ปลายฤดูหนาว เหมยฮวาสองต้นหน้ากระท่อมหลังน้อยผลิดอกบานสะพรั่งท้าทายแสงอาทิตย์ยามสาย ใต้ต้นเหมยฮวามีม้านั่งหินตัวเล็กกับโต๊ะหินทรงกลมไว้นั่งพักผ่อน ยามสายวันนี้ เหวินชิงหลีขะมักเขม้นกับการจัดเรียงชาดอกเก๊กฮวยใส่กระจาด แก้มสีขาวนวลมีสีเืฝาดเพราะทำงานั้แ่เช้ามืดยันสาย
“ท่านแม่ ข้าจะช่วยท่านเรียงดอกไม้” ไม่พูดเปล่า มือเล็กอ้วนกลมขมีขมันหยิบดอกเก๊กฮวยวางในกระจาดเป็ระเบียบเรียบร้อยเบามือ
“เฟิงเกอของแม่น่ารักจริง ๆ” นางเอ่ยปากชมลูกชายตัวน้อย ทำให้ซาลาเปาก้อนกลมปริ่มยิ้มไม่หุบ
“คุณหนูรอง คุณชาย เกี๊ยวไส้หมูทำเสร็จแล้วเ้าค่ะ” เสียงของเปาจู๋ดังมาจากหน้าประตูบ้าน เนื่องด้วยพวกนางต้องทำงานหนักทั้งวัน นอกจากกับข้าวมื้อหลักแล้ว เหวินชิงหลียังให้เปาจู๋ทำอาหารว่างระหว่างวันเพื่อเพิ่มพลังงานไว้ด้วย
“เปาจู๋พาเฟิงเกอไปกินก่อนเถอะ ตากชาเสร็จแล้วประเดี๋ยวข้าตามไป” นางร้องบอกเปาจู๋พลางดันหลังลูกชายให้เข้าบ้าน สี่ปีแล้วกับการอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ ที่แห่งความล้าหลัง ที่ที่ผู้ชายเป็ใหญ่ ที่ที่ผู้หญิงไร้ซึ่งอิสรภาพ นางมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ของลูกชายทำให้นึกถึงคราแรกครั้งทะลุมิติมายังดินแดนแห่งนี้
โลกในอดีตของนาง เมื่อปี ค.ศ. 2023 เหวินชิงหลีเป็ถึงทายาทเ้าของบริษัทผลิตและส่งออกเซรามิกรายใหญ่แห่งเมืองหนานชาง ก่อนทะลุมิติมานางได้ศึกษาดูงานนวัตกรรมการหลอมแร่ทองแดงที่นครดูไบ ขากลับก่อนเครื่องบินจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติหนานฉาง ฉางเป่ย เพียง 45 นาที ตามเสียงประกาศของลูกเรือประจำเครื่องบิน เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อพายุฝนเป็เหตุทำให้เครื่องยนต์เกิดความขัดข้อง เหวินชิงหลีจำได้แม่นยำชั่วขณะนั้นนางปวดหู หูอื้อ ปวดหัวจนแทบจะะเิ ก่อนจะหมดสติไปแล้วฟื้นขึ้นใหม่ในร่างคุณหนูรองคนนี้ที่ชื่อแซ่เดียวกัน มิหนำซ้ำยังเจอผู้ชายปากร้ายแถมยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็สามี
แววตาล้ำลึกประดุจดอกม่านถัวหลัวคู่นั้นนางคงจดจำได้ขึ้นใจ วาจาที่ใช้ทิ่มแทงนางประดุจคมหอกคมดาบคงก้องกังวานอยู่ในหู
‘แม้นเ้าอยากตาย แต่ท่านพญายมคงไม่พร้อมจะอยากรับ’
