เขากวาดสายตาสำรวจรอบกายโดยสัญชาตญาณเมื่อไม่เห็นบุคคลที่สามจึงหมุนตัวสาวเท้าไปยังระเบียงทางเดินอย่างรวดเร็ว
ผู้จัดการส่วนตัวถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง“เอ้า นายจะไปไหนน่ะ?”
[กระทั่งความบกพร่องของยีนบนโครโมโซมของฉันยังถูกลบเลือนไปดูท่าคงต้องตัดสมมติฐานที่ว่าโลกใบนี้คือภาพฉายจากมิติย่อยทิ้งไปซะแล้วสิ]
ลู่เหยียนชูชะงักฝีเท้าลงทันควันความตื่นตระหนกสงสัยในใจพลุ่งพล่านราวกับถูกคลื่นซัดจนหมุนคว้าง
ระยะห่างนี้มันใกล้มาก...ไม่ใช่ภาพหลอนแน่ เสียงนั้นดังชัดเจนอยู่ข้างหู แต่กลับมองไม่เห็นตัวคนพูด
ปรากฏการณ์กึ่งลี้ลับนี้ทำเอาเขารู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างจนหัวทิ่มลู่เหยียนชูพยายามตั้งสติ ทว่าในขณะที่เพิ่งสูดลมหายใจเข้าได้เพียงครึ่งปอดต้นแขนขวาก็ถูกคว้าไว้จากทางด้านหลัง
เขาขยับศอกสะบัดตัวออกตามสัญชาตญาณทว่าเมื่อหันไปมองกลับพบเพียงผู้จัดการส่วนตัวที่ยืนทำหน้าเหลอหลา
“ฉันเอง นายเป็อะไรไป ทำไมดูร้อนรนขนาดนี้?”
ดวงตาเรียวคมดุจไข่มุกดำของลู่เหยียนชูจ้องมองใบหน้าอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เมื่อกี้พี่ได้ยินใครพูดอะไรไหมนอกจากผมกับพี่”
ผู้จัดการถึงกับงงงวยหันไปมองซ้ายทีขวาที “มะ...เมื่อกี้ก็มีแค่เราสองคนไม่ใช่เหรอ?”
ริมฝีปากของลู่เหยียนชูเม้มเข้าหากันเป็เส้นตรงด้วยความเคร่งขรึมเขากวาดสายตามองไปตามโถงทางเดิน ราวกับกำลังมองหาสิ่งใดอยู่
สุดท้ายเขาก็ถอนสายตากลับมา“อาการที่หูของผมอาจจะไม่ใช่แค่แผลถลอกภายนอกคงต้องให้หมอตรวจเช็กอย่างละเอียดอีกรอบ”
“ว่าไงนะ?!”
*********************
หลังจากได้รับรายงานผลตรวจโครโมโซมจี้ทิงก็ออกจากรุ่ยเหอทันที เมื่อก้าวพ้นประตูลิฟต์เขาก็โยนข้าวของทุกอย่างในมือลงถังขยะอย่างไม่ไยดี
จากนั้นเขาล้วงหยิบกุญแจรถจากกระเป๋าเสื้อนอกทว่าจังหวะที่ดึงมือออกกลับมีสิ่งหนึ่งติดออกมาด้วย
วัตถุชิ้นนั้นตกกระทบพื้นจนเกิดเสียงกังวานเบาๆจี้ทิงหลุบตามอง พบว่าเป็บัตรธนาคารที่จี้เยี่ยนจื๋อให้ไว้เขาจึงก้มลงเก็บมันขึ้นมา พลางจ้องมองด้วยสายตาเ็าอยู่ครู่ใหญ่
เมื่อคืนเขาถูกจี้เยี่ยนจื๋อปั่นหัวจนโมโหแต่พอวันนี้สติกลับคืนมา เขาก็พอจะวิเคราะห์ออกว่าทำไมอีกฝ่ายถึงให้บัตรใบนี้มาทว่าเหตุผลนั้น ดูเหมือนจะสวนทางกับสิ่งที่เขารับรู้มาตลอด...
