ตอนที่1
ภูมิรู้สึกถูกชะตากับบ้านร้างหลังนี้
“ฮัลโหล พี่มัลลิกา พี่จัดการเื่นั้นให้ผมยังเนี่ย?”
“แหม คุณภูมิ คุณภูมิย้ำเื่นี้กับพี่เป็ครั้งที่ร้อยแล้วมั้งคะเนี่ย”
มัลลิกาพูดพร้อมหัวร่อในคำสั่งที่เกียรติภูมิคุณหนูทายาทเ้าของโรงงานผลิตน้ำตาลและธุรกิจหลายแห่งในประเทศที่เธอเป็พี่เลี้ยงมาั้แ่เขายังแบเบาะ
“ว่าแต่คุณภูมิจะกลับมาไทยตอนไหนคะเนี่ย พี่คิดถึงคุณหนูของพี่จะแย่อยู่แล้วค่ะ”
“เหงามากก็ไปทำงานนะพี่ แม่ฟ้องผมหมดแล้ว ว่าพี่ชอบอู้งานน่ะ”
“อุ๊ย! คุณผู้หญิงรายงานคุณภูมิตลอดเลยเหรอคะเนี่ยเขินจัง”
“สรุปคุณภูมิกลับมาตอนไหนคะ คุณภูมิยังไม่ได้ตอบพี่เลย”
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด
“เอ้า! ตัดสายไปซะแล้ว สงสัยคงติดธุระ”
ภายในห้องสี่เหลี่ยมกว้างขวางผนังปูนสีขาวทึบถูกแทนที่ด้วยกระจกใสทำให้สามารถมองไปข้างนอกได้อย่างง่ายดาย ท้องฟ้าในวันที่แดดร้อนระอุฝูงนกที่กำลังบินวนอยู่บนท้องฟ้า ราวกับว่ามันกำลังขยันขันแข็งทำงานแข่งกันกับผู้คนที่กำลังนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยโต๊ะทำงานสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเทาทึบขนาดพอเหมาะที่จะเป็โต๊ะทำงานสำหรับหนึ่งคน ภาพบรรยากาศผู้คนเดินสลับกันไปมาบ้างก็ส่งต่อแฟ้มเอกสารกันเป็ทอด ๆพร้อมการสนทนาที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างที่จะจริงจังทันใดนั้นชายหนุ่มหน้าหวาน ตาคม ปากเป็กระจับ ทรงผมสไตล์หนุ่มเกาหลีเขาใส่เสื้อยืดสีขาว สะพายกระเป๋าเป้สีดำแบบหลวม ๆ สวมกางเกงทรงบอยสีดำพร้อมกับสวมรองเท้าแตะสีดำคู่ใจได้เปิดประตูจากข้างนอกเข้ามายังห้องทำงานที่เต็มไปด้วยผู้คนและบรรยากาศของการทำงาน
“เอ่อ ขอโทษนะครับ พี่มัลลิกานั่งโต๊ะไหนเหรอครับ”
หญิงสาวอายุราวๆสามสิบเห็นจะได้กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานโต๊ะแรกที่อยู่ใกล้กับประตูทางเข้ามากที่สุดเธอใส่ชุดเดรสลายดอกทางตะวันสีเหลือง ผมยาวถึงแค่ติ่งหู พร้อมกับเธอทาลิปสติกสีแดงราวกับว่าเธอกลัวว่าจะไม่มีใครมองเห็นเธอหากเธอแต่งตัวแบบธรรมดา เธอเงยหน้าขึ้นจากการจ้องมองเอกสารเมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่มเธอกำลังมองหน้าเขาด้วยความสงสัยขณะเดียวกันสายตาก็ลุกวาวราวกับว่าเธอกำลังพบกับบุคคลอันตรายที่กำลังยืนอยู่ระยะประชิดกับเธอ
“นี่! คุณเป็ใคร มาที่นี่ทำไมด้านหน้าก็ติดป้ายเอาไว้ว่าบุคคลภายนอกห้ามเข้า ตาไม่ดูหรือยังไง ออกไปเลยนะก่อนที่ฉันจะให้ รปภ. มาลากตัวออกไป”
“ผมมาขอพบคุณมัลลิกา ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างสินค้าของที่นี่ครับ”
เกียรติภูมิพูดพร้อมกับยืดอกขึ้นเล็กน้อยและทำเสียงแข็งราวกับว่ากำลังมีอารมณ์โมโหแต่ชายหนุ่มก็ยังคงแน่นิ่งเย็นะเืพร้อมกับสายตาที่พร้อมที่จะปะทะกับหญิงสาวชุดเดรสที่นั่งอยู่ตรงหน้าของเขาตลอดเวลา
