ตระกูลเสิ่นเป็ตระกูลบัณฑิตมีชื่อเสียง ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับบรรพบุรุษที่เป็ขุนนางระดับสูง แต่ในเมืองหย่งผิงก็ถือว่ามีชื่อเสียงเป็ที่รู้จัก
ทายาทของตระกูลเสิ่นแตกกิ่งก้านสาขามากมาย ครอบครัวของพวกเขาเป็สายตรงของตระกุล ปัจจุบันมีพวกนายท่านทั้งสามเป็บุตรชายสายตรง นอกจากนี้ยังมีบุตรสาวสายรองสองคนที่ออกเรือนไปแล้ว ตอนนี้นายท่านใหญ่เสิ่นดำรงตำแหน่งเป็ผู้ว่าการเมืองหย่งผิง นายท่านรองเป็รองเ้ากรมฝ่ายขวาของศาลต้าหลี่ซือ[1] พูดไปแล้วบ้านรองของตระกูลเสิ่นถือว่ามีฐานะทางสังคมสูงอยู่บ้าง
ในขณะที่หญิงชราขอตัวกลับไป ฮูหยินรองโหยวซื่อก็เข้ามา เฟิงซื่อยิ้มทักทายออกไปต้อนรับ พี่น้องสะใภ้สองคนเจอหน้าก็คารวะซึ่งกันและกัน
โหยวซื่อเป็คุณหนูจวนขุนนางผู้มีความรู้และคุณธรรม ใบหน้าอ่อนโยนและสง่างาม เหมือนกับนายท่านรอง ชอบที่จะยิ้มไว้ก่อนเมื่อเจอผู้คน เฟิงซื่อและนางนับว่าเข้ากันได้ไม่เลวเลยทีเดียว
พี่สะใภ้น้องสะใภ้แยกนั่งตามลำดับาุโ เด็กหญิงมัดผมแกละสองข้างด้านหลังโหยวซื่ออยู่นิ่งไม่ได้อีก พุ่งตรงเข้าไปถึงด้านหน้าซิ่วอิ๋ง ซิ่วอิ๋งที่กำลังจะคารวะสะใภ้รอง ถูกทำให้ใจนถอยไปหลายก้าว
“พี่หญิงใหญ่ ได้ยินมาว่าท่านทุบตีพี่หญิงรองรึ! ท่านทุบตีอย่างไรรึ!” เสิ่นซิ่วหว่านตื่นเต้นจนหน้าแดงไปหมด อยากรู้เื่ที่เกิดขึ้นยิ่ง
ซิ่วอิ๋งเม้มริมฝีปาก
น้องสาวสามของนางคนนี้มีนิสัยช่างซักถามั้แ่เด็กแล้ว เื่ที่ทะเลาะกันมีอะไรน่าฟัง นางยังมองตนเองด้วยความเลื่อมใส การตบตีของนางและเสิ่นซิ่วเหลียนถือเป็เื่น่าอับอายและเสียกิริยาที่สุดแล้วในชีวิตทั้งสองภพของนาง
ตอนนั้นนางลงมือทำไปได้อย่างไรกัน
ซิ่วอิ๋วก่อนหน้านี้ยังไม่รู้สึกอะไรเลย ตอนนี้คิดขึ้นมาแล้วช่างน่าขำ พอนางพบว่ามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ในใจเต็มไปด้วยความเกลียดชังพุ่งเข้าไปโดยไม่คิด
เสิ่นซิ่วหว่านยังคงสายตาแพรวพราว ท่าทางข้าอยากฟังเื่ราว โหยวซื่อหันไปส่งยิ้มแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออกให้เฟิงซื่อ ลากบุตรสาวกลับมาอยู่ข้างกายพลางถลึงตาใส่เธอ
เสิ่นซิ่วหว่านเม้มปากเป็เส้นตรงไม่ได้ดั่งใจ จริงๆ นางก็ไม่ได้อยากรู้อยากเห็นมากนัก นางแค่อยากตีพี่หญิงรองคนนั้นที่เวลาทำอะไรนิดหน่อยก็เอาแต่ร้องไห้ตั้งนานแล้ว ชอบทำตัวราวกับว่าทั้งตระกูลมีนางน่าสงสารที่สุด แต่นางรู้ตัวดีว่าตนเป็คนตัวเล็กไม่สามารถเอาชนะผู้อื่นได้
“พี่หญิงใหญ่”