เมื่อคิดได้ดังนั้นจี้ทิงจึงกำบัตรในมือแน่นก่อนจะเก็บมันกลับลงในกระเป๋า
เสียงเครื่องยนต์ที่ผ่านการปรับแต่งแผดคำรามสนั่นทันทีที่รถสปอร์ตพุ่งตัวออกไปรถตู้คันหนึ่งที่จอดอยู่ไกลออกไปก็มีใครบางคนโผล่หน้าออกมามอง
“เฮ้ นั่นน้องชายประธานจี้ไม่ใช่เหรอ?”
บอดี้การ์ดที่นั่งเบาะข้างคนขับเงยหน้าขึ้นทันที“ไหน?”
อีกฝ่ายชี้มือไปทางนั้น“เมื่อกี้ยังยืนอยู่ตรงนั้นเลย หน้าตาดูดีชะมัด แถมยังขับรถสปอร์ตสีแดงด้วย”
บอดี้การ์ดนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา“นายอยู่เฝ้าที่นี่ต่อ ฉันจะไปโทรรายงานเลี่ยวข่าย”
เวลา19.00น. จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาถึงตระกูลจี้
เขากลับเข้าห้องเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าตามปกติและเมื่อเดินออกมาก็พบพ่อบ้านยืนรออยู่ที่โถงทางเดิน
“มีอะไร?”
พ่อบ้านพูดขึ้นมาอย่างอึกอัก“คุณชายใหญ่ครับ วันนี้คุณชายรอง...”
ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อพลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที“ทำไม เขาไปก่อเื่อะไรอีก?”
“เปล่าครับ ไม่ได้ก่อเื่อะไรเลย” พ่อบ้านรีบส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีประหลาดใจ “แต่ว่า...คุณชายรองดูแปลกไปมากครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหมุนตัวเดินไปยังลิฟต์“พูดไปเดินไป”
พ่อบ้านรีบสาวเท้าตาม“วันนี้คุณชายรองออกไปข้างนอกมาพักหนึ่งพอหัวค่ำกลับมาเขาก็เริ่มชวนพวกเราคุยครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหันขวับ“ชวนคุย?”
“ใช่ครับ คุยกับผม คุยกับพ่อครัวหลิว อ้อ...เขายังไปคุยเื่การจัดสวนกับคนสวนด้วย” พ่อบ้านขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ที่จริงการชวนคุยก็ไม่แปลกหรอกครับ แต่เวลาเขาฟังพวกเราพูดเขาจะเอาแต่จ้องหน้าเขม็ง เหมือนกำลังศึกษาวิจัยอะไรบางอย่างบนหน้าพวกเราดูแล้ว... น่าขนลุกบอกไม่ถูกครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อนึกว่าเื่อะไรที่แท้ก็เป็จี้ทิงที่หาเื่แผลงๆ อีกตามเคย “ไม่ต้องไปสนใจหรอกถ้าพวกนายอยากคุยก็คุยไป ถ้าไม่อยากคุยก็ไม่ต้องไปยุ่ง”
“ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อลงมายังห้องอาหารซึ่งคนที่ทำตัวแปลกๆ คนนั้น ก็นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว
สองพี่น้องสบตากันครู่หนึ่งก่อนที่ต่างฝ่ายจะเบือนหน้าหนีด้วยความเ็าโดยไม่ปริปากจาพูดแม้แต่คำเดียว
“อาหยาง ยกอาหารมาได้เลย”
เมื่ออาหารวางจนครบจี้เยี่ยนจื๋อเพิ่งจะจับตะเกียบขึ้นมา จี้ทิงก็โพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย“ที่พี่ให้บัตรผมเมื่อคืน เป็เพราะเื่สวีเหรินใช่ไหม?”