“ก็บอกว่าคนภายนอกห้ามเข้าไง พูดไม่รู้เื่เหรอ ชั้นจะโทรเรียก ร…”
“นี่ ๆ เอะอะโวยวายอะไรกันห๊ะ”
แมรี่ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างสินค้าของโรงแรมสวมชุดเดรสสีครีม ทรงผมรวบตึง จมูกโด่งตากลมสวยแต่ปากของเธอซีดราวกับว่าไม่ได้รับการัักับลิปสติกหรือลิปมันมาแรมปีเธอสวมรองเท้าแตะคีบสีดำ พร้อมกับเธอกำลังถือแก้วกาแฟแก้วโปรดเดินเข้ามาทางด้านหลังของชายหนุ่ม
“เอ๊ะ! ละนี่ใคร เข้ามาได้ยังไง ดูแต่งตัวเข้าซิ ไปไป ออกไป”
ทันใดนั้นชายหนุ่มลูกเ้าของโรงแรมก็ได้หันหน้านิ่งมาสบตากับแม่รี่
“คุณภูมิ! คุณภูมิจริง ๆ ด้วย หื้อคุณภูมิกลับมาทำไมไม่บอกพี่ล่ะคะ พี่จะได้ให้คนไปรับ ถึงว่าคุณภูมิแกล้งตัดสายพี่พี่ก็นึกว่าคุณภูมิแบตหมด ไม่ก็ติดธุระ หื้อ ”
แล้วเธอก็เข้าสวมกอดชายหนุ่มด้วยความคิดถึงตลอดระยะเวลาหลายปีที่ชายหนุ่มที่เธอเลี้ยงดูมาเองกับมือราวกับว่าเป็น้องชายแท้ ๆของเธอได้ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และตอนนี้เขาก็กำลังปรากฎอยู่ตรงหน้าของเธอ
“เอ่อ ใจเย็นนะพี่ ผมหายใจไม่ออกละเนี่ย”
มัลลิกาคลายมือออกจากการสวมกอดชายหนุ่มอย่างแแ่ด้วยความคิดถึงสายตาของเธอกำลังมีน้ำตาเอ่อซึมออกมาและแววตาของเธอก็กำลังสะท้อนความคิดถึงออกมาได้อย่างอ่อนโยน
“หือ ก็พี่ทั้งตื่นเต้น ดีใจ ตื้นตัน ตอนนี้พี่หลายอารมณ์มากค่ะคุณหนู เอ๊ะว่าแต่ มาหาพี่นี่ ไปเจอคุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายมาหรือยังคะเนี่ย”
“เจอพ่อนั่งคุยกับพี่ ร.ป.ภ. ชั้นล่างน่ะพี่ กะว่าจะมาเซอร์ไพรส์สักหน่อย พ่ออะนะเป็คนตรวจบัตรผมเองกับมือเลย”
“คุณผู้ชายก็เป็แบบนี้แหละค่ะคุณภูมิ ถ้าจะให้เซ็นต์เอกสารอะไรสักอย่างก็ต้องประสานงานกันทั้งโรงแรมท่านตามตัวยากมากค่ะ วันก่อนพี่ไปเจอให้ป้าแม่บ้านสอนขัดห้องน้ำน่ะค่ะ ขยันเวอร์พนักงานที่นี่ไม่มีใครกล้าอู้งานกันสักคนค่ะคุณหนู”
“เอ่อ นิ นี่ คุ คุณ เอ่อ”
หญิงสาวผู้สวมชุดเดรสลายดอกทานตะวันสีเหลืองได้แต่พูดติดๆ ขัด ๆ ด้วยความที่เธอกำลังใยิ่งกว่าเธอกำลังปะทะกับโจรเธอไม่รู้ว่าคนที่เธอได้ไล่ไปเมื่อสักครู่นี้คือคุณหนูเกียรติภูมิลูกชายคนเดียวของเ้าของโรงแรมแห่งนี้
“ก็ใช่น่ะสิ นี่คุณภูมิ คุณเกียรติภูมิ ทรัพย์ไพศาล คนที่ชั้นบ่นคิดถึงบ่อยๆ ไงล่ะเธอ”
“เออะ เอ่อ ขอโทษนะคะคุณภูมิ คือดิฉันไม่ทราบจริง ๆ ค่ะ ว่าเป็คุณภูมิ”
“พี่บอกแล้วเห็นไหมคะว่าให้มาถ่ายรูปติดบอร์ดบริหารได้แล้วพนักงานลืมหน้าหมดแล้วมั้งคะเนี่ย”
“ก็ผมไม่ได้อยากเป็นักบริหารอะไรทั้งนั้นแหละพี่ พี่ก็รู้ว่าผมกลับมาครั้งนี้เนี่ยผมกลับมาทำอะไร”
“แน่ใจนะคะ”
“sureแน่นอน มั่นใจ ล้านเปอร์เซ็นต์”
“เหรอคะ”
“หรือคะ หรือคะ หรือคะ”
“ว้าว! ตามเทรนเหมือนกันนะคะเนี่ย”
“นิดนึงน่ะพี่”
“เราไปกันเหอะพี่”
“ไป? ไปไหนคะ?”
