รุ่งสางเริ่มย่ำกรายเข้ามาดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาเพียงเล็กน้อยแต่ถึงอย่างนั้นแสงอาทิตย์ก็สามารถตกกระทบเข้ากับหน้าต่างห้องของหญิงสาวผู้หนึ่งได้พอดีเป็การบ่งบอกว่าในอีกไม่ช้าเธอจะต้องตื่นขึ้น
หญิงสาวพลิกตัวไปมาบนเตียงราวกับรู้เวลาเป็อย่างดีเธอค่อนข้างสะลึมสะลือก่อนจะอยู๋ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่พักใหญ่
.
.
.
‘ตื่นสิ’
หญิงสาวสะดุ้งเฮือกรีบลุกออกจากเตียงในทันทีเมื่อได้ยินเสียงกระซิบประหลาดดังขึ้น
อีกแล้วนะ ได้ยินเสียงนั้นอีกแล้วรู้สึกเหมือน่นี้จะได้ยินเสียงหลอนไปทั่วทุกที่เลย
หญิงสาวเรียกสติของตนกลับคืนมา ก่อนจะมองไปทั่วห้องด้วยความหวาดระแวงถึงจะได้ยินเสียงแว่วเช่นนี้มาสักพักแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยทำใจให้ชินได้สักที
ด้วยความหวาดกลัวเข้ากอบกุมภายในจิตใจหญิงสาวจึงรีบเดินลงไปข้างล่างของตัวบ้านทันที
เธอยกยิ้มให้หญิงชราที่ยืนทำอาหารอยู่ตรงหน้าก่อนจะเดินย่องเข้าไปเพื่อหวังแกล้งให้ท่านใตามประสาเด็กซนแสนร่าเริง
“เสี่ยวอวี้....ยายไม่หลงกลเราหรอกนะ” หญิงชราเอ่ยขึ้นก่อนจะค่อย ๆ หันมาช้า ๆ
เสี่ยวอวี้หาวออกมาพลางยกมือขึ้นปิดปากไปด้วย“แหม เดี๋ยวนี้รู้ทันตลอดเลยนะ”
เมื่อพยายามแกล้งคนตรงหน้าไม่ได้ผลเธอจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปยังเ้าเหมียวที่นอนอยู่บนเก้าอี้โต๊ะอาหารแทน
“อาฟู่!” เธอะโใส่แมวเหมียวที่กำลังนอนหลับอยู่ลำพังเพียงเสียงะโไม่สามารถทำให้แมวตื่นได้หรอกแต่เธอกลับใช้มือทำท่าตะครุบมันด้วย ทำให้เ้าเหมียวที่กำลังนอนหลับอย่างสบายใจต้องผงกหัวขึ้นมาลืมตามองคนตรงหน้า
“เมี๊ยว” เ้าเหมียวร้องขึ้นประหนึ่งกำลังบ่นก่อนจะนอนลงตามเดิมแล้วนำหัวซุกเข้ากับบั้นท้ายของตัวเอง
“เ้าแมวขี้เซา….อิจฉาจัง ได้นอนด้วย”
“แล้วหลานนอนไม่พอเหรอนั่นทำไมดูเพลียจัง” หญิงชราเอ่ยถามขณะเดินถือจานที่ตักข้าวพูนเต็มมาวางลงตรงหน้าหญิงสาว
“เปล่าค่ะคุณยาย....หนูแค่ฝัน”เธอเปลี่ยนเื่เล่าจากการได้ยินเสียงกระซิบแปลกประหลาดซึ่งเป็สาเหตุที่ทำให้เธอนอนหลับไม่เพียงพอเป็เื่การฝันร้ายให้คุณยายได้รับรู้แทน
“ฝันร้ายเหรอ?” หลังจากวางจานข้าวลงตรงหน้าหญิงสาวแล้วหญิงชราก็เดินไปเลื่อนเก้าอี้โต๊ะทานข้าวฝั่งตรงข้ามแล้วนั่งลง
“อืม….ก็ไม่เชิงค่ะ”เสี่ยวอวี้ยิ้มเจื่อน ยังคงไม่กล้าเอ่ยบอกว่าตนเองกำลังเจอกับสิ่งลี้ลับ
ตอนนี้เธอค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าเป็สิ่งลี้ลับอย่างแน่นอน….ั้แ่หมอดูทักในวันนั้นเธอจึงได้สังเกตสิ่งรอบตัวตามที่เขาเคยบอกและได้พบเข้ากับความจริงอันแสนน่าขนลุกเข้าอย่างจัง
คุณยายสำรวจหน้าตาของหญิงสาวตรงหน้าอย่างนึกเป็ห่วงก่อนจะพูดสิ่งที่รู้สึกหนักใจท่านมากที่สุดออกมา
“จิตแพทย์โทรมาหายายบอกว่าหลานไม่ได้ไปพบเขามาสองครั้งแล้ว”
เสี่ยวอวี้ตักข้าวเข้าปากโดยไม่เอ่ยแก้ตัวขึ้นสักคำนั่นทำให้ผู้าุโที่นั่งอยู่ตรงหน้าค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าเธอไม่ได้ไปหาหมอจริง ๆ
“ทำไมล่ะหลานรู้สึกไม่ดีเหรอ”
“เปล่าหรอกค่ะหนูแค่คิดว่าตัวเองดีขึ้นมากแล้ว อย่าเอาเงินไปเสียกับตรงนั้นเลย”
เื่เงินเหมือนจะเป็ปัจจัยหลักที่ทำให้เธอตัดสินใจเช่นนี้แต่เหตุผลอีกข้อนั้นสำคัญยิ่งกว่าเธอไม่อยากไปพบเขาแล้วต้องหวนนึกถึงความทรงจำอันแสนเ็ปนั้นอีกแล้วขอให้มันเกิดขึ้นเพียงความฝันใน่หลับใหลเท่านั้นเป็พอ
“แต่ยายว่า….”
