“ไม่ใช่นะ ข้าไม่ได้ขโมย ข้าไม่ได้เป็นโจร นี่เป็นเงินของข้า!” ไช่อู่เฉ่าร้อนรนใจจนแทบบ้า รีบตะโกนบอกชาวบ้านเสียงแผดแหลม “เป็นเงินของข้าจริงๆ!”
พยายามยื่นมือไปเอาเงินกลับคืน แต่ก็ทำไม่ได้
“พี่สาว ก่อนหน้านี้ท่านบอกข้าว่าไม่ได้กินดื่มอะไรมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว เงินสองตำลึงนี้...ท่านไปเอามาจากที่ใด”
ไช่ลิ่วโก่วคาดคั้นหาคำตอบ ทำท่าราวกับคนจะร้องไห้ สองเท้ากระทืบลงพื้น
“ท่านหลอกลวงข้า ทั้งๆ ที่มีเงินมากมายเพียงนี้ เหตุใดจึงต้องหลอกข้า ท่านเห็นข้าโง่มากใช่ไหม!”
เดิมทีไช่ลิ่วโก่วสงสารพี่สาว ขบคิดไปถึงตอนที่ยังเด็กๆ และลำบากมาด้วยกัน เหตุนี้จึงได้ตามออกมาหวังว่าจะนำเงินเก็บที่มีอันน้อยนิดให้นางไปหาซื้อของกิน อย่างน้อยๆ ก็สามารถมีชีวิตรอดไปได้อีกหลายวัน
คิดไม่ถึงว่าจะคลาดกับพี่สาวเอาเสียได้ มาเจออีกครั้งก็ตอนที่ไช่อู่เฉ่ามาเป็นพยานให้กับคนบ้านลู่เสียแล้ว
นางโง่เขลาจริงๆ พี่สาวหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่รู้จักหลาบจำ
“ลิ่วโก่ว ข้า...ข้าไม่ได้หลอกลวงเจ้า! ตอนนั้นข้าไม่มีเงินจริงๆ”
ไช่อู่เฉ่ารีบบอกน้องสาว แต่ก็อ้ำอึ้งบอกความจริงไม่ได้มากนัก
“ตอนนั้นไม่มี แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงมีเล่าเจ้าคะ? ท่านป้าเอาเงินมาจากที่ใด หรือว่าท่านมาขโมยเงินของคนในหมู่บ้านเราจริงๆ” เมิ่งหว่านยังคงเร่งทุบหม้อดินไล่ถาม [1] รุกไล่ไช่อู่เฉ่าไม่ยอมรามือง่ายๆ
เมิ่งเฉินเฮ่อที่ยืนฟังอยู่ก็รับรู้ได้ว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล
ตอนแรกไช่อู่เฉ่าบอกวาไม่มีเงิน แต่ตอนนี้กลับพบเงินสองตำลึงในตัวของนาง?
ยิ่งเมื่อเขามองไปรอบๆ สะดุดตากับท่าทีลุกลี้ลุกลน บวกกับใบหน้าซีดเผือดของเฉียวชุนฮวา เมื่อนำเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่ไช่อู่เฉ่าเอาแต่เข้าข้างเฉียวชุนฮวาอย่างไร้สาเหตุมาปะติดปะต่อ เด็กหนุ่มก็พอจะกระจ่างในเรื่องทั้งหมดแล้ว
ที่แท้...
“น้องสาว เราไม่ต้องถามขโมยเช่นนี้ให้เสียเวลา มิสู้แจ้งทางการเสียเถอะ!” เมิ่งเฉินเฮ่อเสนอทันที รีบเติมเชื้อฟืนลงไปในกองเพลิง
“ข้าเห็นด้วย!” เมิ่งเฉินอวี่ร่วมสนับสนุนเต็มที่ “คนเช่นนี้ต้องจับส่งทางการเป็นดีที่สุด!” ดวงตาแสดงออกถึงความเกลียดชัง
“ไม่! อย่านะๆ เงินนี้ข้าไม่ได้ขโมยมาจริงๆ!”
ใบหน้าไช่อู่เฉ่าซีดเผือดไม่ต่างกับเฉียวชุนฮวา
“แจ้งทางการ แจ้งทางการ!” โค่วเสี่ยวม่ายยกมือขึ้นแล้วตะโกนปลุกระดมคนอีกหน
แม้นางจะอายุแค่สิบสองปี แต่ก็มีความกล้าหาญที่จะออกมาช่วยสนับสนุนสหายของตน
“แจ้งทางการ! แจ้งทางการ!”
ชาวบ้านที่ได้ยินคำนี้ก็เดือดดาล พากันพูดตามโค่วเสี่ยวม่ายจนดังกึกก้องไปหมด
“ข้าไม่ใช่เป็นขโมยจริงๆ นะ!” ไช่อู่เฉ่าน้ำตาเล็ด สุดท้ายนางก็ทนความกดดันเช่นนี้ไม่ไหว รีบชี้ไปยังเฉียวชุนฮวา “นาง! เป็นนางยัดเงินใส่มือข้า บอกว่าหากข้ายอมโกหกช่วยเข้าข้างนางแล้วใส่ร้ายเด็กสาวบ้านเมิ่ง เงินสองตำลึงนี้ก็จะเป็นของข้า ข้าไม่ได้ขโมยเงินมาจริงๆ! ข้าแค่อยากได้เงินไปรักษาสามีข้าก็เท่านั้น!”
ครานี้เสียงของชาวบ้านพากันเงียบกริบ
เมิ่งหว่านยิ้มหยัน...ในที่สุดตั๊กแตนหลังสารทฤดูก็กระโดดได้ไม่นาน [2] อย่างที่คิด!
“นางเป็นคนบงการข้า บีบบังคับให้ข้าไร้หนทางเลือก!”
แม้ว่าไช่อู่เฉ่าจะสารภาพ แต่ก็ยังคงไม่ยอมรับว่าเป็นฝ่ายเข้าหาเฉียวชุนฮวาก่อน นี่เรียกว่านิสัยโจรอย่างแท้จริง ที่เมื่อถูกต้อนจนมุมก็โยนความผิดให้คนอื่นไปก่อนเพื่อเอาตัวรอด
ในคำพูดมีจริงเท็จผสมกันไปหมด ล้วนเอาดีเข้าตัวเอาชั่วใส่คนอื่น
“พูดบ้าอะไร ข้าไม่รู้เรื่อง!”
เฉียวชุนฮวาที่โดนเปิดโปงเรื่องราวทั้งหมด นางก็โวยวายไม่ยอมรับผิดท่าเดียว
แน่ล่ะว่านางไม่ต้องการจุดไฟเผาตัว [3] เพราะเรื่องนี้แน่ หาไม่เช่นนั้นจะว่าจ้างไช่อู่เฉ่าไปด้วยเหตุใด
“ถุย! นางหญิงแซ่เฉียว เจ้าบอกข้าเองว่าหากข้ายอมใส่ร้ายเด็กบ้านเมิ่งให้เจ้า เงินนี้จะตกเป็นของข้า ข้ายังมีหลักฐานอีกด้วยว่าวันนี้ข้าเข้าไปที่บ้านของเจ้ามาจริงๆ!”
