เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 6 อสูรหมาป่า

    ตอนที่ 6 อสูรหมาป่า หลังผ่านไปได้สามเดือน บนขุนเขาลิ่วผานซาน หมู่ดวงดาวเปล่งประกายระยิบระยับ เสี้ยววงดวงเดือนโค้งงอดั่งตะขอ ตัวตนหนึ่งที่มีความยาวกว่าหกจั้ง งูเหลือมสีแดงชาดลำตัวหนาดุจลำต้นไม้จนดูเป็นที่น่าแตกตื่นตกใจ ขุนเขาอันมีหมอกหนาทึบปกคลุมไว้อยู่เป็นสาย ระหว่างหน้าผา บนกำแพงศิลาได้มีเห็ดหลินจือพันปีต้นหนึ่งยื่นออก ภายใต้แสงดวงเดือนที่ส่องสว่างสุกสกาว งูเหลือมสีชาดได้อ้าปากขึ้นจนกว้าง กัดเห็นที่ติดอยู่บนผาศิลาจนขาดติดกัน กัดกินเห็ดทั้งหมดที่อยู่โดยรอบเข้าไปในท้อง “ได้วัตถุสวรรค์สมบัติปฐพีมาอีกชิ้นแล้ว!สภาพแวดล้อมของที่นี่ถือว่ามีความแตกต่างกัน แม้แต่วัตถุสวรรค์สมบัติปฐพีก็ยังมีงอกเงยอยู่เต็มทุกแห่งหน จนพบเห็นได้ในแต่ละแห่งหน ช่างถือเป็นสถานที่ยอดเยี่ยมเสียจริง” เจวี๋ยหวู่หมิงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา ภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน จนเขาสามารถที่จะรวบรวมต้นหลิงจือพันปีมาได้มากถึงสิบกว่าต้นกันแล้ว แล้วยังมีอีกบางส่วนที่ถือยังถือได้ว่าเป็นวัตถุดิบที่เหนือวัตถุสวรรค์สมบัติปฐพีเลยก็ว่าได้ เมื่อเทียบกับตอนที่จะจากไปเมื่อสามเดือนก่อน เขาเองก็ได้เติบโตขึ้นอีกแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะได้วิวัฒนาการอีก หน้าต่างสถานะเองก็ได้ถูกรื้อจนเกิดเป็นข้อมูลใหม่และอธิบายทุกอย่างเอาไว้แล้ว: ผู้อุปถัมภ์:เจวี๋ยหวู่หมิง พิภพในปัจจุบัน:พิภพไซอิ๋ว เผ่าพันธุ์:งูเหลือมปล้องฉนวนโลหิต ระดับขั้น:ช่วงโอสถอสูร(44%) มนตราคาถา:《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》(ขั้นที่สอง:ระเบิดอัคคี) ทักษะ:กลืนกิน มิติช่องว่างกระเพาะ(ติดมาจากระบบ) เขี้ยวพิษกัดกระชาก บีบรัดคร่าชีวิต เนตรเทวะเพลิงอัคคี กระดูกเหล็กผิวทองแดง สถานีย้อนคืน:12000แต้มสะสม เขาไม่เพียงแต่รวมกันจนสำเร็จเป็นโอสถอสูร อีกทั้งในด้านพละกำลังยังอยู่ในขั้นบ่มเพาะปราณธุลีที่บ่มแปรปราณเทวะได้แล้ว ยังได้มีทักษะแบบใหม่เพิ่มเข้ามาอีกอย่าง:กระดูกเหล็กผิวทองแดง ทักษะแขนงนี้ยังสามารถเพิ่มพูนพลังป้องกันของเขาขึ้นได้เป็นอย่างมาก เมื่อเผาผลาญพลังมนตรา ยิ่งมีแต่จะทำให้กายหยาบแข็งทนทานดุจเหล็กทองแดงก็มิปาน ดาบกระบี่มิอาจย่างกราย อัคคีวารีมิอาจกล้ำกราย เรียกได้ว่าเป็นเหมือนไพ่ตายที่ใช้เพื่อเอาตัวรอดอีกใบเลยก็ได้ แต่ถึงแม้จะอยากทะลวงเข้าให้ถึงขอบเขตช่วงแปรลักขณา แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายถึงขนาดนั้น ถึงอย่างไรก็ยังต้องใช้แต้มสะสมกันอีกทั้งหมดสิบหมื่น เขาแทบจะหาได้เกิดความรู้สึกผิดหวังไม่ ถึงอย่างไรช่วงแปรลักขณาในภพสามัญก็ถือได้ว่าเป็นผู้แกร่งกล้าแห่งสารทิศหนึ่งได้แล้ว ก็สามารถออกจากถ้ำยืนยันได้ด้วยตัวคนเดียวกันได้แล้ว เก็บทุกสิ่งอย่างมาไว้ในเงื้อมมือ เป็นจ้าวแห่งพงไพรได้ในที่สุด และเขายังได้สืบทอดพลังช่วงแปรลักขณาปีศาจจากมารดานางพญางูจิตบริสุทธิ์ภายใต้การบ่มเพาะพันปีมาโดยที่แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ นางพญางูจิตบริสุทธิ์ที่บ่มเพาะมาหลายพันปีจึงค่อยแปรลักขณาได้สำเร็จ เขาที่พึ่งจะบ่มเพาะมาเพียงแค่ไม่กี่เดือน ยิ่งถึงกับมีผลลัพธ์เช่นนี้ได้ ยังมีอะไรที่ไม่พอใจกันอีก ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่ ทันใดนั้นในที่ห่างไกลออกไปก็ได้มีเสียงประหลาดดังขึ้น “มีคนมา?” เจวี๋ยหวู่หมิงครุ่นคิดขึ้นวูบ,ยิ่งเข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายได้ถูกเห็ดหลินจือพันปีนี้ดึงดูดเข้ามา,เขาที่กำลังคิดจะซ่อนเร้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยู่ในช่วงที่รีบร้อน ร่างกายที่ยาวเหยียดถึงหกจั้งมีอย่างที่ไหนที่อยากจะซ่อนตัวก็จะซ่อนได้? ไม่ทันไรก็มีแต่จะถูกอีกฝ่ายพบเห็นร่องรอยได้แล้ว เจวี๋ยหวู่หมิงเองก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องเคลื่อนไหวอีกแล้วล พร้อมกับหันไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายได้อย่างโอ่อ่าผ่าเผย แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อได้หันไปมองรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย เจวี๋ยหวู่หมิงก็ยังรู้สึกตกใจอยู่เหมือนกัน: “เป็นอสูร!อีกทั้งยังได้มีบางส่วนแปรลักขณาไปแล้ว” เพียงแต่พบเห็นมนุษย์หัวหมาป่าอสูรนั้น ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่ทั้งโหดเหี้ยมดุร้าย หน้าอกที่มีกล้ามโตก้อนยังอุดมไปด้วยเส้นขนปกคลุม เป็นลักษณะสีดำดุจเข็มเหล็ก เห็นได้ชัดว่านี้จะต้องเป็นอสูรหมาป่าแน่นอน ร่างกายที่ยืดตัวจนตรง มือขวากำลังกุมเอาไว้ด้วยหอกสามง่ามเหล็กทองสัมฤทธิ์อยู่ด้ามหนึ่ง เมื่อในเวลาที่ได้พบกับเจวี๋ยหวู่หมิง ถึงกับอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าที่ลำพองตนและความรู้สึกดูแคลนออกมาเล็กน้อย โดยที่การยืนอยู่ตรงหน้าของอสูรหมาป่าตนหนึ่ง เจวี๋ยหวู่หมิงเองก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่โหดเหี้ยมอำมหิตขุมหนึ่งทับโถมเข้ามา