‘ความลับแตกจนได้…!! เสี่ยวจิ้งเตือนแล้วแท้ๆว่าห้ามใช้ปราณนี้ต่อหน้าผู้อื่น’ มู่เชียนสะดุ้งเฮือก ก่อนนึกตำหนิตัวเองในใจ สมองเล็กๆของนางเกิดความคิดมากมาย แม้กระนั้นก็ไม่ได้หยุดส่งปราณให้เขา ลึกๆแล้วนางยังคงเชื่อใจเทียนหงผู้นี้ ว่าเขาจะไม่ทำร้ายนาง
สำหรับเยว่เทียนหง..สิ่งที่เขาคิดยามนี้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
‘หากนางคือคนในคำทำนาย.…ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ย่อมไม่อาจพานางไปยังแคว้นต้าเยว่ได้แล้ว…!!’ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็สีดำมืด มิใช่เพราะเจตนาสังหาร แต่เพราะคับแค้นที่มิอาจพานางไปอยู่ข้างกายได้ต่างหาก
การพานางไปแคว้นต้าเยว่นั่นไม่ต่างจากการพานางไปตาย.…!!
‘มิน่าเล่า นางจึงสามารถสยบปราณชั่วร้ายในร่างของข้าได้ ! ทั้งหมดเพราะนางเกิดมาเพื่อทำลายกระจกรัตติกาลนั่นเอง !!’ อารมณ์ไม่ยินยอมและขัดใจพลันผุดขึ้นจนเขาแทบคลุ้มคลั่ง… ดวงตาสีเทาพลันเปลี่ยนเป็เย็นเยียบอีกครั้ง… เขาต้องระบายมันออกไปเดี๋ยวนี้!!
มือขวาของเขาสะบัดอย่างรุนแรงไปทางกลุ่มคนร้าย ปราณขั้นเหนือยุทธ์อันสมบูรณ์บดขยี้ศัตรูกว่าร้อยคนทั่วบริเวณนั้นจนร่างสลายไม่เหลือแม้เส้นผม
แม้ยามปล่อยกระบวนท่าสังหาร สายตาของเขาก็ไม่ได้ละไปจากนาง เยว่เทียนหงมองหน้ามู่เชียนนิ่งอยู่อย่างนั้น ขณะพยายามต่อสู้กับความบ้าคลั่งที่หลงเหลืออยู่ในจิตใจ มันกำลังผลักดันให้เขากำจัดต้นตอของปัญหาทั้งหมดไปเสีย
เด็กคนนี้มีอิทธิพลกับเขามากเกินไป …ไม่ว่าทั้งดีและร้าย หากไม่อาจควบคุมได้ก็มีแต่ต้องกำจัดนางเท่านั้น !!
มู่เชียนเห็นศัตรูถูกทำลายสิ้นแล้วจึงหยุดถ่ายทอดปราณ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาคนข้างๆ ดวงตาสีเทาเย็นเยียบคู่นั้นกลับมีร่องรอยสังหารพาดผ่าน
‘เขาคิดกำจัดนางหรือนี่…!!?’ แขนที่กอดนางไว้แน่นขึ้นเรื่อยๆจนเริ่มอึดอัด ใบหน้าหล่อเหลาปราศจากความอบอุ่นที่เคยมี เหลือแต่เพียงความเ็าเท่านั้น
‘หากข้าโง่เขลา ดูคนผิดไปจริงๆ ก็ปล่อยไปตามลิขิตเถิด’ มู่เชียนยิ้มเยาะตนเองก่อนจะค่อยๆหลับตาลงอย่างยอมรับชะตา
เห็นดวงตาสีน้ำตาลมีร่องรอยไม่มั่นใจ คล้ายหวาดกลัวและสับสน หัวใจแข็งกระด้างก็อ่อนยวบลงทันใด ยิ่งคิดว่าดวงตาใสซื่อคู่นี้จะหายไปตลอดกาลก็รู้สึกใจหาย และเมื่อดวงหน้าเล็กคลี่รอยยิ้มเศร้าสร้อยก่อนหลับตาลงราวกับยอมรับความตาย เยว่เทียนก็แน่ใจว่าเขาไม่อาจทำร้ายนางได้ !!