“วันนี้หนูออกไปทำงานกลุ่มนะคะอาจจะกลับมืดหน่อย คงไปช่วยยายปิดร้านไม่ได้”
หญิงชรายังไม่ทันพูดจบหญิงสาวตรงหน้าก็เอ่ยตัดบทขึ้นในทันควัน เป็เชิงบอกว่าเธอตัดสินใจเช่นนี้ไปแล้วและจะลงปฏิบัติในทางที่ตนเองเลือก
“เอาเถอะ….”หญิงชราเอ่ยพลางถอนหายใจ "ตั้งใจทำงานของแกไปเถอะ เกรดจะได้ดี ๆ ตอนเอาเกรดไปสมัครงานเขาก็จะได้รับไม่ต้องมาลำบากลำบนแบบยายอย่างนี้”
หลังจากพูดจบทั้งสองคนก็ลงมือทานข้าวกัน
เฉินเสี่ยวอวี้อาศัยอยู่กับคุณยายเพียงสองคนั้แ่ศึกษาอยู่ใน่ชั้นประถมปลายจนถึงตอนนี้ท่านเลี้ยงดูเธอมาอย่างดีโดยตลอด เนื่องจากทั้งคู่เหลือที่พึ่งพากันเพียงแค่สองคนยายหลานเท่านั้นแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยรู้สึกขาดความรักหรือความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อยเสี่ยวอวี้รู้ตัวดีว่าคนรอบข้างมองครอบครัวของเธออย่างไรแววตาที่สื่อให้เห็นถึงความสงสารนั้น เธอรู้สึกเกลียดมันเหลือเกิน
แต่เพียงเท่านี้ก็คงเป็หนึ่งในความโชคดีในหลายพันเื่ร้ายที่เธอได้ผ่านพ้นมาโชคดีจัง ที่อย่างน้อยก็เป็ความรู้สึกเช่นนั้นมากกว่าความจงเกลียดจงชังและคิดว่าเธอเป็ตัวนำซวย.....
หลังทานข้าวเสร็จเสี่ยวอวี้เดินขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะเดินลงมาอีกครั้งเธอสวมเสื้อสีขาวที่ตัวใหญ่กว่าไซส์ปกติของตนประกอบกับกระโปรงสีน้ำตาลความยาวเหนือหัวเข่าเล็กน้อยกระเป๋าเป้สีดำถูกสะพายเอาไว้อย่างมาดมั่นบนไหล่ขวาสองมือหยิบจับรองเท้าผ้าใบสีขาวเอาแล้วสวมใส่มันก่อนจะลองเหยียบย่ำให้ดูคล่องแคล่ว
เธอก้าวเดินไปก่อนจะเอื้อมมือเปิดประตู
ซ่าาาาาา
“อีกแล้วเหรอเนี่ยะ…” หลังจากพูดจบเธอจึงต้องเดินไปหยิบร่มออกมาเป็เครื่องประดับการแต่งกายของวันนี้อีกหนึ่งชื้นอย่างช่วยไม่ได้“เมื่อไหร่จะผ่านหน้าฝนเส็งเคร็งนี่ไปได้สักที!”