จนคล้ายกับคิดที่จะกลืนเขาไปจนสิ้น “นี่ก็คือกลิ่นอายอสูรงั้นเรอะ? ยังคิดที่จะมาใช้ข่มขู่ข้าอีก ยังไม่เจียมตัวเลยนะ! หึหึ” เจวี๋ยหวู่หมิงรู้สึกขบขันขึ้นในใจ พลันสาดแววตาเป็นประกายวูบวาบ ดวงตาอสรพิษได้สาดเป็นประกายดุจดั่งโคมไฟสองดวง บรรยากาศอันเลือดเย็นขุมหนึ่งได้แผ่ซ่านออกมาจากร่างกาย พริบตานั้นก็ได้ทลายพลังอำนาจที่อสูรหมาป่าได้ปลดปล่อยออกมา อสูรหมาป่าเองก็ถึงกับต้องสะดุ้ง:เจ้าหนูผู้นี้ได้เคยฆ่าคนมามากแค่ไหนกันแล้ว? ถึงกับผนึกรวมบรรยากาศแห่งการฆ่าฟันได้แข็งกร้าวถึงเพียงนี้ได้! ถึงแม้จะถูกพลังอำนาจของเจวี๋ยหวู่หมิงสะกดเอาไว้ได้ครู่หนึ่ง แต่ภายหลังเมื่อได้เห็นเจวี๋ยหวู่หมิงยังไม่แม้แต่จำแลงกายเปลี่ยนลักขณา ก็จึงค่อยโล่งใจขึ้นมา “หึ เมื่อครู่นี้จะต้องเป็นความรู้สึกที่ผิดพลาดแน่นอน เจ้าหนูผู้นี้จะต้องพึ่งกินวัตถุสวรรค์สมบัติปฐพีไปแล้วอย่างแน่นอน ถึงได้มีรูปลักษณ์ที่ประหลาดถึงขนาดนี้ได้” เมื่ออสูรหมาป่าคิดได้ จนตั้งสติสมาธิขึ้นมาได้ อ้าปากคำรามก้องว่า: “เจ้าปลาไหลที่น่ารังเกียจ ถึงกับกล้ามาลักสมบัติข้ากิน! ในเมื่อเจ้าได้กินมันเข้าไป เช่นนั้นข้าก็จะกินเจ้าแทนก็แล้วกัน ดูเหมือนว่าคงจะไม่ได้แตกต่างอะไรมากนักอยู่แล้ว!” อสูรหมาป่าตัวนั้นได้แต่แสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ มิหนำซ้ำยังพูดจาดูถูกดูแคลนอย่างถึงที่สุด จนคล้ายกับว่าเจวี๋ยหวู่หมิงได้ไปแย่งอาหารกลางวันของเขาไปเสียอย่างนั้น จนแทบจะทำให้เจวี๋ยหวู่หมิงระรื่นขึ้นทันควันแล้ว ฉื่อฉื่อ! “คิดจะกินข้า? ช่างเป็นเรื่องที่น่าตลกที่สุดในโลกหล้ากันเกินไปแล้ว!” ที่ผ่านมานี้มีแต่เขากินคนอื่น มีอย่างที่ไหนที่เคยให้คนอื่นมาจองหองต่อหน้าตัวเองกัน? อสูรหมาป่าที่คิดจะกินเจวี๋ยหวู่หมิง โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเจวี๋ยหวู่หมิงเองก็คิดอยากจะลิ้มลองรสชาติอสูรหมาป่าด้วยความกระหายไม่คลาย “พวกที่เป็นแค่อาหารโดยทั่วไป ข้าเองก็กินจนเอียนแล้วเหมือนกัน ในเมื่อเจ้ามาเป็นอาหารให้ข้าได้ ก็นับได้ว่าเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว!” เจวี๋ยหวู่หมิงแสยะยิ้มขึ้นเล็กน้อย เพียงส่งเสียงดังเหอะแล้วกล่าว: “นี่เป็นเจ้าที่เข้ามาหาเรื่องเองแล้ว!” เมื่อสิ้นเสียงลง เจวี๋ยหวู่หมิงหางฟาดหางออกดุจแส้และกวาดออก จนต้นสนยักษ์สองต้น เหมือนกับถูกขวานจามเข้าใส่ จนเกิดเสียงแตกหักจนเป็นสองท่อน พร้อมกับฟาดเข้าใส่อสูรหมาป่าที่ยังตะลึงลานปานสายฟ้าแลบผ่าน อสูรหมาป่าก็คิดไม่ถึงว่าเจวี๋ยหวู่หมิงพูดปุ๊บจะลงมือปั๊บ ถึงกับคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ขณะที่กำลังตอบสนองกับแส้หางได้ฟาดเข้าใส่ ก็ถึงกับต้องหลบหนีด้วยสภาพที่ลุกลี้ลุกลน แต่ถึงอย่างนั้น ต่อให้เขาจะเร็วก็ไม่ได้อาจเร็วได้กว่าการลอบโจมตีอย่างกระชั้นชิดที่มาจากเจวี๋ยหวู่หมิงได้ ถึงแม้เขาจะหลบจนพ้นช่วงวิกฤติไปได้ แต่ก็ยังคงถูกแส้หางฟาดเข้าใส่กลางท้องอยู่ดี เมื่อเสียงกร๊อบดังขึ้น! เสียงกระดูกหักดังลั่น อสูรหมาป่าถึงกับต้องสบถร้องออกมา รีบขยับร่างกายถอยไปทางด้านหลังไปอย่างรวดเร็ว กรงเล็บหมาป่ายังได้ข่วนลงพื้นจนเกิดเป็นร่องรอยของเล็บยาวหลายจั้งสองสายปรากฏออกมา “นี่เจ้ากำลังหาที่ตาย!” อสูรหมาป่านั้นที่พอจะทรงตัวจนมั่นคงได้ ก็ได้พบว่าถึงกับถูกงูเหลือมที่ยังไม่สามารถที่จะแปรลักขณาได้ตัวหนึ่งทำร้ายจนบาดเจ็บ แค่ลอบโจมตีก็ประสบผล วินาทีนั้นถึงกับต้องใบหน้าเป็นประกายออกมา แผดเสียงคำรามออกมาดังก้อง กระชับหอกสามง่ามเหล็กในมือพุ่งเข้าทิ่มแทงใส่เจวี๋ยหวู่หมิงทันที! หอกสามง่ามเหล็กแทงวืด ประกายความเย็นเยียบสาดออก จนเกิดเป็นรังสีฆ่าฟันไล่ต้อนเข้ามา จนทำให้ช่องว่างมวลอากาศเกิดเป็นสะเก็ดไฟ ภายในดวงตาอสูรหมาป่าถึงกับสาดเป็นประกายความถือดี กำลังยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย คล้ายกับได้เห็นเจวี๋ยหวู่หมิงถูกหอกสามง่ามเหล็กแทงจนต้องตายตกในสภาพที่อเนจอนาถ “ก็แค่ไม้ไผ่เพียงท่อนเดียว ยังคิดที่จะใช้มาฆ่าคน เป็นผู้ใดที่มอบความกล้าให้แก่เจ้ากัน?” มุมปากเจวี๋ยหวู่หมิงพลันยิ้มแสยะ อีกทั้งยังได้ลอบใช้งานทักษะ “กระดูกเหล็กผิวทองแดง” ออกมาตั้งแต่แรกแล้ว เพื่อคอยเผชิญหน้ากับการโจมตีที่โหดเหี้ยมนี้เอาไว้ ที่ไม่อาจหลบไม่อาจเลี่ยงได้ “เจ้าหนูผู้จองหอง มารนหาที่ตายเองก็อย่าได้มาโทษข้าแล้ว!หึ……” อสูรหมาป่ายังไม่ทันจะพูดจบ เมื่อได้ยินเสียงดังขึ้น หอกสามง่ามเหล็กได้แทงเข้าใส่ทางด้านบนหนังงู ก็ถึงกับเกิดเสียงที่ดังมาจากเหล็กกระทบกัน จนเกิดเป็นประกายสะเก็ดไฟกระจายบินว่อน แต่กลับไม่ได้เกิดเป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนอย่างที่เขาได้คิดเอาไว้ไม่ อสูรหมาป่าตะลึงลานไปชั่วขณะ บนหัวยังได้เกิดอาการเลอะเลือนไปชั่วขณะ ถึงกับต้องแตกตื่นตกใจขึ้นในทันที:แย่แล้ว! เมื่อได้เงยหน้าขึ้นมอง อดไม่ได้ที่จะขวัญหนีดีฝ่อ ปากที่กำลังอ้ากว้างได้กดทับลงมา : “ไม่!” กร๊อบกร๊อบ! ความหนาวเหน็บที่สลักลึกไปจนถึงกระดูกก็ได้แลบผ่านเข้ามาตามเสียง คล้ายกับก็ไม่นานก็ต้องถูกกินไปจนสิ้นซากแล้ว เจวี๋ยหวู่หมิง