ไช่อู่เฉ่าสะบัดแขนที่ไม่ได้ถูกรัดแน่นเหมือนก่อนหน้า
นางล้วงเข้าไปในแขนเสื้อที่เมื่อครู่ยังค้นไม่ถึง หยิบเอาต่างหูเงินข้างหนึ่งออกมา
ใครที่ได้เห็นก็ย่อมจดจำได้ทันทีว่าเป็นต่างหูที่เฉียวชุนฮวาชอบใส่ในช่วงนี้ ตอนนั้นนางยังเอามาโอ้อวดชาวบ้านว่าซื้อมาจากในตัวเมือง ราคาแพงถึงคู่ละห้าร้อยอีแปะเลยทีเดียว!
ไช่อู่เฉ่าโกรธจนต้องการแสดงให้ชาวบ้านเห็นว่านางไม่ได้พูดโกหก จึงจงใจหยิบต่างหูที่แอบขโมยมาจากบ้านลู่ไปให้ทุกคนได้เห็น ว่านางได้เข้าไปเยือนบ้านลู่มาแล้วจริงๆ หาไม่เช่นนั้นต่างหูข้างนี้จะมาอยู่ในมือนางได้เช่นไรกัน?
ทว่าไช่อู่เฉ่าคงจะไม่ทันคิดว่านี่ก็กลายมาเป็นหลักฐานมัดตัวนางเช่นเดียวกัน ว่านางได้กลายเป็นขโมยโดยสมบูรณ์ไปแล้ว...
“ขโมย! นางขโมยของของข้า!” เฉียวชุนฮวาโวยวายลั่น รีบร้องจับขโมย
“ข้า...ขะ...ข้า...”
ใบหน้าของไช่อู่เฉ่าย่ำแย่ลง ยืนอ้ำอึ้งเหมือนถูกไม้หนาฟาดปากอย่างแรง ปะทะเข้ากับสายตาของชาวบ้านที่มองมาด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ล้วนชี้หน้าก่นด่าถ่มน้ำลายว่านางเป็นโจร...
เมื่อนั้นถึงได้รู้ว่า...
อ่า...นางโดนเด็กสาววัยเพียงสิบสองปีหลอกเข้าเสียแล้ว!
“จับตัวหัวขโมยนางนี้เอาไว้!”
เจียงวั่งไฉเห็นท่าไม่ดี ด้วยเพราะชาวบ้านเริ่มพากันลุกฮือด้วยความโกรธเกรี้ยวจึงได้ไหลไปตามน้ำ
เรื่องขโมยนับว่าเป็นเรื่องใหญ่โต ฉะนั้นจะกระทำการส่งๆ เช่นก่อนหน้านี้ไม่ได้แล้ว หากว่าจัดการเรื่องไม่ดีจะส่งผลต่อชื่อเสียงของเจียงวั่งไฉได้เลยทีเดียว
สุดท้ายไช่อู่เฉ่าก็โดนคนในหมู่บ้านจับมัดด้วยเชือก ยัดผ้าเหม็นเน่าอุดปาก ก่อนจะถูกลากไปมัดไว้กับต้นไม้โดยมีคนเฝ้าเอาไว้รอการตัดสิน
เจียงวั่งไฉเร่งส่งคนไปแจ้งเรื่องนี้ต่อผู้ใหญ่บ้านซิ่งฝูให้มาที่หมู่บ้านกู่ไหวซู่ เพราะเรื่องนี้คนต่างหมู่บ้านมาก่อเรื่องถึงขั้นขโมยของในหมู่บ้านตน จะปล่อยผ่านไม่ได้เด็ดขาด
แต่อย่างไรเขาจะลงโทษไช่อู่เฉ่าโดยพละการไม่ได้ นี่จะเป็นการไม่ไว้หน้าผู้ใหญ่บ้านซิ่งฝูมากเกินไป
“ท่านผู้ใหญ่บ้านเจียง ในเมื่อความจริงเฉลยออกมาแล้ว ท่านเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดในหมู่บ้านของเรา ย่อมช่วยตัดสินเรื่องราวในวันนี้อย่างเป็นธรรม หาไม่เช่นนั้นข้าจะพาหลานสาวไปที่ว่าการอำเภอ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมต่อท่านเจ้าหน้าที่ถึงเรื่องที่หลานสาวข้าโดนใส่ความจากคนบ้านลู่อย่างไม่เป็นธรรม...”
คำกล่าวของเฉิงเจี๋ยนนับเป็นคำข่มขู่อยู่เป็นนัย ว่าหากผู้ใหญ่บ้านเจียงยังไม่ตัดสินเรื่องราวอย่างยุติธรรมตามที่ลั่นวาจาเอาไว้ เขาก็ไม่หน่ายที่จะพาหลานไปตีกลองร้องทุกข์ถึงที่ว่าการ
คนผู้นี้กินคำพูดจนอ้วน [4] วาจาใดๆ ล้วนเชื่อถือไม่ค่อยจะได้ ต้องข่มขู่ให้กลัวเสียบ้าง
คงเห็นว่าบ้านเมิ่งมีแต่เด็กและสตรีไร้ทางสู้ จึงได้คิดจะรังแกก็ทำได้ตามต้องการอย่างนั้นสินะ?
“เรื่องนี้ต่างฝ่ายต่างก็ได้รับผลกระทบกันไม่น้อย คนหมู่บ้านเดียวกันมีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันเถิด ในเมื่อเรื่องราวเกิดขึ้นเพราะเด็กบ้านลู่ เช่นนั้นก็บ้านลู่ให้ชดใช้ด้วยเสบียงข้าวฟ่างหนึ่งโต่ว [5] ก็แล้วกัน”
อย่างไรเสียเจียงวั่งไฉก็เป็นถึงผู้ใหญ่บ้านที่มีคนนับหน้าถือตามากมาย หลายปีที่ผ่านมานี้สร้างบารมีเอาไว้ไม่น้อย เขาหรือจะทนให้เฉิงเจี๋ยนข่มขู่ตนได้ จึงตัดสินใจให้คนบ้านลู่ชดใช้ความผิดเป็นข้าวฟ่างหนึ่งโต่วไปก็แล้วกัน
บ้านเมิ่งของเฉิงเหม่ยเหนียงยากไร้ถึงเพียงนั้น ข้าวฟ่างหนึ่งโต่วก็น่าจะมากพอที่จะอุดปากเด็กๆ ในบ้านได้แล้ว
เมิ่งหว่านหรี่ตาอย่างดูแคลน
ผู้ใหญ่บ้านผู้นี้คิดอะไรง่ายดายนัก ไม่รู้ว่าได้ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมาเพราะเหตุใด หรือสมัยนี้ยังมีการจับฉลากสุ่มเลือกเหมือนสุ่มรับของขวัญวันปีใหม่?