“นายท่าน…!!” ผู้ติดตามทั้งหกกลับมารายล้อมรอบเขาอีกครั้ง แม้จะงุนงงกับปราณธาตุมืดของนายท่านที่กลับมาอย่างกะทันหัน ทว่านายเหนือหัวของพวกเขาแข็งแกร่งราวเทพเ้า…ไม่ว่าอะไรก็เป็ไปได้ทั้งนั้น สายตาหกคู่มองเยว่เทียนหงด้วยความเคารพเทิดทูน
เยว่เทียนหงยังคงตรึงสายตานิ่งกับเด็กสาวตรงหน้าอยู่อย่างนั้น ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจวางร่างของนางลงกับพื้น
ดวงตาสีเทายามนี้เย็นเยียบกว่าครั้งใด หัวใจของเขากลับกลายเป็แข็งกระด้างอีกครั้ง ความอบอุ่นที่ปรากฏอยู่ในร่างตลอดสองวันที่ผ่านมาถูกเก็บคืนไปจนหมดสิ้น องค์าาแห่งต้าเยว่รับสั่งเสียงเ็ากับหัวหน้าองครักษ์ของตน
“หู่อี เ้าพานางกลับไปส่งที่สำนัก แล้วตามไปพบข้าที่แคว้นต้าฉู่”
“ขอรับ” องครักษ์ผมสั้นที่ชื่อหู่อีรับคำทันที… สำหรับเขา ไม่มีแม้ชั่วขณะที่จะหยุดคิดสงสัยในการกระทำของผู้เป็นาย… ทว่าคนอื่นๆนั้นไม่เหมือนกัน พวกเขาทั้งหมดเงยหน้าขึ้นมององค์าาของตนอย่างสับสนอยู่บ้าง แต่เนื่องจากร่างสูงที่ก้าวเดินออกไปอย่างเงียบงันนั้นแผ่รังสีอำมหิตเข้มข้นออกมา ทำให้พวกเขาไม่กล้าเอ่ยถาม
…หากพระองค์รู้สึกว่าเสียงของพวกเขาน่ารำคาญขึ้นมาล่ะ?!
มู่เชียนรู้ว่าเขาจะปล่อยตัวเองไปก็ทั้งแปลกใจและโล่งใจอย่างมาก ทว่าก่อนจากกันนางรู้สึกว่าตนควรต้องพูดอะไรบ้าง อย่างน้อยก็ควรกล่าวคำอำลา เด็กสาวจึงรีบก้าวตามหลังเขาไป
“ท่านเทียนหง ข้า…”
“อย่าเข้ามา..!! ” เสียงทุ้มตวาดเ็าไม่อยากให้นางเข้าใกล้ ในเมื่อตัดใจไปแล้วเขาก็ไม่อยากรับรู้ความรู้สึกอบอุ่นนั้นอีก
“ฟู่หลิง..!!”
เ้าของชื่อสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกเรียก ชัดเจนแล้วพระองค์ไม่้าพบเด็กสาวผู้นี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เขามีหน้าที่ทำตามพระบัญชา มือของราชเลขาคนสนิทวาดอักษรเวทย์บนยันต์แผ่นหนึ่ง แล้วโยนออกไป รถม้าคันใหม่ที่เหมือนเดิมทุกประการพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าเยว่เทียนหง
มือเรียวแกร่งเลิกม่านและก้าวขาข้างหนึ่งขึ้นรถม้าด้วยตนเองโดยไม่รอผู้ใด ทว่ามู่เชียนกลับวิ่งเข้ามายึดแขนเสื้อข้างหนึ่งของเขาไว้ เห็นเขาเปลี่ยนเป็เ็าเช่นนี้นางไม่อาจปล่อยวางได้
แม้รู้ดีว่าวันหนึ่งเขาและนางอาจต้องเป็ศัตรูกัน แต่เื่วันนี้ก็ให้เป็เื่ของวันนี้เถิด… !!