เห็นจะเป็เช่นนั้นจริงนางเย้ยหยันตัวเองในใจ เกิดมายี่สิบหนาวก็หนนี้ที่เหวินชิงหลีรู้สึกว่าตัวเองลำบากลำเค็ญจริง ๆ ข้าวสารกรอกหม้อหนึ่งกระสอบ กระท่อมหลังเล็ก ๆ หนึ่งหลัง พร้อมกับเด็กในท้องที่เป็เืเนื้อเชื้อไขของชายปากร้ายผู้นั้นอีกหนึ่งคน เงินทองติดตัวสักอีแปะยังไม่มี โชคดีที่จวนราชเลขายังพอมีน้ำใจอยู่บ้างส่งเปาจู๋สาวใช้จากบ้านเดิมมาให้นาง
ด้วยอายุเ้าของร่างเดิมเป็เพียงเด็กสาววัยปักปิ่น กว่าเหวินชิงหลีจะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ก็ปาเข้าไปเดือนที่สามด้วยอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง ยารักษาโรคกระเพาะในกระเป๋าคาดอกที่ทะลุมิติติดตัวมาก็ไม่อาจเยียวยารักษาได้จำใจต้องเดินทางไปหาหมอ ซึ่งค่ารักษานางเสี่ยงดวงแลกกับยาพาราเซตามอลที่นางอวดอ้างสรรพคุณว่ามันคือยาวิเศษ อีกทั้งหาได้ยากยิ่งบนโลกใบนี้ โชคดีที่โรงหมอมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทำให้นางสามารถพิสูจน์สรรพคุณยาวิเศษของนางได้จริง
ย้อนความคิดกลับไปยิ่งพาให้ใจหดหู่ ไม่รู้เพราะชาตินี้บาปหนาหรือโชคชะตาเล่นตลก เหวินชิงหลีแพ้ท้องั้แ่อายุครรภ์เพียงสามเดือนจนกระทั่งนางคลอด งานหนักทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็ภาระของเปาจู๋ หาบน้ำ ผ่าฟืน ซักผ้า เปาจู๋อาสาทำเองทั้งหมด นอกจากเฟิงเกอแล้วเปาจู๋เปรียบเสมือนญาติอีกคนที่นางเหลืออยู่จริง ๆ มาถึงเมืองหลิวหลินวันแรก นอกจากข้าวสารกับเกลือที่จวนราชเลขาให้มาแล้ว สิ่งของต่าง ๆ สองดรุณีน้อยล้วนจัดหากันเองตามยถากรรม กับข้าวมื้อแรกที่เมืองหลิวหลินทำเอาเปาจู๋แทบอ้วก
“อาหารจานนี้เรียกว่ารถด่วน อร่อยมากเลยนะเปาจู๋เ้ายังไม่เคยชิมละสิ” เหวินชิงหลีโฆษณาสรรพคุณของอาหารตรงหน้ากับเปาจู๋ด้วยใบหน้าแจ่มใสทั้งที่ในใจแอบหลั่งน้ำตา ด้วยไม่รู้จะกินอะไรนางจึงนึกถึงด้วงกอไผ่หลังบ้านเก็บเอามาคั่วเกลือกินกับข้าวประทังชีวิต ไม่นึกไม่ฝันว่าสารคดีเกี่ยวกับอาหารในป่าที่นางชอบดูในชาติที่แล้วจะช่วยชีวิตนางไว้ได้ในชาตินี้
“ข้าต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้แน่” เหวินชิงหลีเฝ้าบอกตัวเอง ก่อนยื่นมือเรียวสวยวางดอกเก๊กฮวยดอกสุดท้ายลงในกระจาด แล้วตามเปาจู๋กับเฟิงเกอเข้าบ้านไป