“ไปหาเจ๊พิมผกา ผมคิดถึงขนมฝีมือแม่จะแย่แล้วพี่”
เกียรติภูมิทำเสียงเล็กเสียงน้อยออดอ้อนพี่เลี้ยงของเธอเขาทั้งสองสนิทกันเหมือนเป็พี่กับน้อง มัลลิกายิ้มด้วยความปีติดีใจเธออุ่นหัวใจที่สุดเวลาที่เธอได้อยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวทรัพย์ไพศาลเพราะเธอรักเ้านายและรักคุณหนูเกียรติภูมิประหนึ่งว่าเธอรู้จักกับชายหนุ่มคนนี้มานานแสนนาน
ก๊อง ๆ ๆ ๆ
เสียงระฆังจิ๋วแต่กลับมีเสียงระดับก้องกังวานทำให้คนที่เปิดประตูเงยหน้าขึ้นไปมองระบบแจ้งเตือนที่สุดแสนจะคลาสสิกที่คอยส่งเสียงเมื่อมีลูกค้าเปิดประตูเข้ามามัลลิกาและเกียรติภูมิตรงดิ่งมานั่งที่โต๊ะตัวที่กว้างที่สุดในร้านเพราะเป็โต๊ะตัวประจำที่ทั้งสองคนนั่งเม้าท์กันอยู่บ่อยๆ ก่อนที่เขาจะไปเรียนที่ต่างประเทศ
ภายในร้านขนมไทยที่รายล้อมไปด้วยตู้แช่ขนมนานาชนิดตกแต่งด้วยชุดเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดินที่แลดูทันสมัย โต๊ะเก้าอี้สีทองลวดลายสวยงามที่มองดูแล้วน่าจะถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความวิจิตรชดช้อยตัดกับพื้นกระเบื้องสีขาวงาช้าง และผนังสีดำได้อย่างลงตัวภายในร้านตกแต่งด้วยดอกไม้หลากหลายชนิด แต่เน้นดอกไม้สีขาวเสียส่วนใหญ่กลิ่นหอมจากควันเทียนที่ใช้สำหรับอบขนมส่งกลิ่นอบอวนไปทั่วทั้งร้าน
“สวัสดีค่ะ วันนี้คุณแมรี่จะรับขนมอะไรดีคะ?”
พนักงานสาวสวยสวมผ้ากันเปื้อนสีดำใส่เน็ตติดผมดูเรียบร้อยสบายตาเธอกำลังรับออเดอร์ลูกค้าประจำและขณะเดียวกันเธอก็กำลังวางแก้วน้ำที่มีดอกมะลิลอยอยู่ในน้ำเย็นฉ่ำอย่างสุภาพอ่อนน้อมต่อคนทั้งสองที่กำลังนั่งอยู่
“รับขนมอะไรดีคะคุณหนู”
“อ้อ! เกือบลืมแนะนำไปแน่ะ นี่คุณภูมิจ่ะลูกชายของคุณพิมผกา”
“สวัสดีค่ะคุณภูมิ”
“แม่อยู่หลังร้านหรือเปล่าครับพี่ ผมมาหาแม่น่ะครับ”
“เดี๋ยวหนูไปตามคุณผู้หญิงมาให้นะคะ รอสักครู่นะคะ”
“ไม่เป็ไรดีกว่าครับ เดี๋ยวผมไปเองดีกว่า นั่นลูกค้ามาพอดีพี่ไปบริการลูกค้าดีกว่าครับ”
“ได้ค่ะคุณภูมิ มีอะไรเรียกใช้หนูได้ตลอดเลยนะคะ”
“แต๊งค์กิว”
“ไปแกล้งเค้านะคะคุณหนู เดี๋ยวเค้าก็ลาออกหรอกค่ะ”
มัลลิกาพูดไปขำไปขณะเดียวกันเกียรติภูมิก็ยิ้มตอบรับพนักงานด้วยสายตาที่จริงใจเขารู้สึกประทับใจที่มีพนักงานที่สุภาพอ่อนน้อมและบริการด้วยความจริงใจ
“ต่างจากพี่เจ้ผมติ่งลูกน้องพี่ที่เจอเมื่อเช้าเลยนะพี่มัลลิกา”
