บทที่ 11
ตอน แนะนำสามี
หน้าจวนแม่ทัพสกุลหานเมืองหลวงของเผ่ามาร
ทุกสายตาของชาวบ้านชาวเมืองที่เดินผ่านไปมาต่างก็หยุดมองยายชราและชายหนุ่มแขนขาดที่ยืนก้มหน้าก้มตาซื่อฝานหันมองสำรวจโดยรอบอย่างละเอียดทว่านางกลับขัดหูขัดตากับท่าทางห่อเหี่ยวของหลิวเหว่ยเสียจริงๆ
หานอิงหลิวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของทั้งสองพลันถอนหายใจก่อนจะปั้นหน้ายิ้มหวานเมื่อคนงามทั้งสี่คนในจวนรีบวิ่งมากอดท่านแม่ทัพอย่างเอิกเกริกพาเอาคนที่ยืนดูอยู่รอบๆยิ้มเขินกันใหญ่ต่างจากยายแก่ที่ยามนี้ยืนอึ้งเบิกตาเท่าไข่ห่านก่อนจะเบะปากมองด้วยความหมั่นไส้ล้วนๆ
“ขนลุก”
“ข้าได้ยินนะ” หานอิงหลิวกัดฟันพูดย้อนก่อนจะเหลือบมองซื่อฝานตาเขียว
“จือเฟิง”
หลิวเหว่ยเอ่ยเรียกคนงามอันดับหนึ่งในแดนมารอย่างอ่อนโยนชวนฝันเสื้อผ้าอาภรณ์พริ้วไหวดั่งเซียน์ของนางช่างมีสีสันสดใสเข้ากับใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นเป็อย่างยิ่งซื่อฝานและหานอิงหลิวขมวดคิ้วแปลกใจกับน้ำเสียงของหลิวเหว่ยเป็ที่สุดมีหรือที่ทั้งสองคนจะไม่หันไปมองหน้าคนพูดทว่ามองได้ไม่นานกลับต้องย้ายสายตาไปจับจ้องหญิงงามที่คอยยิ้มหวานให้แก่หานอิงหลิวก่อนนางจะเข้าไปสวมกอดเขาอย่างอบอุ่นทำเอาชาวบ้านชาวเมืองที่มายืนมองเคลิบเคลิ้มไปตามๆกันเหมือน
ผู้คนล้อมรอบคงมีเพียงคนผู้เดียวที่มิได้เคลิบเคลิ้มตามผู้อื่นหลิวเหว่ยยืนเหม่อมองคนทั้งสองกอดกันกลมหญิงชราส่ายหน้าลอบยิ้มกับภาพตรงหน้าทว่าหางตาของนางพลันเหลือบไปเห็นแววตาไม่ยินดียินร้ายของหลิวเหว่ยแววตาคู่นั้นเหม่อมองจนน้ำตาคลอเบ้านางรู้สึกได้ว่าคนอย่างหลิวเหว่ยไม่เคยหลั่งน้ำตาให้ผู้ใดพร่ำเพรื่อแต่ดูเหมือนว่าการหลั่งน้ำตาครานี้คงมีความยินดีอยู่หนึ่งส่วนและคนึงหาอีกเก้าส่วนเป็แน่ซื่อฝานเอื้อมมือตบหลังมือข้างซ้ายของหลิวเหว่ยเบาๆเพื่อปลอบใจ
หลิวเหว่ยพลันพลิกผ่าฝ่าจับมือเหี่ยวนั้นไว้ไม่ปล่อยซื่อฝานเหลือบมองมือของตนอย่างแปลกใจก่อนจะมองหลิวเหว่ยอีกคราทว่าเพลานี้เขามองเพียงใบหน้างามของจือเฟิง หญิงสาวมองมาทางหลิวเหว่ยอย่างตกตะลึงจนต้องคลายอ้อมกอดยืนเผชิญหน้าท่านแม่ทัพของตนเพื่อจะได้ถามให้รู้แล้วรู้รอด
“ท่านแม่ทัพพวกเขาคือ...”