ใครกันที่หน้ามืดตามัวเลือกคนไม่ได้เรื่องได้ราวเช่นนี้ให้มาปกครองผู้คน??
“ถือดีอะไรมาเอาของของข้า ข้าไม่ยอม!”
เฉียวชุนฮวาโวยวายลั่นตามคาด
ถือดีอะไรให้นางเสียข้าวฟ่างหนึ่งโต่ว นั่นสามารถเลี้ยงคนคนเดียวให้อยู่รอดได้สองสามเดือนเลยนะ!
“เลิกโวยวายเสียที! หากเจ้ายังไม่รับผิดเรื่องนี้ เช่นนั้นก็ไม่ต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านของข้าอีก!”
เจียงวั่งไฉตวาดลั่นหน้าสั่น ใช้อำนาจของผู้ใหญ่บ้านกดข่มอารมณ์ร้ายกาจของเฉียวชุนฮวาเอาไว้
หากให้เลือกระหว่างหักหน้าบ้านลู่ กับการให้คนบ้านเฉิงพาหลานสาวไปฟ้องร้องต่อที่ว่าการอำเภอ เขาย่อมเลือกอย่างแรกมากกว่า!
หากเป็นในช่วงรัชศกที่ผ่านมา ประตูที่ว่าการล้วนหันไปทางทิศใต้ [6] ทั้งสิ้น ฉะนั้นจะใช้ศาลเตี้ยตัดสินความก็สามารถทำได้ง่ายดาย
แต่รัชศกของฮ่องเต้เหวินเจิ้งไม่ใช่เช่นนั้น ฮ่องเต้ห่วงใยประชาราษฎร์ ออกราชโองการให้ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถมาร้องเรียนถึงที่ว่าการได้ หากข้าราชการใดกระทำผิดเลียนแบบข้าราชการสมัยก่อน จะต้องได้รับโทษมหันต์
เจียงวั่งไฉไม่ยอมให้เรื่องราวบานปลายถึงขั้นนั้นแน่!
“จบเรื่องกันแค่นี้เถอะ”
ลู่เฟิงแม้จะรู้สึกโกรธ แต่ในเมื่อผู้ใหญ่บ้านตัดสินเช่นนี้ ก็นับว่าไว้หน้าบ้านลู่ของเขามากแล้วเช่นกัน
อย่างไรเสียในตอนแรกก็แค่เป็นเรื่องของเด็กๆ ทะเลาะกัน แม้ว่าภรรยาของเขาจะว่าจ้างให้ไช่อู่เฉ่ามาใส่ความเด็กสาวบ้านเมิ่ง แต่ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่โตเท่ากับไช่อู่เฉ่าขโมยข้าวของในบ้านของตนอยู่ดี
ฉะนั้นแทนที่จะทำเรื่องทะเลาะของเด็กๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่สู้เอาทุกอย่างโยนไปให้ไช่อู่เฉ่าหญิงต่างหมู่บ้านไม่ดีกว่าหรอกหรือ?
“แต่ว่าพี่เฟิง...”
“หุบปาก! เชื่อหรือไม่ว่าหากเจ้ายังปากมาก ข้าจะหย่ากับเจ้า!”
ปากของเฉียวชุนฮวาอ้าค้างตะลึงงัน
ตั้งแต่อยู่กินกับลู่เฟิงมาสิบกว่าปี นางไม่เคยได้ยินคำพูดเช่นนี้เลยสักครั้ง
นั่นย่อมทำให้นางสงบปากสงบคำ สามีหาเงินให้ใช้จ่ายอย่างสุขสบาย ย่อมเป็นธรรมดาหากว่านางจะเชื่อฟังคำของเขา
“ข้าวฟ่างหนึ่งโต่วข้าจะให้ต้าหนิวนำมามอบให้บ้านเจ้า”
ลู่เฟิงไม่ได้เห็นค่าข้าวฟ่างเพียงแค่โต่วเดียว เขามีปัญญาล่าสัตว์หาเงินได้เป็นเงินตำลึงอย่างต่ำทุกเดือน
แม้ตอนนี้จะเริ่มเข้าต้นสารทน้ำค้าง ทำให้สัตว์ป่าล่ายาก แต่บ้านเขายังมีเสบียงมากมายสำหรับฤดูหนาวอันยาวนานนี้ และยังมีเงินเก็บอีกจำนวนไม่น้อยให้ใช้จ่ายได้คล่องมืออยู่อย่างสุขสบายตลอดปี
ฉะนั้นแค่เสียข้าวฟ่างแค่หนึ่งโต่วเพื่อจบเรื่องราว เขาก็ยอมหลับตาข้างหนึ่งทำตาม
เมิ่งหว่านเองไม่คิดบีบคั้นให้ชดใช้เรื่องที่เด็กๆ ทะเลาะกัน เพราะนางมีจุดหมายที่ใหญ่กว่านั้นต่างหาก ส่วนเรื่องไช่อู่เฉ่าอย่างไรก็ต้องรอคนหมู่บ้านซิ่งฝูมาเจรจาข้อตกลงกัน ซึ่งก็ไม่ได้วาดหวังกับการตัดสินในเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว
“เรื่องแรกจบไปแล้ว แต่เรื่องที่สองยังไม่จบเจ้าค่ะ”
ในช่วงที่ชาวบ้านและคนบ้านลู่กำลังจะพากันแยกย้าย เสียงของเมิ่งหว่านดังขึ้นมาทำให้เท้าของทุกคนพากันชะงักไปหมด ราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องของตัวเองไปเสียแล้ว
“เมิ่งหว่าน เจ้ายังมีสิ่งใดต้องการอีก”
เจียงวั่งไฉมีสีหน้าหงุดหงิดขึ้นมาอีกหน คิดในใจว่านางเด็กบ้านเมิ่งผู้นี้เจ้าคิดเจ้าแค้นและไม่รู้จักลดราวาศอกเหลือเกิน
หากนางเป็นบุตรสาวของเขาล่ะก็ เขาจะจับโยนเข้าไปสำนึกผิดในศาลบรรพชน ให้อดข้าวอดน้ำเสียให้เข็ดหลาบ!