ใช่เขากำลังพูดถึงหญิงสาวพนักงานชุดเดรสลายดอกทานตะวันสีเหลืองที่ไล่เขาออกจากห้องทำงานพูดแล้วเกียรติภูมิก็รู้สึกปรี๊ดขึ้นมา
“แมรี่ค่ะ มายเนมอีสแม่รี่ชื่อมัลลิกาพี่รู้สึกเหมือนเป็สาวพันปียังไงไม่รู้ค่ะคุณภูมิ”
“เหอะน่า มันก็เหมือนกันนั่นแหละพี่ ไป!ไปหาแม่หลังร้านกัน”
“ไปค่ะ มัลลิก้า มัลลี่ แม่รี่นี่แหละค่ะเพราะที่สุดแล้ว”
เธอเดินไปหลังร้านพร้อมกับชายหนุ่มพลางเธอก็สับสนงงงวยไปกับชื่อของเธอ ไม่ว่าเธอจะถูกเรียกว่าอะไร เธอก็เป็คนจริงใจอารมณ์ดีเช่นนี้ เช่นเคย
ภายในห้องทำขนมที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำขนมและรายล้อมไปด้วยชั้นวางวัตถุดิบระดับคุณภาพถูกจัดวางไว้ตามชั้นอย่างเป็ระเบียบไม่ว่าจะเป็ถั่วแดง ถั่วเหลือง ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวขาว แป้งสาลี แป้งข้าวเ้าเมล็ดสาคู กะทิกล่อง และวัตถุดิบอีกหลายสิบอย่างที่วางเรียงชิดกันอยู่ยังไม่นับรวมกองลูกมะพร้าวที่ถูกวางซ้อนกันเป็ูเาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ด้านหลังร้านขณะนี้คุณหญิงพิมผกา หญิงวัยกลางคนอายุราว ๆ ห้าสิบห้าปีเห็นจะได้เธอสวมชุดเชฟสีขาวมิดชิดไม่มีแม้แต่เส้นผมที่โผล่ออกมา ดูสะอาดสะอ้านสบายตาเธอกำลังบรรจงหั่นใบเตยเป็ชิ้น ชิ้นละเท่า ๆกันราวกับว่าเธอได้ใช้ไม้บรรทัดวัดระยะห่างก่อนที่จะใช้มีดหั่นลงไปทันใดนั้นเองก็มีเสียงชายหนุ่มดังขึ้นมา
“มีอะไรให้ช่วยไหมครับเจ๊ใหญ่?”
“ลูกแม่!”
พิมผกาใจนอุทานออกมา ใช่เธอไม่ได้ตอบรับลูกชายของเธอแต่เธอกำลังใอย่างมากจนยกมีดขึ้นมาทำท่าทีว่าจะปามีดในมือของเธอใส่ชายหนุ่มในทันที
“โห! ใจเย็น ๆ นะครับแม่ เดี๋ยวภูมิก็คอหักตายหรอก”
“ภูมิ! ลูกแม่จริง ๆ ด้วย คุณหนูจอมแก่นของแม่เ้าหัวกะทิลูกรัก กลับมาตอนไหนไม่บอกแม่เลยนะ น่าตีจริง ๆแม่เกือบหัวใจวายตายก่อนที่จะได้เจอลูกไปแล้วไหมล่ะ ตานักเรียนนอก”
“แม่ก็อวยผมเกินไปน่า”
พิมผกาลดมือลงจากที่ตอนแรกมือของเธอถือมีดอยู่ใกล้กับระยะสายตาของเธอสัญชาติญาณการป้องกันตัวของเธอทำให้เธอเองก็ไม่รู้ตัวว่ายกมืดขึ้นมาั้แ่ตอนไหนเพราะก่อนหน้านี้เธอกำลังหั่นใบเตยอยู่แท้ ๆเธอวางมีดลงบนเขียงพลาสติกสีขาวและเดินไปที่อ่างล้างมือเธอเปิดก๊อกน้ำกำลังล้างมือให้สะอาดเอี่ยมเธอตั้งใจที่จะกอดลูกชายสุดที่รักด้วยอ้อมกอดที่แสนสะอาดขณะเดียวกันนั้นมือทั้งสองของชายหนุ่มกลับสวมกอดจากทางด้านหลังของแม่ของเขาใบหน้าที่ขาวละมุนถูกวางไว้บนไหล่ขวาของคุณหญิงพิมผกา เธอดีใจแบบบอกไม่ถูกลูกชายสุดที่รักและเป็ดั่งดวงใจกำลังโอบกอดเธอหลังจากที่ไม่ได้ัักอดเช่นนี้มานานหลายปี