หานอิงหลิวเบี่ยงตัวผ่ายมือแนะนำ
“นาง” ชายหนุ่มชี้มาทางยายแก่ “นางเป็เ้าของผลงานหนังสือเล่มนั้นที่เ้าชอบอ่านน่ะ”
จือเฟิงตาโตยิ้มแป้นดีใจก่อนถือโอกาสคว้ามือทั้งสองข้างของยายแก่มากุมไว้ทำให้หลิวเหว่ยจำต้องปล่อยมือนั้นทันใดหานอิงหลิวมองเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของหลิวเหว่ยก็อดลอบยิ้มสะใจไม่ได้
ซื่อฝานยิ้มรับการกระทำของจือเฟิงทว่าในใจก็ลอบขบฟันฝืนััเต็มทน
“รูปวาดทั้งเล่มนั้นท่านเป็คนวาดเองหมดเลยรึ?”
ซื่อฝานพยักหน้ายอมรับทำให้จือเฟิงทึ่งกับฝีมือในการวาดของยายแก่ไม่น้อย
“นางยังสอนข้าวาดรูปอีกด้วยเพื่อที่ข้าจะได้วาดให้เ้าดูอย่างไรเล่า” หานอิงหลิวพูดแทรกขึ้น
จือเฟิงยิ้มตอบอย่างเขินอายก่อนเหลือบมองชายหนุ่มในอาภรณ์ขาวเส้นผมเหยียดตรงยาวถูกมัดรวบครึ่งศีรษะด้วยผ้าขาวตัดกับสีผมให้ดูโดดเด่นน่ามองไม่น้อยหลิวเหว่ยหลบสายตานั้นอย่างจำใจจือเฟิงจำได้ดีว่าคนผู้นี้คือใครแต่ดูเหมือนว่าชาวบ้านชาวเมืองจะจำเขาไม่ได้แม้แต่น้อยถ้าเกิดว่าจำได้อาภรณ์ขาวสะอาดคงเปื้อนเพราะข้าวของที่เหวี่ยงใส่แล้ว
หญิงสาวได้โอกาสเอ่ยถามหานอิงหลิวอย่างจงใจ “แล้วท่านผู้นี้เล่า?”
หานอิงหลิวหันมองหลิวเหว่ยั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าพลันยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน “ข้ายังต้องแนะนำเขาให้เ้ารู้จักอีกรึ”
จือเฟิงยกชายแขนเสื้อปิดปลายคางมลพร้อมหัวเราะคิกคักซื่อฝานถอนหายใจพลางกรอกตามองบนก่อนจะเอ่ยขัดอารมณ์สนุกสนานของหญิงสาว
“แน่นอนว่าต้องแนะนำให้ทุกคนรู้จักรวมถึงสตรีอย่างเ้าด้วย”หญิงชราเปล่งวาจาเด็ดขาดยิ่ง “เขาคือผู้ช่วยของข้าถ้าไม่มีเขาพวกท่านทั้งหลายคงไม่ได้อ่านหนังสือที่ข้าวาดหรอก!” ซื่อฝานหันมาจ้องหน้าจือเฟิงเป็ตาเดียว
“ถ้าขาดเขาไปพวกท่านทั้งหลายก็อาจจะไม่ได้อ่านหนังสือวาดนั้นได้โปรดมีมารยาทด้วยผู้สร้างสรรค์ผลงานทุกคนย่อมอยากได้กำลังใจและคำติชมไม่ใช่การกระทำต่ำช้าหรือวาจาเยาะเย้ย” หญิงชราพลันเปลี่ยนแววตามองหานอิงหลิวบ้าง“เพราะนั้นส่อให้เห็นว่าเป็บุคคลไร้มารยาทบิดามารดาไม่สั่งสอน”