“ท่านแม่ของข้าร่างกายอ่อนแอ นางไม่รู้ไม่เห็นเรื่องในวันนี้แม้แต่น้อย หากแต่ตอนที่ข้ากับน้องชายกลับมาถึงบ้าน พบว่าลู่เอ้อร์ผิงสร้างความเสียหายโยนถ้วยชามหม้อไหแตกไปเกือบหมดบ้าน ทำให้ท่านแม่ของข้าได้รับความสะเทือนทางจิตใจจนอาการเจ็บป่วยทรุดลง”
สามีภรรยาบ้านลู่พากันอ้าปากเหวอ
ก่อนหน้านี้เฉียวชุนฮวาพาบุตรชายมาอาละวาดก่อนอยู่ครู่หนึ่งจริงๆ ลู่เฟิงและบุตรชายคนโตที่ได้ตามมาสมทบทีหลังก็ไม่ได้ใส่ใจในการกระทำของลู่เอ้อร์ผิงมากมายอะไรนัก
เมื่อกวาดตามองไปรอบๆ ก็พบเห็นความเสียหายจากฝีมือลู่เอ้อร์ผิงได้เป็นอย่างดี สภาพบอกได้เพียงว่าเละเทะ...
“ลูกชายข้ายังเด็ก ย่อมไม่รู้ว่าอะไรถูกผิด เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะทำสิ่งใดรุนแรงหรอก คนหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น เหตุใดต้องคิดเล็กคิดน้อยถึงเพียงนี้” ลู่เฟิงถอนหายใจ ทำสีหน้าประมาณว่าจะอะไรกันนักหนา
เด็กหนุ่มบ้านเมิ่งกับเฉิงเจี๋ยนฟังอยู่แทบไม่อยากจะเชื่อว่าได้ยินสิ่งใดไป
อย่างเจ้าลู่เอ้อร์ผิงที่ตัวใหญ่โตกว่าพวกเขานั้นเรียกว่าเด็ก?
เหอะๆ ...เด็ก#@!*น่ะสิ!
เมิ่งหว่านได้ฟังก็ยิ้มตีหน้าซื่อ “ข้าเองก็ยังเด็กนัก อายุก็แค่สิบสองขวบเท่ากับลู่เอ้อร์ผิง”
คำนี้เรียกเอาเสียหัวเราะจากชาวบ้านได้มากเลยทีเดียว
“เช่นนั้นข้าสามารถบุกเข้าไปในบ้านของพวกท่าน จากนั้นขว้างปาสิ่งของได้หรือไม่ ในเมื่อข้ายังเป็นเด็ก สมองจึงยังไม่รู้ถูกผิดดีนัก”
โดนตอกกลับเช่นนี้ถึงกับพูดไม่ออก
“กลับกันแล้ว...ในเมื่อท่านลุงบอกว่าลู่เอ้อร์ผิงยังเด็ก เหตุใดจึงได้เอาเรื่องที่เด็กๆ ทะเลาะกันมาทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตด้วยเจ้าคะ ก็แค่เด็กไม่รู้ความ ข้าจึงได้พลั้งมือไปหน่อย แต่พวกท่านกลับทำให้เรื่องเล็กๆ กลายมาเป็นเรื่องใหญ่โตได้”
เมิ่งหว่านลอบเบ้ปาก แค่คิดว่าอาศัยคำว่าเป็นเด็กแล้วจะพ้นผิดรึไง?
หากพูดคำว่าเป็นเด็กแล้วจะจบ เช่นนั้นบ้านเมืองก็คงจะมีฆาตกรวัยใสเกลื่อนกลาดนับไม่ถ้วน จะอย่างไรเด็กก็ไร้ความผิด จิตใจใสซื่อไร้เดียงสามิใช่หรือ...??
“เจ้า! อย่าให้มันมากเกินไปนัก!” ลู่ต้าหนิวเอ่ยขึ้นมาหลังจากเงียบมานาน
แม้จะรู้ดีว่าน้องชายทำผิด แต่อย่างไรเด็กก็คือเด็ก!
แค่ทำผิดนิดหน่อยกับข้าวของไม่กี่ชิ้น ของบ้านเมิ่งก็ใช่ว่าจะมีทรัพย์สินมีค่าเสียเมื่อไหร่ ส่วนหญิงแซ่เฉิงนางนั้น นางร่างกายอ่อนแอแต่ดันอยากออกมารับลมเอง ใครจะไปห้ามนางได้?
“ในเมื่อพวกท่านไร้จิตใจที่จะรับผิดชอบ เช่นนั้นข้าจะให้ลุงใหญ่พาไปร้องความต่อที่ว่าการ ข้าอยากจะรู้นักว่าบุกรุกบ้านผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำลายทรัพย์สินผู้อื่นโดยเจตนา ใส่ความผู้อื่นให้เกิดความอับอายเสื่อมเสียชื่อเสียง และจงใจทำให้ผู้ป่วยอาการทรุดลงนั้นมีโทษทัณฑ์เช่นไร!”
“เดี๋ยว! เจ้าต้องการให้ข้าชดใช้สิ่งใด ใช่ว่าจะตกลงกันไม่ได้”
ลู่เฟิงหน้าเสียเมื่อนึกได้ว่าบ้านตนจะต้องถูกเชิญไปที่ว่าการ
ต่อให้บ้านลู่วางตัวใหญ่โตในหมู่บ้านเช่นไร แต่ย่อมไม่ใช่สำหรับเมื่ออยู่ต่อหน้าคนของทางการเด็ดขาด เพราะเพียงคำพูดเดียวก็สามารถตัดสินชะตาชีวิตของครอบครัวเขาได้แล้ว
“นั่นสิ เจ้าจะทำให้เรื่องราวใหญ่โตไปด้วยเหตุอันใด”
เจียงวั่งไฉกล่าวสมทบ
“คนบ้านลู่ พวกเจ้าบุกรุกเข้าเขตบ้านผู้อื่นก่อน ทั้งลงมือทำลายข้าวของ ทำให้ผู้อื่นตกใจจนอาการป่วยทรุดลง วาจาเชื่อถือไม่ได้กลับดำเป็นขาวโดยเจตนา พวกเจ้าสมควรจะต้องชดใช้ให้บ้านเมิ่ง ตอบข้ามาว่าจะชดใช้เรื่องในครั้งนี้เช่นไร”
ลู่เฟิงมองลู่เอ้อร์ผิงที่เอากอดแขนหลบหลังเฉียวชุนฮวาอยู่ตลอดเวลาแทบไม่กล้าโผล่หน้าออกมาเผชิญความจริง ทั้งๆ ที่อายุสิบสองปีเข้าไปแล้ว แต่ยังกระทำตัวเยี่ยงเด็กน้อยไม่หย่านมมารดาเช่นนี้ มองดูแล้วมันน่าตบกะโหลกสักสองสามที!
เรื่องทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นเพราะเจ้าลูกเต่าคนนี้!