“คิดถึงแม่ที่สุดเลยครับ คิดถึงสุดหัวใจ”
“แม่รู้ แม่ก็คิดถึงลูก คิดถึงมาก ๆ เวลาแม่คิดถึงลูกแม่จะขอกอดพ่อเค้าบ่อยๆ ก็พอจะทำให้หายคิดถึงอยู่บ้าง”
“อยากกอดพ่อก็บอกมาตรง ๆ เหอะแม่ ไม่ต้องเอาภูมิมาอ้างเลย”
ด้านมัลลิกาก็ได้แต่ยืนเอามือทั้งสองข้างประสานกันบิดตัวไปมาเธอกำลังซึมซับบรรยากาศแห่งการพบกันอันแสนอบอุ่นและขณะเดียวกันเธอก็ค่อย ๆ เดินเข้ามาสวมกอดกับคนทั้งสองอย่างแแ่แก้มด้านขวาของเธอัักับแขนอันขาวนวลของเกียรติภูมิไม่มีอะไรมาทดแทนความหอมหวานของห้วงเวลาเช่นนี้ได้อีกแล้ว
ทั้งสามคนเดินออกมาจากด้านหลังร้านมุ่งตรงมายังโต๊ะลูกค้าตัวที่กว้างที่สุดบทสนทนาแห่งความคิดถึงก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
“กลับมาคราวนี้อยู่ยาวเลยใช่ไหมลูก”
“ใช่ครับแม่ ภูมิจะกลับมาเปิดร้านแข่งกับแม่เอาให้ร้านขนมไทยคุณหญิงพิมผกาเจ๊งไปเลย”
“ดูพูดเข้าสิตานี่”
พิมผกาพูดพลางเธอก็ใช้มือข้างหนึ่งตีแขนของลูกชายของเธอด้วยความเอ็นดูปนตำหนิ
“แม่ก็อยากจะลองดูเหมือนกันว่าไอหลักสูตรขนมเรสเทอรองระดับแชมป์อ๊อฟเดอะเวิลด์เนี่ยจะมาโค่นล้มขนมสูตรโบราณของแม่ได้ไหม”
“แหม ภูมิล้อเล่นน่ะแม่ จะขนมไทยขนมนอกมันก็มีเอกลักษณ์ของมันทั้งนั้นแหละมันก็อร่อยคนละแบบ ดีไม่ดีภูมิอาจจะทำให้มันกลายเป็ขนมไทยขนมนอกผสมกันก็ได้นะแม่”
“จ้าพ่อหนุ่ม แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ดีเหมือนกันแม่จะได้วางมือบ้าง”
“พ่อเค้าให้แม่วางมือมาตลอด แม่ดื้อเอง อยู่สบาย ๆ เป็ท่านภริยาของเ้าของโรงแรมไม่ชอบชอบมาเปิดธุรกิจของตัวเอง แม่เหนื่อยมันก็ถูกแล้ว”
“ก็แม่ไม่ชอบอยู่เฉย ๆ นี่นาอีกอย่างแม่ไม่อยากให้สูตรขนมสูตรโบราณที่เป็สูตรจากต้นตระกูลมันหายไปแม่ก็เลยมาสานต่อนี่ไง”
เธอพูดพลางก็เอื้อมมือไปหยิบไม้จิ้มขนมสีทองที่กำลังเสียบขนมเปียกปูนใบเตยหั่นชิ้นพอดีคำโรยหน้าด้วยมะพร้าวทึนทึกขูดพอหยาบกึ่งละเอียดที่พนักงานเพิ่งนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะหลังจากที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ
“อ่านี่ ขนมเปียกปูนที่ภูมิชอบ แม่ป้อน”
“อ้ำ! อร่อยที่สุดเลยครับ หายคิดถึงโคตร ๆ”
ด้านมัลลิกาก็ได้แต่นั่งยิ้มแล้วยิ้มอีกเธอชอบเวลาที่บรรยากาศแห่งความผูกพันปรากฎขึ้นตรงหน้าของเธอ
“อ่า ฉันป้อนเธอบ้างแมรี่ เธอก็เป็ลูกสาวชั้นอีกคน”