หานอิงหลิวยืนนิ่งรับฟังหญิงชราเหมือนลูกเสือโดนดุส่วนจือเฟิงกลับหน้าเสียฝืนยิ้มจนไม่น่ามองผู้คนมากมายที่ยืนฟังต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
“ท่านยาย ช่างเถิด”หลิวเหว่ยรีบแก้สถานการณ์
ทว่าซื่อฝานเป็คนปากไวอย่างใจคิดจึงพูดขัดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ถ้าเ้าจะพูดว่าช่างเถิด แล้วยอมผู้อื่นก็เงียบปากไปซะ”
หลิวเหว่ยถึงกับพูดไม่ออกหานอิงหลิวยืนอึ้งก่อนจะแสยะยิ้มชอบใจ ยายแก่ผู้นี้ทำให้เขานึกถึงคนผู้หนึ่งเมื่อนานมาแล้ว...นานจนไม่อาจจดจำใบหน้านั้นได้นานจนจำได้เพียงน้ำเสียงนุ่มหู
“ข้าว่าเดี๋ยวข้ากับเขาไปหาโรงเตี๊ยมนอนสักคืนดีกว่า”ซื่อฝานยกมือคำนับน้ำใจของอีกฝ่ายที่พาพวกตนติดมาด้วย “ขอบคุณน้ำใจท่านแม่ทัพที่พาพวกข้ามาจนถึงเมืองหลวง”
หานอิงหลิวฟังเช่นนั้นพลันกระวนกระวายขึ้นมาทันที “อย่าคิดไปนอนที่อื่นเชียวข้าตั้งใจแล้วว่าจะพาท่าน...พวกท่านมาอยู่ที่จวนของข้า ไม่ให้ไปพักที่อื่นพูดคำไหนคำนั้นข้าไม่ยอมกลับคำเด็ดขาด ท่านก็เช่นกันตอบรับข้าแล้วต้องคำไหนคำนั้น”
วาจาดื้อรั้นเอาแต่ใจเช่นนี้จือเฟิงไม่เคยได้ััแต่มีเพียงสตรีนักรบนางหนึ่งที่เคยต้านรับอารมณ์นี้ของหานอิงหลิวมาก่อนั้แ่อยู่ด้วยกันมาเขาไม่เคยแสดงให้จือเฟิงเห็นอารมณ์ด้านอื่นเลยสักนิดแต่กับสตรีผู้นั้นและยายแก่คนหนึ่งทำไมท่านแม่ทัพถึง...เป็ตัวเองได้ขนาดนี้
ซื่อฝานกุมขมับมองหลิวเหว่ยที่ยามนี้ยืนก้มหน้าไม่เอ่ยคัดค้านหญิงชราจึงพยักหน้ารับคำของหานอิงหลิวพลางดันหลิวเหว่ยให้เข้าจวนแม่ทัพ
ถ้าคิดดีๆแล้วการที่ต้องไปพักโรงเตี๊ยมหลายวันออกจะใช้จ่ายเกินจำเป็ไหนจะค่าอาหารทุกสามมื้อ และไหนจะค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก มีกันสองคนคูณสองเข้าไปก็แทบจะไม่มีเงินใช้หนี้ตาแก่เจียงเหอแล้วคิดถึงตาแก่นั้นกี่หน...ก็หวังว่าเขาจะปลอดภัยนะ
สามวันผ่านไป
ซื่อฝานทำหน้าที่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนถึงแม้ว่าร่างชรานี้จะต้องเหนื่อยเป็สองเท่าโดยที่่เช้านั้นนางต้องสอนหลิวเหว่ยวาดรูป ส่วน่บ่ายนางก็จะสอนหานอิงหลิววาดรูปหลังจากชายหนุ่มกลับมาจากค่ายทหารในตอนเช้า