“ข้าจะเพิ่มข้าวฟ่างให้บ้านเจ้าจากหนึ่งโต่วเป็นสองโต่ว เป็นเช่นไร”
ข้าวฟ่างแม้ไม่ใช่ของแพงมากมาย แต่จำนวนสองโต่วก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ สามารถทำให้อิ่มท้องได้มากเกือบครึ่งปี อีกทั้งบ้านเมิ่งไม่มีที่นาทำกิน การมอบข้าวฟ่างให้ก็ทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างไม่อดอยาก รอดพ้นฤดูหนาวที่ใกล้จะมาถึงในอีกไม่ช้านี้ได้
มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะปฏิเสธข้อเสนอที่ดีเช่นนี้ไป
“ท่านแม่ข้าป่วยหนัก อาการทรุดลงถึงเพียงนี้ จะเอาข้าวฟ่างมารักษานางให้หายหรือไร ข้าต้องการให้พวกท่านชดใช้ความเสียหายในเรื่องราวทั้งหมด เอาเป็นว่าจ่ายค่าเสียหายและค่ายามาให้ท่านแม่ข้าสิบตำลึงก็พอ จากนั้นก็เลิกแล้วต่อกัน ข้าเองก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักผิดถูก เห็นแก่คนหมู่บ้านเดียวกันก็แล้วกันเจ้าค่ะ”
ว่ากันว่ากรรมเกิดจากเหตุ หนี้สินย่อมมีเจ้าหนี้ [7]
ครั้งนี้เมิ่งหว่านยอมจบลงเพียงแค่เรียกร้องเงินไม่กี่ตำลึง ถือเสียว่าให้บทเรียนคนบ้านลู่พอประมาณ วันหน้าจะทำสิ่งใดจะได้คิดให้ดีเสียก่อน
ไม่อบรมสั่งสอนบุตรให้ดี เที่ยวให้มาระรานรังแกผู้อื่นตามใจชอบ นับเป็นความผิดของบิดามารดา
ในเมื่อชอบโอ้อวดว่าร่ำรวยมีเงินนักหนา ก็จ่ายมาเสียสิ!
“สิบตำลึง!!”
ตอนนี้ไม่แม้แต่คนบ้านลู่ กระทั่งเจียงวั่งไฉ ชาวบ้านที่มามุงดูความสนุกสนาน เฉิงเจี๋ยน เมิ่งเฉินเฮ่อและเมิ่งเฉินอวี่ ต่างก็ไม่มีใครที่จะไม่ตกใจ
“เมิ่งหว่าน เจ้ารีดไถกันเกินไปแล้ว!”
‘ก็ใช่น่ะสิ!’
เมิ่งหว่านตอบได้แค่ในใจ แต่ภายนอกกลับเริ่มตีหน้าเศร้า
“ท่านไม่รู้อะไร ในตอนนั้นที่ท่านแม่ข้าอาการทรุดหนัก พี่รองบ้านข้าใช้เงินกว่าห้าตำลึงในการยื้อชีวิตนางเอาไว้จึงได้อาการดีขึ้น ตอนนี้ข้าวของสิ่งใดล้วนราคาแพงขึ้นมาก สมุนไพรย่อมมีราคาสูงตามไปด้วย เรียกหมอมาแต่ละครั้งใช่ว่าจะใช้เงินน้อยๆ เสียที่ใดกัน
หากพวกท่านไม่เชื่อว่าค่าเชิญหมอและค่ายาแพงเพียงถึงนั้น เช่นนั้นก็ให้คนไปเชิญท่านหมอโจวมาที่นี่เถิด แต่ค่าเชิญหมอพวกท่านล้วนต้องจ่ายเองต่างหากนะเจ้าคะ ข้าไม่มีปัญญาจ่ายหรอก”
ชาวบ้านต่างเบิกตาโต ครุ่นคิดว่าเฉิงเหม่ยเหนียงช่างมีบุตรชายกตัญญูเหลือเกิน ได้ยินว่าเมิ่งเฉินเยี่ยนขายตัวไปเป็นบ่าวรับใช้ในจวนเศรษฐี ไม่คิดเลยว่าจะได้เงินถึงห้าตำลึงเช่นนี้!
ต้องเล่าก่อนว่าที่ดินหนึ่งหมู่ ในหนึ่งปีให้ผลผลิตประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบชั่ง [8] หักภาษีที่นาสองส่วนที่ต้องส่งให้แก่ทางการ ก็จะขายได้เงินทั้งสิ้นราวๆ เกือบห้าร้อยอีแปะ
นี่ก็เท่ากับว่าพวกเขาต้องขายผลผลิตในที่นากว่าสิบหมู่จึงจะได้เงินห้าตำลึงเลยนะ!
“ความจริงท่านย่ากล่าวว่าเงินอีกสิบตำลึงที่ยังคงเหลือนี้ เพราะท่านแม่ข้าป่วยหนักจึงได้จ่ายค่ารักษาไปจนหมดในเดือนเดียว
หากก่อนหน้านี้พวกท่านไม่มาอาละวาดจนทำให้ท่านแม่ข้าได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจ มีหรือที่ข้าจะกล้าเรียกร้องเงินมากมายเช่นนี้”
เด็กสาวยกมือขยี้จนดวงตาแดง เอ่ยเสียงสั่นต่อ
“พวกท่านจะใส่ความข้าเช่นไรข้าก็ไม่เจ็บปวด ยังกล้ำกลืนยอมรับคำตัดสินได้ แต่พวกท่านทำให้ท่านแม่ข้าอาการทรุดลง ข้าปวดใจเหลือเกิน บ้านข้ามีแค่เด็กตัวผอมแห้งแรงน้อย ไร้เสาหลักคอยปกป้องหาเลี้ยงชีพ พวกข้าพี่น้องจะไปมีปัญญาหาเงินมากมายมารักษาท่านแม่ได้เช่นไรกัน นี่ไม่เท่ากับว่า...”
เมิ่งหว่านยกมือปิดใบหน้า สองไหล่สั่นเทิ้ม “ไม่เท่ากับว่าพวกท่านจงใจบีบให้ท่านแม่ข้าอาการทรุดหนักจนอาจถึงแก่ความตายได้หรอกหรือเจ้าคะ! ฮืออออออ!!”
จากนั้นนางก็ส่งเสียงร้องไห้โฮออกมาอย่างหนัก
ในใจคิดว่ามีฝ่ายนั้นฝ่ายเดียวหรือไงที่ร้องไห้เป็น นางเองก็มีฝีมือไม่แพ้กันหรอกนะ!
แน่นอนว่าคำพูดของเมิ่งหว่านเรียกน้ำตาของชาวบ้านหลายคนได้อย่างง่ายดาย
ทุกคนล้วนลำบากไม่แพ้กัน ต่างก็รับรู้ว่าบ้านเมิ่งมีแต่เด็กและคนป่วย แต่ละมื้อแต่ละวันผ่านพ้นไปได้ก็นับว่าดีมากแล้ว จะไปเอาปัญญาที่ไหนหาเงินจำนวนมากกันเล่า
ดูจากอาการครั้งก่อนที่เฉิงเหม่ยเหนียงเกือบไปเยือนทางน้ำพุเหลือง [9] ครั้งนี้หากอาการนางทรุดหนักเข้าจริงๆ ไม่เท่ากับว่าคนบ้านลู่บีบบังคับให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจริงๆ หรอกหรือ?