เขาเช็กดูแล้วในบัตรมีเงินถึงสามล้านจี้เยี่ยนจื๋อเกลียดเขาขนาดนั้น นอกจากจะเป็เงินชดเชยที่เข้าใจเขาผิดแล้วจี้ทิงก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออกจริงๆ
มือของจี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปเล็กน้อยทว่ายังคงตีหน้าเรียบเฉย “แล้วแต่นายจะคิด”
“ผมเคยคิดนะว่าคนนิสัยอย่างพี่พอรู้ว่าเข้าใจผมผิดก็น่าจะทำเนียนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่คิดไม่ถึงว่าพี่จะมีศีลธรรมสูงจนในใจเกิดความขัดแย้งที่หาเหตุผลมาหักล้างไม่ได้สุดท้ายเลยต้องชดเชยให้ผมด้วยวิธีประหลาดๆ แบบนี้”
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นอีกฝ่ายวิเคราะห์ตัวเขาเป็ฉากๆก็หรี่ตาคมกริบลง “จี้ทิงฉันไว้หน้านายมากไปหรือเปล่า?”
จี้ทิงละสายตาจากใบหน้าเขาพลางหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างสงบนิ่ง “ผมดูออกพี่ยังเขินอยู่ล่ะสิ”
“นาย...”
จู่ๆโทรศัพท์บนโต๊ะก็สั่นขึ้นมา จี้เยี่ยนจื๋อที่ถูกขัดจังหวะปรายตามองหน้าจอแล้วกดรับ“ว่ามา”
เลี่ยวข่ายที่อยู่ปลายสายรายงาน“ท่านประธานจี้ครับ ตอนนี้ลู่เหยียนชูยังอยู่ที่ศูนย์การแพทย์นอกจากผู้จัดการที่ตามมาด้วยแล้ว ยังไม่พบบุคคลที่สามปรากฏตัวครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังมีโทสะอยู่พอดีข่มเสียงต่ำ“ไม่พบแล้วโทรมาทำไม?”
“คือว่า...” เลี่ยวข่ายกลืนน้ำลาย “ลูกน้องของผมรายงานว่าวันนี้เจอคุณชายรองที่รุ่ยเหอครับ ก็เลย...”
จี้ทิงที่กำลังจะคีบลูกชิ้นสิงโตจากหม้อดินจู่ๆ ก็ถูกสายตาคมดุจใบมีดตวัดมอง
“ส่งคนคอยตามต่อไป”
พูดจบจี้เยี่ยนจื๋อกลับลดโทรศัพท์ลงแววตาแผ่ซ่านด้วยรังสีอำมหิต “ฉันคิดไม่ถึงเลยนะว่าเดี๋ยวนี้นายกับลู่เหยียนชูจะสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ”
คิ้วของจี้ทิงกระตุกเล็กน้อย“ผมไม่รู้จักเขา จะไปสนิทกันตอนไหน?”
“ไม่รู้จักงั้นเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อเค้นหัวเราะในลำคอ“งั้นวันนี้นายก็บอกฉันหน่อยสิ ว่านายไปรุ่ยเหอมาหรือเปล่า?”