อย่างน้อยบุรุษทั้งสองจะได้ไม่ต้องมาเขม็งกันทุกเวลาที่เรียนเช่นวันนี้ใน่บ่ายหลิวเหว่ยกลับห้องไปทำรูปเล่มที่จะขายต่อต่างจากท่านแม่ทัพที่ยามนี้นั่งลากพู่กันวาดอยู่ข้างๆหญิงชราหูคอยรับฟังตาดูสิ่งที่นางสอน
จนผ่านไปสามเค่อซื่อฝานก็ปล่อยในหานอิงหลิววาดสิ่งที่วาดอยู่ตรงหน้าส่วนตนเองก็นั่งวาดบุรุษในดวงใจอย่างเป็จริงเป็จัง
หานอิงหลิวนั่งวาดอยู่นานโดยที่เพิ่งวาดสิ่งของชิ้นที่สองไปกำลังเริ่มร่างชิ้นที่สามทว่ายายแก่กลับวางพู่กันปากเป่าหมึกบนกระดาษให้แห้งเรียบร้อยชายหนุ่มมองภาพที่นางวาดนั้นอย่างตะลึงพรึงเพริดไม่คิดว่าหญิงชราใกล้เข้าโลงเช่นนี้จะวาดภาพบุรุษกำยำล่ำสันถือโล่กลมมีดาวตรงกลาง…ได้น่ามองยิ่ง
ซื่อฝานเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายพลางยิ้มภูมิใจ
“บุรุษที่ท่านวาดเป็ใครกัน”หานอิงหลิวถามอย่างสงสัย
หญิงชรายิ้มมุมปากพร้อมแสดงท่าทางเขินอายจนหานอิงหลิวทำตัวไม่ถูกซื่อฝานจึงเอ่ยตอบพร้อมความเต็มใจยิ่ง
“สามีข้าเอง”
สามีในมโนของฉันเนี่ยแหละ!
“หา?!
พู่กันในมือของท่านแม่ทัพล่วงลงพื้นทันทีสีหน้าตื่นตะลึงของเขาแฝงไปด้วยความไม่อยากเชื่อเป็ที่สุด
“ใช่ สามีข้าเอง”ซื่อฝานเอ่ยย้ำอย่างภาคภูมิใจฝ่ามือเหี่ยวๆตบอกตนเองพลางเชิดหน้าเบาๆพร้อมแนะนำสามีมโนให้หานอิงหลิวได้รู้จักต่อ“เขาเป็ถึงนายทหารผ่านศึกมาเลยนะ…”
“ข้าก็ทหารผ่านศึกเป็แม่ทัพใหญ่ด้วย”หานอิงหลิวรีบตัดบท ซื่อฝานหยุดชะงักจนเกือบกัดลิ้นตัวเอง
หญิงสาวในร่างหญิงชราไม่ยอมแพ้จึงเอ่ยถึงคนในรูปวาดอย่างหลงใหลต่อ “เขาก็เป็แม่ทัพคนในหน่วย...ไม่สิคนในกองทัพเรียกเขาว่ากัปตันอเมริกาด้วย”
“กัป...กัปอะไรนะข้าไม่สน…คนในกองทัพมารของข้าก็เรียกข้าว่า…….” ชายหนุ่มนึกคำเรียกที่ทหารในค่ายชอบเรียกตนแต่คิดไปมีแต่ความว่างเปล่า
“ว่า...” ซื่อฝานยังคงรอฟังอย่างตั้งอกตั้งใจทว่านางรู้อยู่แก่ใจว่าตัวละครตัวนี้ไม่มีใครเรียกเขาด้วยฉายาอื่นเพราะความเป็ตัวร้ายของเื่ตำนานเจี้ยนเซียวเมิ่งที่โเี้ ดุดัน น่าเกรงขามจึงไม่มีใครอยากหัวหลุดออกจากบ่าตัวละครส่วนใหญ่จึงเรียกเขาว่าแม่ทัพใหญ่แห่งเผ่ามารมากกว่า
แล้วทำไมทีฉันเห็นเขาดันเหมือนลูกหมาแบบนี้ละความดุดัน โเี้ของนายหายไปไหนหมด!