“หูย! ใจฟูมากเลยค่ะคุณผู้หญิง อ้ำ! อร่อยที่สุดเลยค่ะ”
“บอกให้เรียกคุณน้าก็ไม่ยอมเรียก เรียกคุณผู้หญิงมันดูห่างเหิน”
“คุณผู้หญิงเป็ผู้มีพระคุณของหนู หนูขอเรียกแบบนี้สบายใจกว่าค่ะคุณผู้หญิง”
“ย่ะ เอาที่หล่อนสบายใจละกัน ชั้นไม่อยากขัดศรัทธาคนสวย ๆ แบบหล่อน”
“เอือะ” เกียรติภูมิแกล้งทำท่าทีจะสำลักเพราะได้ยินแม่ของเขาเอ่ยปากชมมัลลิกาว่าสวยซึ่งเขามักจะแกล้งมัลลิกาเช่นนี้อยู่เป็ประจำ
“เอ้อ! งั้นแม่ขอตัวก่อนนะ ทำขนมค้างไว้ตั้งหลายอย่างให้พนักงานช่วยกันทำเดี๋ยวจะเหนื่อยแย่ แม่ไปช่วยผ่อนแรงดีกว่า”
“ง่ำ ๆ ๆ ๆ ครับแม่” เกียรติภูมิเคี้ยวขนมเปียกปูนแสนอร่อยไปพลางตอบรับคุณหญิงพิมผกาไปพลาง
“สองคนก็ตามสบายเลยนะ แม่ไปทำงานก่อนล่ะ ไว้เจอกันที่บ้านนะลูก”
สิ้นเสียงของผู้เป็แม่ทันใดนั้นสายตาของเกียรติภูมิก็หันไปสบตากับมัลลิกา
“พี่แมรี่ พี่เอาแฟ้มที่ผมสั่งมารึเปล่า”
“อ้อ เอามาค่ะคุณภูมิ นี่ค่ะ แต่พี่ไม่แน่ใจนะคะว่ารวบรวมมาหมดหรือเปล่า่นี้เศรษฐกิจไม่ค่อยจะดี คนเซ้งร้านกันไปตั้งเยอะ แต่พี่ว่ามันน่าจะมีแบบที่คุณภูมิอยากได้นะคะ”
เธอพูดไปพลางพร้อมกับยื่นแฟ้มเอกสารเล่มหนาให้เกียรติภูมิด้านในเต็มไปด้วยภาพอาคารที่ถูกติดป้ายประกาศขายใช่ เกียรติภูมิกลับมาประเทศไทยคราวนี้เขาเติบโตกว่าหลายปีที่ผ่านมาทั้งวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และการปฏิบัติต่อคนรอบข้างของเขาเขาไม่ใช่ลูกคุณหนูไฮโซที่เที่ยวเตร่ไปวัน ๆ โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าเงินจะหมดเขาเป็คนมีวิสัยทัศน์ เป็คนเก่ง เป็คนสมัยใหม่เขาโตพอที่จะมีธุรกิจเป็ของตัวเองและเขามีความตั้งใจอย่างเหลือล้นที่จะเอาความรู้และประสบการณ์ของเขามาสร้างชีวิตด้วยตัวของเขาเองโดยมีพี่สาวที่ชื่อแมรี่หรือที่เขามักจะเรียกว่ามัลลิกา ผู้ซึ่งคอยช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างเขาอยู่เสมอเขาไว้ใจ และเป็เพื่อนคู่คิดคอยดูแลกันมาั้แ่เกียรติภูมิยังเป็เด็ก
“งั้นเราเริ่มจากหลังนี้ก็แล้วกัน อยู่ใกล้ ๆ ใช่ไหมครับ”
“วันนี้เลยเหรอคะ?”
“จะวันไหนอีกล่ะพี่ เดี๋ยวผมก็ตามไม่ทันร้านขนมแม่ผมหรอก”
“แต่พี่ไม่ได้ลางานที่โรงแรมไว้นะคะคุณหนู”
“เื่นั้นผมจัดการเองพี่ ไม่มีใครว่าอะไรพี่หรอก”
“ยอดเยี่ยม ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร คุณหนูเกียรติภูมิมากเลยค่า”
“ไปกันเหอะพี่ วันนี้เรายังต้องไปอีกหลายที่”
“ไปค่ะ ลุย!”