ยามอู่สองเค่อ ขณะเหวินชิงหลีกำลังเอนกายพักผ่อนข้าง ๆ ฟูกเล็กบนเตียงเตาที่มีเ้าซาลาเปาน้อยก้อนกลมนอนหลับปุ๋ยอยู่นั้น หูพลันได้ยินเสียงตีฆ้องร้องป่าว เสียงปี่ เสียงกลอง ดังแว่วมาเป็ระยะ ๆ เหวินชิงหลีลุกขึ้นเดินมาที่ประตู ก็เห็นเปาจู๋กำลังเดินมาหานางเช่นกัน
“คุณหนูรองจะไปที่ใดหรือเ้าคะ” เปาจู๋เอ่ยถาม
“ข้าว่าจะเดินออกมาดูเสียหน่อย ว่าเป็ขบวนงานแต่งลูกสาวบ้านใด” เหวินชิงหลีบอกตามที่สงสัยสีหน้าเปาจู๋ดูใปนเศร้าสลด กระทั่งนางทนไม่ไหวจำต้องส่งสายตาคาดคั้น
“คือว่า...เป็ขบวนแห่ต้อนรับนายท่านกับแม่ทัพจ้าน พวกเขาเดินทางกลับจากการเจรจาสงบศึกเมืองตงหยางอยู่ประตูวั่งซูเ้าค่ะ” เปาจู๋ตอบเหวินชิงหลีเสียงอ่อยเพราะกลัวนางเสียใจ
กว่าสี่ปีที่ผ่านมาจากตำแหน่งราชเลขาสู่ตำแหน่งราชมนตรี เต๋อหลางเยว่ดูประสบความสำเร็จในกิจการงานและมีอำนาจบารมีเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน ขณะภรรยาเอกเยี่ยงนางต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อเลี้ยงดูเืเนื้อเชื้อไขของเขา เหวินชิงหลีให้สัตย์ปฏิญาณกับตัวเอง ต่อให้ลำบากจนตัวตายนับจากนี้ไปไม่ขอยุ่งเกี่ยวจวนราชมนตรี
“เปาจู๋เ้าช่างขี้กังวลเกินไปแล้ว” นางเย้าแหย่เปาจู๋
“คุณหนูรองจะไม่บอกนายท่านเื่คุณชายแน่หรือเ้าคะ” เปาจู๋ยังแอบหวังหากนายท่านรู้เื่คุณชายแล้ว ชีวิตความเป็อยู่ของพวกนางจะต้องดีกว่านี้แน่
“เปาจู๋กว่าสี่ปีที่ผ่านมานายท่านที่เ้าว่าเคยห่วงใยเราบ้างหรือไม่ กว่าสี่ปีที่ผ่านมาแม้ข้าวสักเม็ดเราได้รับความเมตตาจากเขาบ้างหรือไม่ กว่าสี่ปีที่ผ่านมาข้าว่าเขาคงลืมไปแล้วว่ามีภรรยาเช่นข้าอยู่ตรงนี้ นับแต่นี้ต่อไปแม้นต้องลำบากแสนเข็ญแค่ไหนข้าจะไม่ร้องขอต่อจวนราชมนตรี” น้ำเสียงไม่ดังมากแต่ทว่าแฝงไปด้วยความยืนกรานเด็ดเดี่ยว เปาจู๋น้ำตาคลอเบ้าไหลทะลักล้นอาบสองแก้ม
ั้แ่เมื่อไหร่... ที่คุณหนูรองคนนี้ได้เปลี่ยนไป ั้แ่เมื่อไหร่... จากคนที่นางไม่เคยอยากเข้าใกล้กลับต้องถวายทั้งตัวและหัวใจให้หมดในวันนี้ เหวินชิงหลีคนก่อนรักสบายเป็ที่สุด ละโมบโลภมากเป็ที่สุด โง่เขลาเบาปัญญาร้ายกาจที่สุด ความยากลำบากในเมืองหลิวหลินคงหล่อหลอมนางให้เป็เช่นนี้กระมัง นางโยนทิ้งไปแม้กระทั่งความทรงจำเดิมทั้งหมดที่เคยมีมา เปาจู๋ตรึกตรองเื่ราวพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่เปื้อนบนใบหน้า