“ไปครับ ไปตรวจร่างกาย”
จี้เยี่ยนจื๋อเลิกคิ้ว“ช่างประจวบเหมาะเหลือเกินนะ นายก้าวเท้าไปตรวจร่างกายปุ๊บลู่เหยียนชูก็รีบแจ้นมาจากกองถ่ายที่ไหวโหรวปั๊บ พวกนายนี่ใจตรงกันจริงๆ”
อาการหนึ่งที่พบบ่อยที่สุดของแอสเพอร์เกอร์คือการไม่เข้าใจความหมายแฝงหรือการประชดประชันดังนั้นไม่ว่าใครจะพูดอะไร ผู้ป่วยมักจะรับสารได้เพียงความหมายตรงตัวเท่านั้น
ทว่าในวินาทีนี้จี้ทิงกลับเข้าใจมันอย่างทะลุปรุโปร่ง [จี้เยี่ยนจื๋อกำลังประชดเขาไม่เชื่อฉันเลยสักนิด]
หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากัน “ตอนนี้นายพูดความจริงยังทันนะฉันอาจจะไม่ลงโทษนายก็ได้”
“ที่ผมพูดก็คือความจริง”
จี้ทิงวางตะเกียบลงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่สงบนิ่งและเ็า “จี้เยี่ยนจื๋อความจริงแล้วพี่ไม่ใช่ไม่อยากเชื่อผมหรอก พี่แค่เกลียดผมมากเกินไปจนด่วนตัดสินว่าผมผิดโดยไม่คิดจะตรวจสอบต่างหาก”
พูดจบเขาก็ละสายตาลุกขึ้นจากเก้าอี้ “เชิญทานตามสบายผมขอตัวกลับห้องก่อน”
จี้เยี่ยนจื๋อมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปความรู้สึกในใจกลับซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูกอีกทั้งยังมีความหงุดหงิดสายหนึ่งพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุจากนั้นนิ้วมือเรียวยาวบีบโทรศัพท์แน่น ก่อนจะตัดสินใจกดโทรออกหาใครบางคน
“ฟู่เฉิง ศูนย์การแพทย์ที่รุ่ยเหอนั่นเป็ของเครือบริษัทนายใช่ไหม?”
“อืม ช่วยฉันเช็กอะไรหน่อย”
…
วันรุ่งขึ้น
จี้เยี่ยนจื๋อใช้เวลา่เช้าทั้งหมดไปกับการประชุมแผนกวิจัยและพัฒนาเมื่อก้าวออกจากห้องประชุม เลขาก็รีบนำโทรศัพท์มาส่งให้ทันที
“ท่านประธานจี้ครับ เมื่อสักครู่คุณฟู่โทรมาสองสายครับ”
“อืม”
ทันทีที่กลับถึงห้องทำงานประธานบริษัทเขาก็ต่อสายกลับไป “ฮัลโหล ฟู่เฉิง”
“เยี่ยนจื๋อ ฉันได้ของที่นาย้าแล้ว”
จี้เยี่ยนจื๋อ“งั้นนายสะดวกส่ง...”
ฟู่เฉิงพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“เื่ที่ตรวจสอบพบมันค่อนข้างซับซ้อนมีบางอย่างที่เราต้องคุยกันต่อหน้า”
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วเล็กน้อยยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา “ได้งั้นนายเลือกสถานที่มาเลย”
ครึ่งชั่วโมงต่อมาจี้เยี่ยนจื๋อขับรถมายังร้านอาหารตามที่นัดหมาย
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องรับรองฟู่เฉิงก็นั่งรออยู่ก่อนแล้วทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจคือมีชายอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เขาด้วย
ผู้จัดการร้านปิดประตูล็อคจากด้านนอกฟู่เฉิงจึงเริ่มแนะนำ “เยี่ยนจื๋อท่านนี้คือคุณหมอโจว จากแผนกอายุรกรรมประสาทของรุ่ยเหอ”
ถึงขั้นต้องเชิญหมอมาด้วยเชียวหรือ?
จี้เยี่ยนจื๋อเก็บอาการพลางยื่นมือไปจับกับอีกฝ่าย“สวัสดีครับ”
เมื่อนั่งลงเรียบร้อยเขาก็หันไปหาฟู่เฉิง “มีเื่อะไรที่ต้องคุยกันต่อหน้าขนาดนี้?”