“น้องสาว...”
“น้องสาวเจ้าอย่าร้องไห้สิ”
เมิ่งเฉินอวี่และเมิ่งเฉินเฮ่อต่างเข้ามาปลอบน้องสาวกันยกใหญ่ หันไปมองตาขวางใส่เฉียวชุนฮวา ก่นด่าในใจนับสิบรอบว่านางช่างกล้านักที่มาทำร้ายคนในบ้านของพวกเขา!
“ไม่ง่ายเลยที่ท่านแม่ข้าจะอาการดีขึ้นสักเล็กน้อย” เมิ่งเฉินอวี่กำหมัดแน่น
“เงินสิบตำลึงใครอยากได้กัน ข้าอยากได้ชีวิตของท่านแม่มากกว่า!” เมิ่งเฉินเฮ่อตะโกนดวงตาแดงก่ำ
ในระหว่างที่เด็กหนุ่มทั้งสองกำลังเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่บ้านตน เฉิงเจี๋ยนเพิ่งจะได้รับรู้เรื่องราวสำคัญในประโยคที่หลานสาวพูดออกมาก่อนหน้านี้
เขาไม่เคยรู้เลยว่าหลานชายคนโตได้รับเงินเป็นจำนวนกว่าสิบห้าตำลึงในครานั้น...
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยายเฒ่าหนงซื่อบอกเพียงว่านายหน้าจ่ายเงินให้แค่ห้าตำลึงเท่านั้น ซ้ำหนงซื่อยังออกเงินค่ารักษาให้กับน้องสาวของเขาทั้งหมด
เหตุนี้เมื่อแยกบ้านกันออกมา คนบ้านเฉิงจึงไม่มีหน้าไปเรียกร้องสิ่งใดอีก เพราะละอายแก่ใจที่หนงซื่อเองก็เสียเงินมากมายรักษาน้องสาวของเขาจนสามารถมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ได้
หากคิดดูดีๆ หลังจากที่ได้เงินของเมิ่งเฉินเยี่ยนมา จากนั้นแค่เดือนเดียวหนงซื่อก็พาหลานชายสุดที่รักของนางไปสมัครเข้าเรียนในสำนักศึกษา...
นี่ไม่ใช่ว่า...เงินจำนวนนี้เป็นเงินของหลานชายคนโตเขาหรอกนะ!?
“บ้านลู่ พวกเจ้าก็จ่ายไปเถอะ หากอาการเฉิงซื่อทรุดหนักกว่านี้ เกรงว่าถึงตอนนั้นแม้แต่ข้าก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้แล้ว” เจียงวั่งไฉลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากออกมา “นี่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่โตเข้าแล้วจริงๆ นะ โทษของการรังแกคนจนถึงแก่ความตาย...ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่จะเจรจาได้ง่ายๆ”
ในหัวของเจียงวั่งไฉตอนนี้คิดถึงแต่เรื่องเงิน ดวงตาเป็นประกายแวววาว จิตใจแช่มชื่นขึ้นมาโดยพลัน
เงินสิบตำลึงแม้จะเยอะไปสักหน่อย แต่คนบ้านลู่อย่างต่ำๆ ก็หาเงินได้หนึ่งตำลึงต่อเดือนแล้ว
เมื่อเดือนก่อนเฉียวชุนฮวาคุยโวตั้งแต่หน้าหมู่บ้านยันท้ายหมู่บ้าน บอกว่าลู่ต้าหนิวล่ากวางป่ามาได้หนึ่งตัว เอาไปขายได้เงินมากว่าสิบตำลึงเข้าไปแล้ว
ฉะนั้นเงินเพียงสิบตำลึงนี้พวกเขาจะไม่มีปัญญาจ่ายคงจะเป็นไปไม่ได้
ส่วนสำคัญที่สุดก็คือ เรื่องนี้เมื่อผู้ใหญ่บ้านออกหน้าไกล่เกลี่ย บ้านเมิ่งที่ได้รับเงินชดเชยจากบ้านลู่ เจียงวั่งไฉย่อมต้องได้ส่วนแบ่งหนึ่งในสิบส่วน นี่นับเป็นธรรมเนียมที่ชาวบ้านล้วนปฏิบัติกันสืบมา
เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเจียงวั่งไฉจะได้รับเงินจำนวนหนึ่งตำลึงด้วยน่ะสิ!
ฮ่าๆ จู่ๆ ก็มีซาลาเปาไส้เนื้อร่วงหล่นลงจากฟากฟ้า [10] ไม่คว้าเอาไว้ตอนนี้ก็โง่เต็มทนแล้ว!
“ท่านผู้ใหญ่บ้านเจียง เงินสิบตำลึงไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลยนะ” ลู่เฟิงมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
แม้เขากับบุตรชายจะหาเงินได้นับตำลึงต่อเดือนก็จริง ทว่าเรื่องใหญ่ในตอนนี้ก็คือบ้านลู่ก็ยังต้องแต่งภรรยาให้กับลู่ต้าหนิวอีก หากเสียเงินก้อนนี้ไป...
“นั่นสิๆ นี่มันขูดรีดกันเกินไป ข้าไม่จ่ายหรอก!”
สีหน้าผู้ใหญ่บ้านเจียงบ่งบอกว่าหมดความอดทนเข้าแล้ว
ยิ่งเมื่อคิดว่าเงินหนึ่งตำลึงหลุดลอยไปจากมือ เขาก็ยิ่งไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย ครานี้เมื่อมองใบหน้าคนบ้านลู่ กลับรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เช่นนั้นก็แล้วแต่บ้านพวกเจ้าก็แล้วกัน! ถึงตอนนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ของทางการมาที่หมู่บ้าน พวกเจ้าก็จัดการกันเองเถิด!” เจียงวั่งไฉโมโหที่ส่วนหนึ่งคนบ้านลู่ไม่ยอมลดราวาศอก “ข้อหาทำให้ผู้อื่นร่างกายทรุดลงจากการโดนรังแก หรือหนักกว่านั้นหากเฉิงซื่อถึงแก่ความตาย พวกเจ้าไม่โดนโบยจนตายก็ต้องโดนเนรเทศทั้งครอบครัวแล้ว!”
เขาเป็นถึงผู้ใหญ่บ้านพยายามเข้ามาไกล่เกลี่ยเรื่องราวดีๆ อีกทั้งเมื่อผลออกมาว่าบ้านลู่กระทำเกินขอบเขตจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ในเมื่อไม่ยินยอมที่จะชดใช้ค่าเสียหาย เช่นนั้นก็ไปคุยกับคนของทางการเองเสียเถอะ!