แสงแดดเจิดจ้าในฤดูหนาว แม้จะดูร้อนแรงแต่ก็ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น เหวินชิงหลีเอนกายพิงหมอนอิงอ่านหนังสือเื่ชายเลี้ยงไก่กับลูกชายคนเล็กเงียบ ๆ เมื่อตื่นจากการงีบหลับหลังอาหารมื้อกลางวันของวันนี้
“อาลี่ อาลี่อยู่หรือไม่” เสียงของจางโม่โฉวร้องเรียกดังมาจากหน้าประตูใหญ่
จางโม่โฉวเป็ภรรยาของจางชุน หลงจู๊ร้านน้ำชาที่เหวินชิงหลีส่งชาเก๊กฮวยให้ในตลอดฤดูหนาว ส่วนอาลี่ที่นางเรียกหาก็คือเหวินชิงหลีเองนั่นแหละ ในเมืองหลิวหลินผู้คนรู้จักนางในนามของลี่จิ่น นางจะบอกทุกคนตามชื่อเล่นที่แม่ของนางตั้งให้เมื่อชาติที่แล้ว คนหมู่บ้านนี้จึงเรียกขานนางว่าแม่นางลี่ แม้กระทั่งลูกชายนางยังให้ชื่อว่าลี่ชิงเฟิง
เหวินชิงหลีแหงนมองกาน้ำหยด ซึ่งบอกเวลาว่าเป็ยามเซินสี่เค่อ
“มาแล้ว ๆ”
เปาจู๋กำลังเล่นสนุกกับเฟิงเกอตรงลานหน้าบ้านรีบวิ่งไปเปิดประตูทันที เพราะจำได้ว่าเป็เสียงของภรรยาหลงจู๊จาง
“ท่านป้าจางได้อะไรมาอีกแล้ว” น้ำเสียงใสร้องทักทายจางโม่โฉว
“ได้พุทราเชื่อมมาให้เฟิงเกอของเราน่ะสิ เฟิงเกอชอบหรือไม่” นางทักทายตอบเ้าซาลาเปาน้อย
“ขอบคุณท่านป้าจาง” เด็กน้อยกล่าวขอบคุณจางโม่โฉวตามที่ท่านแม่ได้สอนไว้ พร้อมรอยยิ้มดีใจจนตาหยี
จางโม่โฉวส่งถาดพุทราเชื่อมให้เปาจู๋ ก่อนเดินเข้าไปในบ้าน
“อาลี่กำลังยุ่งอยู่หรือไม่” จางโม่โฉวทักทายก่อนเข้าเื่
“จางฮูหยินมาหาข้ามีธุระด่วนอะไรหรือ”
เหวินชิงหลีอดแปลกใจไม่ได้ เพราะชาดอกเก๊กฮวยนางเพิ่งส่งร้านไปเมื่อวานนี้มิใช่หรือ
“อาลี่ยังจำรูปปั้นที่เ้าให้ข้าตั้งประดับร้านได้หรือไม่”
จางโม่โฉวสบโอกาสถามต่อทันที ขณะเดียวกันเปาจู๋เดินยกถาดกาน้ำชาเข้ามารินส่งให้นางพอดี จางโม่โฉวยกขึ้นจิบพร้อมตั้งหน้าตั้งตารอคำตอบ
“หากจางฮูหยินไม่พูดถึงข้าเองก็เกือบลืมมันไปเสียแล้ว ฮูหยินถามทำไมหรือ”
เหวินชิงหลีพูดพร้อมรอยยิ้ม พลางนึกถึงรูปปั้นของอดัมกับอีฟในสวนเอเดน ที่นางปั้นขึ้นจากดินสีขาวในฤดูใบไม้ผลิของปีก่อน ซึ่งแรงบันดาลใจนี้มาจากเฟิงเกอน้อยของนาง เพราะลูกจึงทำให้นาง้าชีวิตใหม่ อดัมกับอีฟคือความหมายของการมีตัวตนอยู่ของนาง นางจึงถือโอกาสปั้นรูปปั้นนี้เพื่ออวยพรให้กับตัวเอง