“ทุกคนเรียกข้าว่า...ว่า”หานอิงหลิงยังคงนั่งนึกไม่ยอมแพ้
ซื่อฝานนั่งรอจนนึกครึ้มเอ่ยตัดความคิดอันว่างเปล่าของหานอิงหลิวทันที “ว่าลูกหมา...ป่า”ลูกหมาป่าก็ได้เพิ่มความโหดให้อีกนิด…
แววตาสีแดงเข้มส่อแววเดือดพล่านเหลือบมองซื่อฝานอย่างไม่เชื่อหูตนเอง “ลูกหมาป่าเนี่ยนะ”
“ข้าเรียกเ้าคนเดียวน่ารักดีออก”
นางพูดตามที่คิดไม่กลัวศีรษะที่หนักประมาณยี่สิบกิโลกรัมของตัวเองหลุดออกจากบ่าเลยสักนิด
ส่วนท่านแม่ทัพใหญ่แห่งเผ่ามารกลับคลายอารมณ์เดือดของตนแปรเปลี่ยนเป็อารมณ์ฝืนยิ้มอย่างบอกไม่ถูกซื่อฝานมองสีหน้ายิ้มกรุ้มกริ่มของอีกฝ่ายอย่างอดไม่ได้
แต่ยิ้มกรุ้มกริ่มได้ไม่นานก็ต้องหุบยิ้มทนฟังยายแก่แนะนำต่อ “คริส อีแวนส์ข้าละชอบเขาจริงๆ” ว่าแล้วก็จับรูปอย่างเบามือ หนังตาเหี่ยวย่นแทบจะปิดม่านตานั้นสื่อสายตาหวานล้ำตอนมองรูปที่วาด “ไว้ว่างๆข้าจะเล่าเื่กัปตันอเมริกาให้เ้าฟังสนุกนะ”
“ข้าไม่อยากฟัง”ชายหนุ่มทำหน้ามุ่ย “ใจจริงตอนนี้ข้าอยากจะยึดรูปภาพนั้นออกมาจากมือท่านจริงๆข้าหมั่นไส้สามีของท่านจริงๆ!”
“เ้ากล้า!” หญิงชรารีบพับรูปวาดในมือพร้อมจุมพิตก่อนจะเก็บเข้าสาบเสื้อดั่งของมีค่าต้องรักษาเท่าชีวิตกว่าฉันจะวาดเขาออกมาแต่ละรูปใช้เวลาไปตั้งเยอะ กล้าขโมยเดี๋ยวแม่จะตีให้มือหักเลยคอยดู!
ซื่อฝานมองหานอิงหลิวด้วยสายตาพิฆาตอย่างแท้จริงทว่าชายหนุ่มหาได้กลัวไม่เขากลับลุกขึ้นพลางเอื้อมมือคว้าสาบเสื้อหญิงชรา
“รายงานท่านแม่ทัพขอรับ”นายทหารพลันคุกลงข้างหนึ่งหน้าประตู
“ว่ามาเลย นางเป็คนของข้าไม่เป็ไรหรอก”
หานอิงหลิวพูดไปทว่ายังคงจ้องยายแก่ไม่วางตา
“ร่องรอยของแม่ทัพฝูอยู่ในเมืองหลวงขอรับ”
ซื่อฝานนั่งแทบไม่ติดั์เบิกกว้างแผ่นหลังพลันเย็นะเืขึ้นจับใจแต่อีกใจก็คิดได้ว่าพวกเขารู้ได้อย่างไร
ตั้งสติซื่อฝาน ใจเย็นๆ...ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น…
หญิงชราค่อยๆกดอาการประหม่าตื่นตระหนกอย่างใจเย็นก่อนจะค่อยๆหลับตาสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วก็หายใจออกพร้อมลืมตาอย่างนิ่งสงบทว่าความคิดในหัวของนางในยามนี้กลับเืเย็นอย่างที่สุด
...ไม่มีใครรู้ถ้ามีคนรู้ก็แค่ฆ่าทิ้ง...