเด็กสาวก็ขนลุกจนตัวสั่น
“ดูเ้าสิเห็นแบบนี้แต่เ้าอย่าได้ดูเบาพี่รองกับพี่สามของเ้าเชียวนะ”มารดาปัดมือจากเศษเหอเถา ก่อนจะเอื้อมมาดึงช้อนที่นางกัดไว้โดยไม่รู้ตัว“อีกหน่อยเมื่อเ้าได้เข้าสำนักแล้ว ไม่ว่าจะสำนักศึกษาหรือสำนักยุทธ์ก็ย่อมต้องทำได้ดีกว่าพวกเขาแน่นอน ไม่ต้องกังวลไปหรอก ตำแหน่งคุณหนูอันดับหนึ่งของแผ่นดินชางฉืออย่างไรเสียก็ต้องเป็ของลูกสาวข้าแน่นอนอยู่แล้ว”
มู่หรงเจี้ยนหนิงหน้ากระตุก ท่านแม่ท่านก็อย่ามั่นใจอะไรเกินไปนักเลย!