“เดี๋ยวนายก็รู้”
พูดจบฟู่เฉิงก็หันไปทางคุณหมอ “หมอโจว รบกวนด้วยครับ”
หมอโจวพยักหน้าก่อนจะวางซองกระดาษลงบนโต๊ะแล้วดึงแผ่นฟิล์มสแกนสมองสามแผ่นออกมา
“ท่านประธานจี้ครับฟิล์มสามแผ่นนี้คือผลการสแกนสมองของคุณจี้ทิงที่มาตรวจเมื่อวานครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปครู่หนึ่งความรู้สึกอึดอัดระคนแน่นหน้าอกแล่นริ้วขึ้นมา จี้ทิงไปตรวจร่างกายมาจริงๆงั้นเหรอ
เมื่อเห็นเขาเงียบไปหมอโจวจึงอธิบายต่อ “การทดสอบระดับเชาวน์ปัญญาหรือไอคิวที่มีอยู่ทั่วไปในตลาดน่ะส่วนใหญ่เป็แค่เื่หลอกลวงครับถ้าอยากจะรู้ระดับสติปัญญาที่แท้จริงของใครสักคน เราต้องดูที่สมองของเขา”
จี้เยี่ยนจื๋อััได้คำพูดของหมอมีนัยแฝง“ยังไงครับ?”
“นี่คือภาพจำลอง NODDI ของคุณจี้ทิงครับ” หมอโจวชี้ไปที่แผ่นหนึ่ง ก่อนจะหยิบอีกแผ่นที่ดูใหม่กว่าออกมา “ส่วนแผ่นนี้คือของคนปกติ”
“เวลาที่คนเราใช้ความคิด วงจรเซลล์ประสาทในสมองจะสร้างจุดประสานประสาทซึ่งมีลักษณะคล้ายกิ่งก้านของต้นไม้ออกมา” ปลายนิ้วของหมอวาดเป็วงกลมเพื่อให้เห็นภาพของกิ่งก้านที่กระจายตัวออกไป“ในคนปกติ กิ่งก้านเหล่านี้มักจะยุ่งเหยิงและกระจายตัวไม่เป็ทิศทางเหมือนกับไฟเย็นที่กำลังลุกไหม้ ดังเช่นในภาพนี้ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อมองตามที่หมอชี้ก่อนจะหันกลับมาดูภาพของจี้ทิง
ทว่าทันทีที่เห็นภาพนั้นคิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็เส้นตรง เพราะกิ่งก้านในภาพของจี้ทิงนั้นนอกจากจะมีการแตกแขนงน้อยจนน่าใจหายแล้วทิศทางของมันยังรวมตัวกันอย่างเป็ระเบียบสุดขีด แตกต่างจากภาพข้างๆ อย่างสิ้นเชิง
“กรณีแบบนี้พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อนเลยครับตอนแรกถึงกับสงสัยว่าจะเป็พยาธิสภาพของสมองรูปแบบใหม่หรือเปล่า” น้ำเสียงของหมอโจวเริ่มสั่นด้วยความตื่นเต้น
“จนกระทั่งพวกเราได้เห็นผล MRI สมองของคุณจี้ทิงครับ”
“พวกคุณดูความหนาแน่นของเนื้อสมองส่วนสีเทานี่สิแล้วดูปริมาตรของเนื้อสมองส่วนสีขาวนั่น...”
หมอโจวอุทานออกมาด้วยความทึ่งราวกับกำลังชื่นชมสมบัติล้ำค่าของโลกเมื่อเห็นทั้งสองคนยังคงขมวดคิ้ว เขาจึงลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้
“เอาเป็ว่าผมจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพนะครับ” หมอใช้มือทาบไว้ตรงระดับเอว“ระดับสติปัญญาของคนปกติจะอยู่ตรงนี้...”
“ส่วนพวกอัจฉริยะจะอยู่ตรงนี้ครับ” หมอเลื่อนมือขึ้นมาอยู่ที่ระดับขมับ
“แต่คุณจี้ทิงน่ะ เขาอยู่...” หมอโจวเบี่ยงตัวออกไปทางหน้าต่างพร้อมกับยื่นจนสุดแขนเพื่อชูนิ้วชี้ขึ้นไปบนฟ้า
จี้เยี่ยนจื๋อและฟู่เฉิง"..."