“บะ...โบยจนตาย!”
ใบหน้าคนบ้านลู่ซีดเผือดไปหมด
“ลุงใหญ่ ไปกันเถิดเจ้าค่ะ!”
เมิ่งหว่านไม่ได้คิดว่าเจียงวั่งไฉเป็นห่วงอะไรบ้านนาง แต่ที่เขายอมเรียกร้องแทนตัวของนางเป็นเพราะตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้านมันค้ำคอ อีกทั้งชาวบ้านก็กำลังรอดูว่าผู้ใหญ่บ้านจะตัดสินความอย่างโปร่งใสหรือไม่ต่างหาก
ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือเรื่องเงิน!
“เดี๋ยว! ข้าจ่าย! ไม่ต้องไปแล้ว!” ลู่เฟิงกำหมัดแน่น กดข่มอารมณ์โกรธเกรี้ยวเอาไว้จนตัวสั่น “เอาเงินสิบตำลึงมาจ่ายให้คนบ้านเมิ่ง” เอ่ยขบฟันไปทางภรรยาแซ่เฉียวของตน
“พี่เฟิง! เงิน...คือเงินนั่น...”
เฉียวชุนฮวาไม่กล้าปริบอกสามีแม้สักครึ่งคำ ว่าแท้จริงแล้วนอกจากนางว่าจ้างไช่อู่เฉ่าด้วยเงินสองตำลึงแล้วนั้น นางยังเสียเงินอีกสามตำลึงไปอย่างไร้ค่าในตอนที่ไปลองเครื่องประดับในตัวเมือง ทว่าเผลอทำเครื่องประดับหลุดมือตกแตก ทางร้านจึงให้นางชดใช้ค่าเสียหาย...
ซ้ำร้ายเมื่อหลายวันก่อน...หลานชายฝั่งมารดาของเฉียวชุนฮวาไปมีเรื่องต่อยตีกับคนในหอนางโลมเพื่อยื้อแย่งสตรี ทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บหนัก ฝ่ายนั้นเป็นถึงบัณฑิตถงเซิงมีหน้ามีตา จึงเรียกร้องเงินถึงยี่สิบตำลึง ข่มขู่ว่าหากไม่นำเงินมาให้ก็เตรียมตัวไปนอนในคุกได้เลย!
มารดาของนางมาร้องห่มร้องไห้ขอหยิบยืมเงินไปให้หลานเพียงคนเดียว หาไม่เช่นนั้นเขาจะต้องติดคุก หมดหนทางในการสอบเป็นขุนนางแน่นอน...
ตอนนี้ลู่ต้าหนิวเองก็ถึงวัยที่จะต้องแต่งภรรยา เฉียวชุนฮวายังหาภรรยาหน้าตางดงามเอาไว้ให้แล้วด้วย กำลังตระเตรียมเรื่องแม่สื่อไปทาบทามสู่ขอให้เป็นเรื่องเป็นราว ฐานะทางบ้านนั้นก็นับว่าไม่เลว จึงจำเป็นต้องใช้เงินมากมายแต่งสะใภ้ผู้นี้เข้ามาอย่างมีหน้ามีตา
สำคัญที่สุดก็คือบ้านลู่นับได้ว่ามีหน้ามีตาใหญ่โตในหมู่บ้านกู่ไหวซู่แห่งนี้ เหตุนี้เฉียวชุนฮวาจึงคุยโวว่าจะแต่งสะใภ้ด้วยเงินไม่ต่ำกว่าสิบตำลึง ของในงานมงคลย่อมต้องมีเนื้อกินให้อิ่มจนพุงกาง!
หากตอนนี้นำเงินสิบตำลึงให้กับบ้านเมิ่ง เงินที่เหลือในมือก็มีไม่ถึงสี่ตำลึงแล้ว…
“ลุงใหญ่ ในเมื่อคนบ้านลู่ไร้ความจริงใจที่จะรับผิดชอบ เงินสิบตำลึงนั้นข้าไม่เอาแล้วเจ้าค่ะ
ข้าเองก็ใช่ว่าจะเห็นแก่เงินมากกว่าชีวิตของท่านแม่ มิสู้เราไปคุยกันในศาล รอให้ใต้เท้าตัดสินความให้พวกเรา ถึงตอนนั้นข้าสาบานว่าจะไม่ร้องขอเงินสักอีแปะ แต่จะต้องให้พวกเขาชดใช้ความผิดให้ถึงที่สุด!”
ชาวบ้านที่ได้ฟังพากันตื่นตกใจ
ในคำของเมิ่งหว่านย่อมทำให้เข้าใจได้ ว่านางเรียกร้องเงินสิบตำลึงนี้ก็เป็นเพราะต้องการให้พวกเขารับผิดชอบในสิ่งที่กระทำไปและจะได้รู้สำนึก หาได้โลภมากต้องการเงินจำนวนสิบตำลึงนี้จริงๆ
อย่างไรก็ดี บ้านเมิ่งยากจนขัดสนนัก ร่างกายเฉิงเหม่ยเหนียงทรุดลงล้วนต้องใช้เงินก้อนโต หากบ้านลู่ไม่ยินยอมรับผิดชอบ เด็กๆ บ้านเมิ่งเองก็ไร้หนทางเลือกเช่นกัน เช่นนี้ไม่ว่าใครก็ต้องขอสู้จนยิบตาเช่นเมิ่งหว่านสักหน
ในเมื่อบ้านลู่ยังไม่รู้สำนึกในความผิด เช่นนั้นก็ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมของศาลตัดสินเอาเถิด!
พวกชาวบ้านไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือ ความคิดอ่านถูกจำกัดในวงแคบ ย่อมคิดว่าการกระทำผิดเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความตายได้ง่ายดายเมื่อไปยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของทางการ ใครไหนเลยจะไม่หวาดกลัว ยิ่งนึกถึงคำพูดของเจียงวั่งไฉก่อนหน้า คนบ้านลู่ย่อมต้องหวาดกลัวจนใบหน้าซีดกันหมด
“นางโง่! ข้าบอกให้เจ้าจ่ายก็จ่ายสิ! หากไม่จ่ายเจ้าก็ไสหัวออกจากสกุลลู่ไปซะ!”
ลู่เฟิงง้างมือตบภรรยาหน้าโง่ไปฉาดหนึ่งอย่างหัวเสีย จนเฉียวชุนฮวาล้มก้นกระแทกพื้นอย่างแรง
ตนเองหาเงินมาได้เท่าไหร่ก็มอบให้เฉียวชุนฮวาเก็บไว้หมด เงินสิบตำลึงนับว่าไม่น้อยแต่ก็สามารถแลกกับการจบปัญหาได้ ตลอดหลายปีนี้เขาทำงานหนักหาเงินได้ตั้งเท่าไหร่ จะไปเสียดายเงินแล้วไม่คิดถึงชีวิตคนในครอบครัวได้เลยหรือ!