เยว่เทียนหงไม่ได้หันหลังกลับมา เพียงดึงแขนเสื้อออกจากมือของนางแล้วเอ่ยเสียงเบา “อย่าให้ผู้ใดรู้ อย่าได้ใช้ปราณนี้ต่อหน้าผู้อื่นอีก...” เสียงทุ้มนิ่งมอบคำเตือนที่เกิดจากความอ่อนโยนเสี้ยวสุดท้ายให้ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าไป
“ขอบคุณ” เสียงแ่เบาเอ่ย ...ขอบคุณที่ช่วยชีวิต ขอบคุณที่ปล่อยนาง และขอบคุณที่ไม่สังหารทั้งที่รู้ว่านางคือศัตรูของแคว้นต้าเยว่
ไม่มีคำตอบจากคนบนรถม้า เด็กสาวมองส่งรถที่แล่นออกไปจนลับสายตา ระหว่างพวกเขา ใครคือผู้รับ ใครคือผู้ให้ คงไม่อาจตอบได้ชัด
….ความผูกพันธ์อันซับซ้อนและลึกล้ำก็เริ่มต้นเรื่อยมานับแต่บัดนั้น
สามวันต่อมา
มู่เชียนกลับถึงสำนักโดยปลอดภัย ตลอดทางหู่อู่ดูแลนางดีมากแต่กลับไม่เคยพูดอะไรสักคำ หลังจากทำตามคำสั่งนายท่าน ส่งนางถึงประตูสำนักแล้วก็ขอตัวจากไปทันที
มู่เชียนมองตามแผ่นหลังของชายชุดเทาผู้นั้น หลายวันที่ผ่านมา ประสบการณ์เฉียดตายและเื่ราวมากมายได้เปลี่ยนให้เด็กสาวอ่อนต่อโลกกลายเป็เข้มแข็งขึ้นมาก... นางในวันนี้ไม่ใช่คนเดียวกับวันที่เพิ่งทะลุมิติมาอีกต่อไป
...สิ่งแรกที่มู่เชียนคิดได้ยามกลับถึงสำนักก็คือการล้างแค้น !
เสี่ยวจือจือถูกหลี่เช่อทำร้าย เื่นี้ไม่อาจใช้วิธีชี้ตัวคนผิดแบบธรรมดามาจัดการได้ เพราะแม้จะรู้ว่าใครคือคนร้าย…ทว่าคุณค่าของศิษย์สายนอกอันดับสองผู้มีอนาคตไกล ทั้งยังสามารถสื่อสารกับภูติพฤกษาได้ เทียบกับสาวใช้หนึ่งนาง สำนักจะให้ความสำคัญกับผู้ใดย่อมเดาได้ไม่ยาก
“มีเพียงต้องจัดการเขาด้วยตนเองเท่านั้น!!” เสียงใสแข็งกร้าวแฝงรังสีสังหาร
ขณะเดินกลับเรือน เด็กสาววางแผนจะยื่นสาส์นท้ารบกับหลี่เช่อ โดยนัดหมาย ‘ท้าประลองเป็ตาย’ ในอีก 7 วัน เป้าหมายนอกจาก้าล้างแค้นแล้ว ยังเพื่อป้องการถูกลอบโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม หากนางเป็อะไรไปในระหว่างนี้เขาย่อมกลายเป็ผู้ต้องสงสัยอย่างแน่นอน
‘ภายใน 7 วัน เสี่ยวจิ้งคงกลับมาแล้ว…’ มู่เชียนคิดคำนวณในใจ ระหว่างนั้นชายคนหนึ่งก็เข้ามาขวางนางไว้ตรงหน้าเรือนพัก ดวงตาสีเขียวที่เคยเปล่งประกายงดงามยามนี้มีเส้นเืแดงก่ำดูแห้งผาก
“ศิษย์พี่ฉวน…” เด็กสาวเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างสงบกว่าทุกครั้ง ฉวนสี่มองนางคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่าง ครู่หนึ่งจึงหลุดเสียงแหบพร่าออกมา
“ศิษย์น้อง ร่างของจือจือ…นางอยู่ที่ไหน ?” … เด็กสาวที่ขี้ขลาดทว่าน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง…คนตัวเล็กที่สามารถดึงดูดสายตาเขาได้ไม่ว่าเมื่อใด เขาอยากพบนางเป็ครั้งสุดท้าย..