ลักษณะเด่นของมันจะเน้นความโค้งมนตามแบบศิลปะของกรีกโรมันเป็หลัก เน้นลงสีพู่กันด้วยสีเขียวอ่อนและสีขาวอมชมพูแบบสวยหวาน ขนาดของมันกว้างยาวด้านละห้าชุ่น นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นกามเทพน้อยแผลงศรสีขาวอีกสองตัวที่มีขนาดเท่ากัน
จางโม่โฉวรีบวางถ้วยชาลง ก่อนจะกุมมือเหวินชิงหลีแล้วพูดด้วยท่าทีที่ตื่นเต้น
“ก็มื้อกลางวันวันนี้น่ะสิ มีคนจากเมืองหลวงมานั่งจิบชาในร้านของข้าแล้วเกิดสนใจรูปปั้นของอาลี่ขึ้นมา บอกว่าแปลกตาดีไม่เคยพบเห็นที่ไหน จึงขอซื้อรูปปั้นพวกนี้จากพี่จางของเ้า”
จางโม่โฉวทำตาโตเขย่ามือเหวินชิงหลีแล้วรีบพูดต่อ
“อาลี่เ้าลองทายซิว่าเขาให้ราคามาเท่าไหร่”
เมื่อพูดถึงราคาจางโม่โฉวยิ่งตาโตเข้าไปใหญ่ เหวินชิงหลีแอบขำในท่าทีของนาง เื่เงินทองจำเป็มากสำหรับเหวินชิงหลีก็จริง แต่ทว่าตอนนี้นางรู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิตกำลังดีขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าจะอดบ้างอิ่มบ้างก็ตาม ตอนนี้เหวินชิงหลีมีเงินเก็บสำหรับลงทุนเพื่ออนาคตของเฟิงเกอไว้แล้วหนึ่งก้อน จากการขายยาพาราเซตามอลให้กับคนรวยในเมืองหลิวหลินจำนวนสามสิบเม็ด จากทั้งหมดห้าสิบห้าเม็ด นอกจากนี้เหวินชิงหลียังมียาไอบูโพรเฟนอีกจำนวนสิบสองเม็ดที่พกติดตัวตลอดเวลา เพราะชาติที่แล้วเหวินชิงหลีต้องใช้ยานี้เมื่อมีอาการปวดประจำเดือน โชคดีชาตินี้ร่างกายที่รับมายังไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนแม้สักครั้ง ดังนั้นยานี้นางจึงไม่จำเป็ต้องใช้
“ข้าจะทายถูกได้อย่างไรกันเล่าสู้จางฮูหยินบอกข้ามาเลยจะดีกว่า” เหวินชิงหลีเย้านาง
“ห้าสิบตำลึง ห้าสิบตำลึงเลยนะอาลี่” จางโม่โฉวยกมือขึ้นห้านิ้วพูดปนหัวเราะ
“แล้วหลงจู๊จางว่าอย่างไรบ้าง” เหวินชิงหลีส่งยิ้มถามกลับ
“ก็รอข้ามาบอกเ้านี่ไง เ้ามีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง จริง ๆ แล้วข้าเองก็ไม่ได้ขัดสนเงินทอง จะไม่ขายก็ได้แต่ติดตรงที่คนซื้อเป็ถึงเ้านายจากเมืองใหญ่ ข้าเลยต้องบากหน้ามาขอความคิดเห็นจากเ้านี่ล่ะ” นางพูดกังวล
“จางฮูหยินให้เขาไปเถอะ ประเดี๋ยวที่ร้านข้าจะทำให้ใหม่”