บนถนนเส้นใหญ่นับว่าเป็เส้นหลักตั้งอยู่กลางเมืองหากมองไปรอบ ๆก็จะพบว่ามีตึกสูงน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายกันอยู่กระจัดกระจายไปทั่วทั้งเมืองแต่ทว่าตึกสูงเสียดฟ้าที่กำลังมองเห็นอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่เกียรติภูมิกำลังออกตามหาแต่อย่างใดเขาเพียงแค่อยากได้พื้นที่เล็ก ๆ ในการก่อร่างสร้างธุรกิจในแบบที่เขาปรารถนาเกียรติภูมิอยากมีร้านคาเฟ่เป็ของตัวเองเขาร่ำรวยมากพอที่จะเสกร้านขายขนมสุดหรูสไตล์ฝรั่งได้เพียงแค่ใช้นิ้วสั่งแต่เกียรติภูมิไม่ใช่คนแบบนั้น เขาตั้งใจไปเรียนทำอาหาร ทำขนม ชงเครื่องดื่มเรียนรู้วัตถุดิบต่าง ๆ ด้วยตัวของเขาเองจากเมืองนอกเมืองนาเขาปรารถนาที่จะเป็นักธุรกิจที่ดี เป็เ้าของร้านขนมที่ไม่ได้เป็เพียงเ้านายเขากำลังใช้ตัวตนและจิติญญาในการทำสิ่งนี้ ให้ออกมาอย่างดีด้วยตัวของเขาเอง
“นี่เรามาดูกันหลังที่ห้าแล้วนะคะคุณภูมิคุณภูมิยังรู้สึกไม่ถูกใจอีกเหรอคะ”
“ยังเลยพี่ อาคารหลังที่แล้วผมว่าก็สวยดีนะพี่แต่เสียดายที่มันมีแค่ชั้นเดียว ผมกะว่าอยากจะทำชั้นบนเป็ห้องนอนห้องทำงานน่ะเวลาเลิกงานดึก ผมจะได้นอนที่ร้านไปเลย”
“มีชั้นเดียว คุณภูมิก็ใช้เงินเสกชั้นสองขึ้นมาสิคะ ง่ายนิดเดียวระดับลูกเ้าของโรงแรม เสกขึ้นมาอีกสิบชั้นก็ถือว่าสบายมากค่ะ”
“ไม่รู้ทำไมนะพี่ ผมรู้สึกชอบอะไรที่มันมีอยู่แล้วไม่ต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ก็ได้ผมไม่อยากขอเงินพ่อแม่เยอะขนาดนั้นมาสร้างตึกสร้างอาคารหรอกนะพี่แค่ขอเงินพ่อมารีโนเวทร้านใหม่ผมก็เกรงใจเค้าจะแย่”
“นี่ถ้าคุณภูมิตัดสินใจเป็หุ้นส่วนร้านขนมไทยของคุณหญิงพิมผกาเราคงไม่ต้องตากแดดร้อน ๆ กันทั้งวันขนาดนี้ก็ได้นะคะคุณภูมิ”
“ผมขอโทษด้วยนะพี่ ผมรู้ว่าพี่เหนื่อย ผมไม่น่าพาพี่มาลำบากไปกับผมเลย”
“มะ ไม่ ไม่ ไม่เลยค่ะคุณหนู พี่ก็แค่หวังดีน่ะค่ะไม่อยากให้คุณภูมิของพี่ต้องมาเหนื่อย”
“ชีวิตผมไม่เคยเหนื่อยเลยนะพี่ผมว่านี่เป็ครั้งแรกเสียอีกที่ผมได้ลงมือทำอะไร ๆ ด้วยตัวของผมเองวันหนึ่งผมคงภูมิใจกับมาก ๆ”
“โถ คุณภูมิ ขนาดเกิดมาบนกองเงินกองทองแท้ ๆ ยังสู้ชีวิตขนาดนี้นับประสาอะไรกับเด็กกำพร้าอย่างพี่ สู้ค่ะ พี่จะสู้ไปกับคุณหนู ไปต่อค่ะไม่ดึกพี่ไม่กลับค่ะ”
มัลลิกาเธอเป็เด็กกำพร้าที่ครอบครัวทรัพย์ไพศาลให้การอุปการะเธอครั้งที่เธอยังเป็เด็กเธอไม่เคยลืมบุญคุณของคนในครอบครัวนี้ตอนนี้เธอกำลังรู้สึกว่าเธอได้รับมอบพลังความกล้าหาญในการใช้ชีวิต เธอไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวหรือไร้ค่าและเกียรติภูมิก็เป็หนึ่งในคนที่มอบพลังพิเศษนี้ให้กับเธอ
“บทจะสู้ชีวิตก็สู้ไม่ถอยเลยนะพี่ ผมว่าวันนี้เรากลับกันเถอะนี่ก็เย็นมากแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาหากันใหม่”
“โอเคค่ะ ตอนนี้พี่เองก็รู้สึกเริ่มหิวแล้วล่ะค่ะ”
ครอก! ครอก! มัลลิกาใช้มือลูบวน ๆที่ท้องของเธอเพราะเสียงท้องร้องได้ส่งสัญญาณว่าวันนี้เธอทั้งเหนื่อยและตอนนี้เธอก็เริ่มที่จะหิวเต็มทีทั้งสองคนพากันเดินขึ้นไปนั่งในรถตู้คันสีดำป้ายแดงดูหรูหราเหมาะสมกันกับฐานะของคุณหนูเกียรติภูมิ ทรัพย์ไพศาล