เื่ของสาวใช้มู่เชียนยังไม่อยากพูดถึงนัก หากเป็ผู้อื่นนางคงแค่กล่าวคำเท็จสักคำเพื่อให้จบๆไป ทว่ากับศิษย์พี่ที่คอยดูแลนางกับเสี่ยวจือจือมาตลอด นางไม่อยากให้เขาเสียใจ…
“จือจือนาง…ไม่แน่อาจจะมีโอกาสรอด” มู่เชียนตัดสินใจเอ่ยความจริงออกไป
“เ้าว่าอะไรนะ…?”
“แม้จะมีบางอย่างเปลี่ยนไป แต่นางอาจรอดเ้าค่ะ” มู่เชียนมองสบตาเขาแล้วเอ่ยย้ำอย่างจริงจัง ...เื่พิธีกรรมของเสี่ยวจิ้งนั้นนางยังไม่อาจเปิดเผยทั้งหมดได้ กระนั้นฉวนสี่ก็ยังมีทีท่าดีใจอย่างมาก
“เป็ไปได้หรือ ?! ใครช่วยนาง ? ยามนี้นางอยู่ที่ใด ? ” คำถามมากมายถูกเอ่ยจากปากของฉวนสี่ด้วยท่าทีลนลาน
มู่เชียนยังคงมีสีหน้าสงบ เสียงที่เอ่ยออกมาติดจะเยือกเย็นด้วยซ้ำ “หากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่กี่วันคงได้พบนางเ้าค่ะ”
“ดีจริง…!!” ฉวนสี่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลลงมาอย่างไม่รู้ตัว เขารู้สึกผิดมาตลอดที่เก็บตัวฝึกวิชาใน่นี้... ทั้งที่เขาควรดูแลนางให้ดี… ทั้งที่รู้ว่าหลี่เช่อหมายตาเด็กคนนั้นอยู่ !!
“ข้าอยากล้างแค้นเ้าค่ะ...” เด็กสาวเอ่ยตรงไปตรงมา สีหน้าของฉวนสี่เปลี่ยนเป็แข็งกร้าวขึ้นทันที
“แน่นอน !” ดวงตาสีเขียวแฝงไปด้วยความแค้นและประกายอำมหิตอย่างแรงกล้า “ข้าสำเร็จยอดยุทธ์แล้ว ย่อมสามารถเอาชีวิตหลี่เช่อได้โดยง่าย น่าเสียดาย ทันทีที่รู้ว่าข้าออกจากด่านฝึกตน มันก็รีบหลบไปเก็บตัวฝึกวิชาทันที... คงคิดจะหลบหน้าข้า”
นึกถึงหลี่เช่อ ฉวนสี่ก็กำหมัดแน่นอย่างเจ็บใจ กฏสำนักไม่อนุญาตให้รบกวนศิษย์คนใดระหว่างการฝึกตนเขาจึงไม่อาจไปจัดการมันได้ ทว่ามู่เชียนก็ไม่ได้คิดจะรอให้ชายหนุ่มเป็ฝ่ายจัดการแต่แรกแล้ว
“ศิษย์พี่.. ข้าจะท้าประลองเป็ตายกับหลี่เช่อ”
“อะไรนะ !!…ศิษย์น้องมู่ แม้เ้ามีพร์และระดับปราณเกือบถึง 8 ดาวแล้ว ทว่ายังห่างไกลกับเ้าหลี่เช่อนัก…มันในยามนี้น่าจะใกล้บรรลุนักยุทธ์ 9 ดาวขั้นสูงแล้ว!”