เสิ่นซิ่วหว่านถูกลากตัวไป น้องชายสายตรงของนางและคุณหนูสี่คุณหนูห้าบุตรสาวสายรองของบ้านรองพากันกล่าวทักทายซิ่วอิ๋ง ซิ่วอิ๋งยิ้มและพยักหน้า มองไปยังพวกพี่น้องที่เติบโตมาด้วยกันมีความรู้สึกประทับใจมากทีเดียว
ในห้องมีแต่เด็ก เฟิงซื่อให้คนนำขนมหวานใส่กล่องมา ทั้งหยิบเมล็ดแตงโมให้ซิ่วอิ๋ง “ไปเล่นที่ห้องฝั่งตะวันตกกับพวกน้องชายน้องสาวเถอะ แต่ไม่อนุญาตให้ทะเลาะกันนะ”
ซิ่วอิ๋งหัวเราะหาได้สนใจไม่ จริงๆ แล้วนางไม่ได้อายุแปดปีแล้ว จะแกล้งเด็กเล็กเหล่านี้ที่เป็เด็กจริงๆ ได้อย่างไร
พวกบ่าวก็กรูกันขึ้นมา ล้อมกลุ่มเ้านายน้อยเอาไว้เดินไปถึงห้องตะวันตก
เสิ่นซิ่วหว่านพอห่างจากมารดาก็จับมือของซิ่วอิ๋งอีกครั้งเพื่อถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ซิ่วอิ๋งโดนนางกวนจนต้องยอมเล่าให้ฟังอย่างเสียไม่ได้ เล่าจนเสิ่นชิงรุ่ยที่อายุเพียงแค่ห้าปีลืมกินลูกกวาด สายตาเป็ประกายมองพี่สาว “พี่หญิงใหญ่ ท่านโตขึ้นแล้วจะไปเป็แม่ทัพใช่ไหม”
พวกสาวใช้หัวเราะออกมา หางตาซิ่วอิ๋งโค้งสูงขึ้น น้องชายรองคนนี้หมายความว่าอย่างไร?!
“พี่หญิงใหญ่อ้วนท้วนสมบูรณ์กว่าพวกเราทั้งหมด แน่นอนว่าแรงต้องแยะ ท่านพ่อของข้าบอกว่าหากมีแรงมากล้วนสามารถเป็แม่ทัพได้”
ถึงแม้จะเป็คำพูดของเด็ก ใบหน้าของซิ่วอิ๋งก็ยังคงมืดครึ้ม
สตรีบ้านไหนก็ไม่อยากโดนเล่าลือว่าอ้วนท้วนสมบูรณ์ นางไม่ใช่ลูกหมูที่ถูกเลี้ยงเอาไว้นะ!
ซิ่วอิ๋งหยิบลูกกวาดไส้ถั่วยัดเข้าไปในปากของเสิ่นชิงรุ่ย ในที่สุดก็ปิดปากเขาได้
เสิ่นซิ่วหว่านหัวเราะจนใบหน้าแดงหมดแล้ว เสิ่นซิ่วอี๋และเสิ่นซิ่วเจวียนน้องสาวสายรอง อายุเพียงหกปี แต่ก็รู้ว่าพวกตนกับพี่สาวฐานะไม่เหมือนกัน อยากหัวเราะแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ สำลักจนใบหน้าแดงก่ำ พวกนางกลัวว่าหากหัวเราะออกไปจะโดนพี่หญิงใหญ่กระโจนเข้ามาทุบตี
“พี่หญิงใหญ่ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก เขาเป็พวกพูดไปเรื่อยไม่คิด” เสิ่นซิ่วหว่านยิ้มจนตาปิดแล้วพูด
ซิ่วอิ๋งคิดในใจ เ้าก็ไม่ใช่พวกพูดไปเรื่อยรึ ไม่งั้นก็คงปล่อยให้เื่นี้ผ่านไปแล้ว ขณะเดียวกันก็คลึงต้นขาของตัวเองเงียบๆ ที่จริงแล้วนางก็ไม่ได้อ้วนเกินไป อายุเท่านี้มิใช่ล้วนเป็แบบนี้หรือ รออีกสองปีพอโตขึ้นก็ผอมแล้ว
พวกเด็กๆ ถึงห้องฝั่งตะวันตกก็กินของว่างและพูดคุย เฟิงซื่อและโหยวซื่อยังเงี่ยหูฟังเป็ครั้งคราว แน่นอนว่าได้ยินคำพูดของเสิ่นชิงรุ่ย สบตาก่อนยิ้มหัวเราะ ยิ้มเสร็จ โหยวซื่อพูดว่า “ได้ยินมาว่าน้องชายเล็กฟื้นแล้ว นายท่านรองของพวกเราไปเยี่ยมมาแล้ว ข้าเตรียมจะส่งอาหารและยาบำรุงไปให้สักเล็กน้อย” เสิ่นจวินเซี่ยวเป็หนุ่มแล้ว พวกนางเป็พี่สะใภ้ ต้องเริ่มหลบเลี่ยงได้แล้ว