“พี่วินัย ขับติดเทอร์โบไปเลยนะพี่ แม่รี่หิวมาก จะกินควายได้ทั้งตัวละค่า”
“คร้าบ คุณผู้หญิง ปัดโธ่! เจ๊แม่รี่เดี๋ยวนี้ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ”
“แหม! พี่วิชัย หนูรักหรอกน่า หนูเลยแกล้งพี่เล่นน่ะ”
“เอ่อ ขอโทษด้วยนะครับคุณหนู เจ๊แมรี่นางชอบหาเื่ผมน่ะครับ”
“เอาเหอะน่าพี่ ไหน ๆ ก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ผมว่าแบบนี้ก็ดีนะจะได้ไม่ต้องเครียด ตามสบายเลยพี่ ผมจอย ๆ อยู่แล้ว”
“ครับคุณหนู”
“ไปได้แล้วค่า เดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน”
รถตู้สุดหรูกำลังเคลื่อนล้อมุ่งหน้าไปยังบ้านทรัพย์ไพศาลภายในกระจกรถที่มองออกไปกำลังมองเห็นพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าท้องฟ้าสีส้มแดงอมเหลืองกำลังจะค่อย ๆ มืดลงนกน้อยใหญ่ต่างพากันบินตรงมาเกาะที่สายไฟ นั่งเรียงกันเป็แนวยาวตลอดทางเสียงเจื้อยแจ้วกำลังส่งสัญญาณให้ผู้คนรับทราบกันถ้วนหน้าว่าอีกไม่นานก็จะประกฎท้องฟ้ายามราตรี
ฝั่งเกียรติภูมิเขากำลังนั่งเหม่อลอยดูเหมือนว่าเขากำลังครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่างสายตาที่โหยหาแฝงไปด้วยความพยายามและมุ่งมั่นที่เต็มเปี่ยมเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่คนรอบข้างก็มิอาจจะล่วงรู้แล้วสายตาของเขาก็พลันหันไปจ้องมองกับอะไรบางอย่างขณะที่รถกำลังแล่นไป
“พี่วิชัย! จอด ๆ”
“เกิดอะไรขึ้นค่ะคุณภูมิ?”
มัลลิกาใสะดุ้งตื่นหลังจากที่เธอกำลังนั่งพิงเบาะที่แสนจะนิ่มแบบกึ่งหลับกึ่งตื่นเพราะวันนี้เธอเหนื่อยมามากแล้วทั้งวัน
“ถอยพี่ ถอยกลับไปหน่อยครับพี่วิชัย”
“เอ่อ ครับ ๆ คุณหนู”
“บ้านหลังนั้นครับพี่”
“ครับ ๆ”
“เหมือนบ้านร้างเลยนะคะคุณภูมิ คุณภูมิไม่ได้กำลังคิดอะไรอยู่ใช่ไหมคะ”
มัลลิกาพูดพลางเธอก็กลืนน้ำลายไปพลางบ้านที่เธอเห็นอยู่ตรงหน้าสภาพเอื้ออำนวยให้เธอเรียกบ้านหลังนี้ว่าบ้านร้างจริง ๆ
“พี่ว่าอย่าดีกว่านะครับคุณหนู บ้านหลังนี้ใคร ๆ ก็ไม่กล้าแตะต้อง พี่ไม่เห็นด้วยเลยครับคุณหนู”
“ยังไงครับพี่วิชัย ที่ว่าไม่มีใครกล้าแตะต้อง”
“เอ่อ คืออย่างนี้ครับคุณหนู”
วิชัยคนขับรถที่เพิ่งย้ายตำแหน่งงานจากคนขับรถประจำของคุณผู้ชายเปลี่ยนมาเป็คนขับรถให้กับเกียรติภูมิเล่าให้เกียรติภูมิฟังเกี่ยวกับเื่เล่าของบ้านร้างหลังนี้ที่เขาได้ยินจากการเล่าต่อๆ กันมาเกียรติภูมินั่งฟังเื่เล่าอย่างตั้งใจเพราะเขารู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้หมายถึงชีวิตและอนาคตในวันข้างหน้าของเขา
“ภูมิรู้สึกถูกชะตากับบ้านหลังนี้ครับพี่มัลลิกา!”
“โอ๊ย! พี่จะเป็ลมค่ะคุณภูมิ”
มัลลิกาหยิบยาดมคู่ใจในกระเป๋าออกมาเปิดฝาแล้วเธอก็สูดกลิ่นสดชื่นของยาดมเข้าไปเต็มแรงเธอได้แต่หวังว่าเธอจะยังไม่เป็ลมหลังจากที่ได้ยินคำพูดของเกียรติภูมิ
“พรุ่งนี้เช้าเราจะกลับมาที่บ้านหลังนี้ครับ ออกรถได้”
เกียรติภูมิหันหน้ากลับไปหาคนขับรถหลังจากที่เขาจ้องมองบ้านหลักนี้อยู่พักใหญ่เขาหนักแน่นมากพอถึงสั่งให้ออกรถอย่างเสียงแข็งมัลลิกาและวิชัยรู้ดีว่าเสียงนี้คือคำเด็ดขาดและเขาทั้งสองก็คงทำได้ดีที่สุดคือทำใจและเตรียมตัวให้ดีสำหรับการเผชิญหน้าในวันถัดไป