“ข้ามีวิธีของข้าเ้าค่ะ” มีทั้งเคล็ดวิชาเพลิงประทับและอาวุธเวทย์ระดับฟ้าในมือ ... มู่เชียนไม่กลัวว่าจะเอาชีวิตมันไม่ได้ !
“แต่มันอาจไม่ยอมรับคำท้า…” ฉวนสี่เห็นนางมั่นใจอย่างมากก็เริ่มลังเลขึ้นมา กฎการประลองเป็ตายอนุญาตให้ปฏิเสธคำท้าได้ ไม่เช่นนั้นเขาคงท้าประลองมันนานแล้ว
“วางใจเถิดเ้าค่ะ …มันจะตอบรับแน่นอน!!”
เหตุผลก็เพราะมันคิดว่านางอ่อนแอกว่าอย่างไรล่ะ และที่สำคัญ ....
ณ เรือนท่านผู้เฒ่าหาน ผู้รับผิดชอบลานประลองของศิษย์สายนอก
“เดิมพันของข้าคือ หากข้าแพ้ เื่คดีของจือจือจะไม่อนุญาตให้ใครกล่าวถึงอีก !!” มู่เชียนเอ่ยเสียงฉะฉาน ของเดิมพันชิ้นนี้ย่อมสบใจหลี่เช่ออย่างมาก ไม่เช่นนั้นคราวก่อน มันคงไม่ถึงกับส่งคนมาลอบฆ่านางหรอก
“เ้าแน่ใจนะ..ว่าจะท้าประลองหลี่เช่อ ?” ผู้เฒ่าหานถึงกับเอ่ยถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักไม่ถึงสามเดือน ยังไม่เคยเข้าประลองจัดอันดับสักครั้ง กลับกล้าท้าทายศิษย์ลำดับสอง เื่นี้ผิดปกติอย่างมาก
“แน่ใจเ้าค่ะ”
ชายชราได้ยินนางยืนกรานจึงค่อยพยักหน้ารับปาก “ข้าจะจัดเตรียมลานประลองเป็ตายให้ในอีก 7 วันข้างหน้า ว่าแต่..เ้าเห็นสาส์นท้าประลองที่ส่งถึงเ้าแล้วใช่หรือไม่?”
“มีคนท้าประลองข้าหรือ ?” มู่เชียนชะงักไป เป็ผู้ใดที่ท้าประลองนาง…?
มือของผู้เฒ่าหานชี้ไปที่กระดานท้าประลองขนาดสูงเท่าตัวคนที่ด้านหลัง บนกระดานฝั่งงานประลองเป็ตาย ชื่อของมู่เชียนถูกเขียนเด่นหราอยู่นั้น
[ถงชี่อันดับห้า ท้าประลองเป็ตาย มู่เชียนลำดับ 3876 อีก 7 วันข้างหน้า]
[ของเดิมพัน : ผ้าเช็ดหน้าของสาวใช้นามจือจือ]
“ถงชี่..ที่แท้มันเป็พวกเดียวกัน !” ดวงตาของเด็กสาวลุกวาบด้วยความโกรธ ...วันที่ถงชี่ท้าประลองนางพอดีเป็วันเดียวกับที่นางขึ้นประลองกับหลี่เช่อ ความบังเอิญอันน่าประหลาดทำให้เด็กสาวหลุดหัวเราะเหี้ยมเกรียมออกมา
เช่นนั้นก็ดี…ไม่ต้องให้ข้าเปลืองเวลาตามหา…!!
“จะรับคำท้าหรือไม่ ?” ผู้เฒ่าหานเหลือบตามองเด็กสาวที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้ากระดานนั้น
“ข้ามู่เชียนรับคำท้า …!!”