ณ ใจกลางเมืองอันแสนพลุกพล่านผู้คนต่างพากันขับยานพาหนะเคลื่อนผ่านวงเวียนสี่แยกแล้วมุ่งไปตามเส้นทางของตน
เสี่ยวอวี้เดินไปขึ้นรถประจำทางเหมือนอย่างเคยแต่วันนี้เธอกลับรู้สึกได้ว่าอาจเป็วันดวงซวยหรือเธออาจคิดไปเองเนื่องจากกว่าจะออกจากบ้านได้เธอกลับลืมของอยู่หลายอย่างมาก เช่น กระเป๋าตังค์ ร่มหรือแม้แต่เชือกรองเท้ายังคอยหลุดอยู่เรื่อยทำให้เธอต้องก้มผูกมาเกือบตลอดทางและในที่สุดเมื่อเธอมาถึงป้ายสถานียังได้พบว่ารถประจำทางที่เธอขึ้นประจำมาถึงนานแล้วจนทำให้เธอเกือบพลาดรถในเวลานั้นราวกับมีบางสิ่งกำลังคอยกลั่นแกล้งไม่ให้เธอเดินทางออกจากบ้านในวันนี้
คิดบางอย่างเรื่อยเปื่อยอยู่ไม่นานเสียงข้อความจากทางโทรศัพท์ก็ดังขึ้นพร้อมกับรายชื่อเพื่อนสนิทอันแสนคุ้นเคย
[รออยู่ตรงทางออกสามนะ]
‘โอเค ใกล้ถึงแล้ว’
มือเรียวตวัดกดลงบนแป้นพิมพ์โทรศัพท์อย่างรวดเร็ววันนี้เหมือนจะออกจากบ้านช้ากว่าที่วางแผนไว้ห้านาที
[ไม่ต้องรีบหรอกฉันเดินเล่นรอก็ได้]
หลังจากได้รับข้อความสุดท้ายไม่นานรถประจำทางก็หยุดลงตรงป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งหญิงสาวหยิบจับสะพายกระเป๋าเป้ของตนก่อนจะก้าวขาลงจากรถแล้วเดินไปตามทางซึ่งผู้คนพลุกพล่าน
เสี่ยวอวี้ยืนรอสัญญาณไฟข้ามถนนอยู่ครู่หนึ่ง
ไม่นานนักสัญลักษณ์รูปคนที่ติดอยู่ตรงเสาหน้าทางม้าลายก็เปลี่ยนเป็สีเขียว ผู้คนที่ยืนอยู่ตรงริมถนนต่างพากันเดินอย่างเร่งรีบ
ในระหว่างที่เดินข้ามร่างบางก็ได้เผลอชนเข้ากับใครสักคนอย่างแรงจนทำให้โทรศัพท์ที่อยู่ในมือร่วงหล่นลงไปพลางเธอเองก็โดนผู้คนที่เดินตามหลังมานั้นบังคับให้มุ่งเดินหน้าต่อไปประกอบกับอีกมือหนึ่งที่กำลังกางร่มเอาไว้ จึงทำให้เธอเคลื่อนย้ายตัวได้ไม่สะดวกนัก
ด้วยความใเสี่ยวอวี้จึงออกจากขบวนแถวอันแสนวุ่นวายนั้น แต่ก็ใช้เวลาค่อนข้างนานเนื่องจากต้องเบียดเสียดกับผู้คน
เธอหันหลังเดินกลับไปเพื่อจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาซึ่งเป็ขณะเดียวกันกับตอนที่จำนวนผู้คนกลางถนนเริ่มชุลมุนวุ่นวายน้อยลงแล้ว
มือเรียวก้มหยิบโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หากเสียมันไปคงได้นำเงินที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้อย่างเสียดายเป็แน่
“กรี๊ดดดดด!!!”เสียงกรีดร้องของใครบางคนดังขึ้น
เสี่ยวอวี้หันมองหาต้นเสียงทันควัน ก่อนที่แสงไฟหน้ารถคันหนึ่งจะสาดส่องเข้าที่ตัวเธอพอดี
ปรี๊นนนน!!!
เสียงแตรดังก้องไปทั่วบริเวณไม่รู้ว่าสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็สีแดงั้แ่เมื่อไหร่และด้วยความที่ร่มบดบังทัศนวิสัยในการมองจึงทำให้ร่างบางไม่ทันได้สังเกตว่ากำลังมีรถสิบล้อพุ่งตรงเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว
ด้วยความใจึงทำให้หญิงสาวตัวแข็งทื่อจนก้าวขาไม่ออกจนกระทั่งรถบรรทุกอยู่ห่างเพียงใกล้แค่เอื้อมก่อนกระทบร่างหญิงสาว
ชายหนุ่มในชุดสีดำเข้มยืนประชันอยู่ตรงหน้ารถบรรทุกด้วยระยะห่างที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหญิงสาวมากนักมือข้างหนึ่งของเขายื่นออกมาราวกับพยายามจะหยุดรถคันนั้นเอาไว้ส่วนอีกข้างก็ถือสมุดบัญชีรายชื่อด้วยท่าทางมาดมั่นก่อนจะมองสบตาเข้ากับร่างบางตรงหน้า
.
.
.
.
พูดคุยกับ writer : สวัสดีค้าบ เราเป็นักเขียนที่เรียกว่าจะหน้าใหม่ก็ไม่เชิง เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้มีผลงานเขียนฟิคของวง BTS มาก่อนแล้ว แต่นิยายออริเปิดเขียนเื่นี้เป็เื่แรกค่ะ ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ปล. หากใครติดใจสำนวนการเขียนของเราแล้วอยากลองอ่านฟิค สามารถเข้าไปอ่านและติดตามได้ที่ IG : Minseoltang93 นะคะ