ได้กวาดตามองไปที่พื้นอย่างเยือกเย็น ในหมู่เลือดสีแดงสดที่กระจายออกมานั้น กลับหลงเหลืออสูรหมาป่าเอาไว้แค่เพียงร่างครึ่งท่อนที่กำลังดิ้นรนอย่างทุรนทุราย ในบางครั้งบางคราวยังเกิดเสียงคร่ำครวญดังมา ให้ความรู้สึกที่อเนจอนาถเป็นอย่างยิ่ง! แต่ทว่าเจวี๋ยหวู่หมิงกลับไม่ได้มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย ผู้อ่อนแอต้องตกเป็นอาหารของผู้แข็งแกร่งจะเป็นผู้ที่จะมีชีวิตรอดไปได้ เดิมก็ถือเป็นหลักสัจธรรมของทุกสรรพสิ่งไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งไปกว่านั้นถ้าหากฝ่ายที่ถูกโค่นล้มเป็นเขา สุดท้ายแล้วก็คงต้องอนาถกว่านี้อย่างแน่นอน “รู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงได้ไว้ชีวิตเจ้า?” เจวี๋ยหวู่หมิงแสดงท่าทีเหมือนกับผู้เหนือกว่า หัวเราะอย่างเย็นชา “ผู้อาวุโสไว้ชีวิตด้วย!ผู้อาวุโสไว้ชีวิตด้วย!ผู้น้อยยินดีถวายการรับใช้ทุกประการ ขอวิงวอนผู้อาวุโสปล่อยข้าไปสักครั้งด้วย” “อือ ผู้รู้จักปรับตัวตามสถานการณ์จักเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศ เจ้านับว่าไม่เลวเลยทีเดียว ในข้อนี้นับว่าข้าพอใจในตัวเจ้าเลยทีเดียว!” …… หลังผ่านไปได้ครึ่งชั่วยาม หุบเขาลึก เบื้องหน้าพื้นที่ทุ่งหญ้าร้างแถบหนึ่ง “อสูรหมาป่านั้นได้บอกว่าที่นี่ก็คือรังเก่าของมัน แต่ว่าที่นี่เห็นชัดว่าเป็นแค่เพียงพื้นที่รกร้างแถบหนึ่งเท่านั้น หรือว่าข้าจะถูกหลอกกันแล้ว?” เจวี๋ยหวู่หมิงได้เกิดความสงสัยขึ้นจับใจ : “ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะมีวิชาค่ายกลปกคลุมเอาไว้งั้นหรือ? แต่ทำไมข้าถึงไม่เห็นถึงความปกติกันนะ” ความสงสัยที่อันกันแน่นจนเต็มสมองของเจวี๋ยหวู่หมิงไม่นานนักก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีความคิดแบบนี้ก็เป็นได้ แม้บอกได้ว่าเขาจะไม่ได้มีความเข้าใจต่อวิชาค่ายกลแม้แต่น้อย แต่เมื่อได้มองไปที่ร่องรอยความเคลื่อนไหวของอสูรหมาป่าตนนั้น ก็เพียงพอที่จะไม่ได้เหมือนกับการสร้างค่ายกลที่เกิดขึ้นจากปีศาจ ไม่แน่ว่าข้าอาจจะพลาดรายละเอียดอะไรบางอย่างไปก็เป็นได้? จากการที่ทอดถอนใจออกมาเบาๆ ก็ได้เข้าควบคุมแหวกพุ่มไม้แห้งเหี่ยวที่อยู่ตรงด้านหน้าอย่างระมัดระวังอย่างถึงที่สุด เจวี๋ยหวู่หมิงเองก็ไม่กล้าที่จะหลงลำพองมากจนเกินไป เพราะรู้ว่าในช่วงที่เขายังไม่ถ่องแท้ต่อวิชาค่ายกล,ถ้าหากว่าปล่อยให้เป็นไปตามแผนการของอสูรหมาป่านั้นขึ้นมา ต่อให้เสียใจไปก็คงไม่ทันกาลแล้ว เขาในขณะนี้ ที่ยังเป็นแค่เพียงจิตอสูรบริสุทธิ์ที่อ่อนแอตัวหนึ่งเท่านั้น!