เฟิงซื่อรู้ความหมายของนาง พูดว่า “เ้าคิดเหมือนข้าเลย แล้วน้องชายรองกลับเมืองหลวงแล้วหรือ”
“รีบเดินทางมาทั้งคืน เข้าเรือนมาดื่มชาเพียงถ้วยนึง ก่อนข้ามาก็ออกเดินทางไปแล้ว” พูดถึงสามีที่อยู่ที่อื่นตลอดเวลา ภายใต้รอยยิ้มของโหยวซื่อก็มีความหดหู่เล็กน้อย “เขาพักอยู่ที่จวนว่าการ[2] ข้างกายมีเพียงเด็กรับใช้ชาย จะบอกว่าไม่เป็กังวลก็คงไม่จริง”
“บอกตั้งนานแล้วว่าเ้าควรจะตามไปด้วย” เฟิงซื่อยิ้มและเหล่มองนาง “น้องชายรองตอนนี้เป็ขุนนางขั้นสี่แล้ว การเงินของพวกเ้าไม่ได้อัตคัด ซื้อบ้านพักหลังเล็กสักหลังก็ยังได้”
โหยวซื่อหน้าพลันเรียบเฉย ส่ายศีรษะ “สามีบอกว่าเขาไม่อยู่ปรนนิบัติมารดาก็อกตัญญูมากแล้ว ข้าไหนเลยจะตามไปได้อีก” นางที่เป็สตรีในห้องหอคนหนึ่งไม่รู้เื่อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในราชสำนัก แต่ก็รู้ว่าสามีของนางหลบเลี่ยงคำครหามากแค่ไหน
ตระกูลเสิ่นอยู่ในเมืองหย่งผิงยังถือว่ามีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่ในเมืองหลวงนั้นไม่มีรากฐาน ทุกเื่ต้องระมัดระวัง
ที่ควรพูดเฟิงซื่อก็พูดหมดแล้ว ที่ละเอียดกว่านี้นางก็ไม่อาจกล่าวมากความได้อีก เปลี่ยนหัวข้อไปพูดถึงเื่ในจวนขึ้นมา หลายปีมานี้ เฟิงซื่อดูแลตระกูลเสิ่นอยู่ ควบคุมดูแลได้อย่างดี จัดการระเบียบได้อย่างละเอียดและเป็ระเบียบเรียบร้อย แต่ว่านางก็ยังดึงโหยวซื่อไปช่วย แบ่งงานจัดซื้อในห้องครัวให้
ทำเช่นนี้ ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพี่น้องสะใภ้ยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น
โหยวซื่อมีกำลังใจขึ้นมาบางส่วน และพูดถึงเื่วันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นในเดือนสี่ขึ้นมา
สองคนเพิ่งจะพูดกัันได้ไม่กี่คำ ชุยอี๋เหนียงและหวังอี๋เหนียงก็พาบุตรธิดมาคาระ โหยวซื่อมองครู่เดียวเห็นว่าใกล้ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว ถือโอกาสขอตัวลากลับ
เฟิงซื่อรั้งตัวนางไว้พูดว่า “พวกเด็กๆ กำลังเล่นกันอย่างสนุก น้องชายรองเองก็กลับเมืองหลวงแล้ว ยังไงเ้าอยู่รับสำรับเที่ยงกับข้าที่นี่เถอะ ครั้งก่อนเ้าบอกว่าพิราบห้ารส[3]รสชาติใช้ได้ ข้าจะสั่งพวกเขาให้ทำมาให้เ้า”
โหยวซื่อคิดดูแล้วกลับไปก็ไม่มีอะไรทำ ไม่ง่ายเลยที่จะเจอหน้าสามี คนคนนี้ทักทายได้นิดเดียวก็จากไป กลับไปก็โดดเดี่ยวไม่เหมือนกับอยู่ที่นี่ที่คึกคัก นางขบคิดสักครู่ ก็ตอบตกลงไป
ชุยอี๋เหนียงและหวังอี๋เหนียงรอให้ทั้งคู่พูดเสร็จ ถึงจะเข้ามาคารวะเฟิงซื่อตามธรรมเนียม เสิ่นซิ่วเหลียนตายังบวม อดทนกับความเ็ปที่เข่าหันหน้าไปทางเฟิงซื่อยวบกายคารวะ เสียงเกอเอ๋อร์ที่เกิดจากอี๋เหนียงอายุยังไม่ครบขวบ ให้แม่นมอุ้มขึ้นไปด้านหน้า
เฟิงซื่อรับทารกมา เด็กผู้ชายอายุหนึ่งขวบสามารถจดจำคนได้ เห็นเฟิงซื่อก็ร้องโยเยเรียกแม่...แม่ คำว่า ‘ท่าน' ของคำว่า ‘ท่านแม่’ ยังพูดไม่ได้เลย เฟิงซื่อเห็นแก้มเล็กชมพูๆ ในใจล้วนอ่อนยวบ ก้มลงไปหอมที่แก้มของเขา สอนเขาอย่างอดทน “ท่านแม่”
“แม่... แม่”
ทำเอาเฟิงซื่อหัวเราะไม่หยุด
โหยวซื่อก็รู้สึกว่าเสียงเกอเอ๋อร์น่ารัก “มองแล้วดูโตขึ้นเยอะเลย”
“เด็กน้อยโดนลมก็โตแล้ว หนักมือแล้ว” เฟิงซื่อยิ้มแล้วพูด หันไปทางหวังอี๋เหนียง “ตอนกลางคืนคงทำเ้ายุ่งแย่เลยสินะ ลำบากแล้ว สักครู่ข้าจะให้ซินเหมยเอารังนกให้เ้านำกลับไปเสียหน่อย”
“บ่าวไหนเลยจะกล้ารับความเมตตาจากฮูหยิน ล้วนเป็หน้าที่ของบ่าว” หวังอี๋เหนียงตอบกลับไปด้วยความประหม่าเป็อย่างยิ่ง
นางเป็สตรีประเภทกระดูกเล็ก มองดูแล้วก็ตัวเล็กๆ ดูบอบบาง เอวบางเหมือนใบต้นหลิว คำพูดก็อ่อนโยน ทำให้คนทำใจพูดกับนางด้วยเสียงดังไม่ได้
“เลี้ยงคุณชายน้อยให้ดี ก็นับเป็ความดีความชอบของเ้า” เฟิงซื่อพูดและเรียกให้คนนำเก้าอี้ขนาดเล็กมาให้นางนั่ง เฟิงซื่อปฏิบัติต่อนางเป็อย่างดี ข้อสำคัญก็เพราะแต่ไหนแต่ไรมาหวังอี๋เหนียงรู้ฐานะของตนดี ถึงแม้ว่าจะเป็ผู้เดียวที่ให้กำเนิดเด็กผู้ชาย แต่ก็ไม่เคยทะเยอทะยาน ดังนั้นเฟิงซื่อจึงให้เกียรตินาง
ชุยอี๋เหนียงมองด้วยสายตาเ็า คิดว่าเฟิงซื่อแสดงได้ดีจริงๆ เต็มไปด้วยความเมตตาและมีคุณธรรม ราวกับผู้อื่นไม่ทราบว่าที่นางให้เกียรติหวังอี๋เหนียงมากกว่าครึ่งนั้นยังเป็เพราะเสียงเกอเอ๋อร์ นั่นคือทายาทชายเพียงคนเดียวในขณะนี้
...ทายาทชายเพียงหนึ่งเดียว ในใจของชุยอี๋เหนียงย้ำประโยคนี้ซ้ำๆ ขณะมองไปยังเสียงเกอเอ๋อร์ที่เวลานี้พูดพร่ำอยู่ในอ้อมกอดของเฟิงซื่อ สายตาก็เปลี่ยนเป็คาดเดาไม่ได้
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/7012340b7983053f1267ffdb04fe563d
[1] ศาลต้าหลี่ซื่อเป็หน่วยงานหนึ่งในยุคจีนโบราณเทียบเท่ากับศาลสูงสุดในสมัยปัจจุบัน ทำหน้าที่พิจารณาคดีต่างๆ
[2] สำนักงานของหน่วยงานในราชสำนัก
[3] อาหารท้องถิ่นของเสฉวน