อีกอย่างหนึ่ง ลู่เฟิงยังวางแผนที่จะส่งบุตรชายคนเล็กไปร่ำเรียนในสำนักศึกษาในปีหน้า หากต่อไปลู่เอ้อร์ผิงได้เป็นใหญ่เป็นโต เขาที่เป็นบิดาก็จะได้มีหน้ามีตาไปด้วย ได้เป็นถึงบิดาของขุนนาง!
หากมีเรื่องถึงขั้นเป็นคดีความในชั้นศาล ย่อมตัดอนาคตการเป็นขุนนางของลู่เอ้อร์ผิงไปจนหมด
นางเมียโง่เง่าไม่รู้จักคิด เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ก็ต้องให้เขาจัดการ!
“ข้าจ่าย ข้าจ่ายแล้ว!”
เฉียวชุนฮวาโดนตบไปฉาดหนึ่งก็หวาดกลัวจนตัวสั่นน้ำตาเล็ดไหล ไม่กล้ากำแหงต่อหน้าสามีอีก
นางวิ่งไปยังบ้านลู่ทั้งน้ำตานองหน้า ในใจรู้สึกอับอายยากจะรับได้ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าแค่เรื่องเด็กทะเลาะกันจะกลายมาเป็นเรื่องใหญ่โตจนถึงขั้นทำให้ต้องเสียเงินกว่าสิบตำลึงไปเช่นนี้
แม้ในใจจะเจ็บแปลบและอับอายเพียงใด แต่เฉียวชุนฮวาก็ต้องกัดฟันอดทน
จำใจมอบเงินสิบตำลึงต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านเจียงและชาวบ้านให้เป็นพยาน
“ขอบคุณท่านลุงผู้ใหญ่บ้านที่ออกหน้าตัดสินความให้กับครอบครัวข้า ในเมื่อจบเรื่องราวแล้วข้าต้องขอตัวไปดูอาการท่านแม่ก่อน ไม่ส่งนะเจ้าคะ”
สิ้นการสลายตัวของชาวบ้านรวมไปถึงคนบ้านลู่ เมิ่งหว่านก็เอ่ยบอกเจียงวั่งไฉด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย
จากนั้นนางก็กุมเงินสิบตำลึงเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้เจียงวั่งไฉขยับปากแต่ไร้เสียง...
“จะ...”
เขาขบกรามแน่น ก่นด่าเมิ่งหว่านในใจสารพัดว่าช่างไม่รู้สำนึก!
ได้เงินนับสิบตำลึงแต่ไม่จ่ายค่าธรรมเนียมให้ตนที่เป็นผู้ใหญ่บ้านที่ออกหน้าไกล่เกลี่ยความให้สักนิดเดียว
“ไร้จิตสำนึก!” เจียงวั่งไฉด่าจบก็จากไปพร้อมความหงุดหงิด ตวาดลั่นให้คนอื่นๆ ลากตัวไช่อู่เฉ่าไปไว้ที่บ้านตน นำความไม่พอใจไปลงที่หญิงต่างหมู่บ้านจนหมด
ทว่า...เจียงวั่งไฉไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเมิ่งหว่านไม่ใช่ไม่รู้ความ หากแต่เพราะนางรู้ความมากต่างหากล่ะ จึงได้จงเกลียดจงชังนิสัยของผู้ใหญ่บ้านผู้นี้นักหนา
หากไม่ใช่เพราะนางวางอุบายไล่ต้อนไช่อู่เฉ่า ตอนนี้นางต่างหากล่ะที่จะโดนชาวประชารุมด่า ส่วนผู้ใหญ่บ้านก็มีใจเอนเอียงตั้งแต่แรก เขามาช่วยนางเสียที่ไหนกัน มาซ้ำเติมล่ะสิไม่ว่า
คิดหรือว่าเมิ่งหว่านจะไม่รู้ว่าผู้ใหญ่บ้านเจียงจะได้ค่าร่วมไกล่เกลี่ยครั้งนี้ด้วยน่ะ?
เป็นธรรมเนียมที่ต้องจ่ายแล้วเช่นไร ไม่ใช่กฎหมายที่ร่างขึ้นและผ่านการเห็นชอบจากฮ่องเต้เสียหน่อย
ฉะนั้นเงินแม้แต่อีแปะเดียว...
อย่าได้วาดหวังว่านางจะมอบให้เลย!

อุ๊ย! เป็นไงล่ะ ชอบหาเรื่องคนอื่นนัก
โดนน้องหว่านเล่นกลับทุกคน แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ยังไม่ไว้หน้าจ้าาา
ใครชอบนิยาย ไม่อยากพลาดตอนใหม่ กดติดตาม+หัวใจ เอาไว้นะคะ

1 คอนเมนต์ = 1 กำลังใจดีๆ ^___^
เชิงอรรถ^ทุบหม้อดินไล่ถาม หมายถึง ซักจนถึงตอ ถามจนถึงที่สุด^ตั๊กแตนหลังสาทรฤดู กระโดดได้ไม่นาน หมายถึง ผู้ที่ทำผิดใกล้จะถูกสำเร็จโทษ^จุดไฟเผาตัว หมายถึง หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว^กินคำพูดตนเองจนอ้วน หมายถึง ไม่รักษาคำพูด ไม่ทำตามสัญญา^1 โต่ว คือน้ำหนักประมาณ 25 กิโลกรัม^ประตูที่ว่าการหันไปทางทิศใต้ เป็นการกระทบกระเทียบถึงข้าราชการที่โกงกิน ไม่ได้ช่วยชาวบ้านให้พ้นจากความเดือดร้อน ยิ่งถ้าไม่มีเงินทองอยากจะร้องทุกข์ก็ไม่มีประโยชน์ คำว่า ‘ทิศใต้’ ในภาษาจีนพ้องเสียงกับคำว่า ‘ความยากลำบาก เหตุร้าย’^กรรมเกิดจากเหตุ หนี้สินย่อมมีเจ้าหนี้ หมายถึง หากต้องการจะจัดการปัญญาให้จบสิ้น ต้องจัดการที่ต้นเหตุ^1 ชั่ง เท่ากับ 500 กรัม^ทางน้ำพุเหลือง ถนนหวงเฉวียน มีอีกชื่อว่าถนนยมโลก เชื่อว่าดวงวิญญาณของคนตายต้องผ่านถนนเส้นนี้เพื่อไปพบยมบาล ^ซาลาเปาไส้เนื้อร่วงหล่นลงจากฟากฟ้า เปรียบเปรยว่าโชคลาภลอยมาโดยไม่ทันตั้งตัว