บทที่ 13 แผนการแบ่งที่ดินเพื่อความร่ำรวย
เสิ่นหนานซิงคอยประคองเสิ่นฟางไห่อยู่ตลอดเวลา เธอรู้สึกว่าน้ำหนักตัวของบิดาเริ่มทิ้งลงมามากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องช่วยพยุงไปนั่งบนเก้าอี้
"พ่อคะ ถ้าพ่อไม่สบายตรงไหนต้องบอกหนูนะคะ อย่าฝืนตัวเองเลย เดี๋ยวหนูไปตักน้ำมาให้ดื่มค่ะ!"
เสิ่นหนานซิงเดินออกจากห้องโถงตรงไปยังเรือนฝั่งตะวันตก เธอลอบตักน้ำพุจากมิติพิเศษมาใส่ถ้วยแล้วนำไปให้บิดา ขณะที่มองดูทุกคนซึ่งนั่งเงียบกันอยู่ เธอก็รู้สึกได้ถึงความไม่สมเหตุสมผลบางอย่าง
หลี่เซียงหลานกับหลิวผิงแสดงท่าทีแปลก ๆ เหมือนหลี่เซียงหลานจะคอยระแวดระวังกลัวว่าหลิวผิงจะหลุดปากพูดอะไรออกมา
เธอถึงกับสงสัยว่า การที่วันนี้หลี่เซียงหลานยอมตัดใจแยกครอบครัว เป็เพราะกลัวหลิวผิงจะป่าวประกาศความลับอะไรบางอย่างมากกว่าหรือเปล่า
"001 ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ช่วยจับตาดูการเคลื่อนไหวของหลิวผิงให้ดีนะ" หากอยากรู้ความจริง แค่เกาะติดหลิวผิงไว้ก็พอแล้ว
[โฮสต์ครับ โปรดวางใจได้เลยครับ] 001 ตอบกลับมาทันที
หลังจากเสิ่นฟางไห่ดื่มน้ำถ้วยนั้นเข้าไป เขาก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างประหลาด เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าน้ำเปล่าธรรมดา ๆ จะรสชาติดีได้ขนาดนี้
หลี่เซียงหลานเข้ามาในบ้านตั้งนานแต่ยังไม่ได้ดื่มน้ำสักอึก ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวขนาดนี้ แน่นอนว่าย่อมกระหายน้ำมาก
"ไม่มีหัวคิดเลย แดดร้อนขนาดนี้ รีบไปต้มน้ำมาสักหม้อสิ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวคนจากหมู่บ้านมาถึงจะต้มต้อนรับไม่ทัน!"
พูดจบเธอก็เหลือบมองเสิ่นหนานซิงอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เสิ่นหนานซิงกลับทำเป็มองไม่เห็น เพราะการแยกครอบครัวคราวนี้ฝ่ายเธอเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด การถูกมองด้วยสายตาแบบนั้นจึงไม่ได้น่าใส่ใจเลยสักนิด!
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา คนจากหมู่บ้านก็มาถึง ข่าวการทะเลาะเบาะแว้งในตระกูลเสิ่นแพร่สะพัดไปทั่วั้แ่่บ่าย ดังนั้นทุกคนจึงไม่แปลกใจกับการตัดสินใจครั้งนี้
ผู้ที่มาเป็พยานมีสองคน คือ หวังเจี้ยนกั๋ว ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน และฟางหย่วนฟาง ซึ่งเป็เ้าหน้าที่บัญชี
"คุณป้า ทุกท่านตกลงกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ? โดยเฉพาะเื่การแบ่งทรัพย์สินและการดูแลผู้สูงอายุ ถ้าตกลงกันได้แล้ว ช่วยบอกข้อสรุปมาเลยครับ หย่วนฟางจะได้จัดทำสัญญา"
"ตกลงกันเรียบร้อยแล้วค่ะ บ้านหลังเก่านี้ยกให้ลูกชายคนโต ส่วนเงิน... ลูกชายคนรองได้ไปห้าร้อย ส่วนฉันได้สามร้อย ต่อไปนี้ฉันจะอยู่กับลูกชายคนโต ส่วนลูกชายคนรองรับปากว่าจะให้ค่าเลี้ยงดูเดือนละสิบหยวน ส่วนเื่เทศกาลต่าง ๆ ก็แล้วแต่เขาจะกตัญญูค่ะ"
"คุณป้า ผมเข้าใจแล้วครับ ในเมื่อคุณป้าจะอยู่กับลูกชายคนโต นั่นหมายความว่าภาระการดูแลหลักตกเป็ของเขาใช่ไหมครับ?"
หลายปีมานี้ หวังเจี้ยนกั๋วเห็นการแยกบ้านมานับไม่ถ้วน แต่ไม่คิดเลยว่าครอบครัวเสิ่นจะแปลกประหลาดขนาดนี้ คุณป้าคนนี้ลำเอียงสิ้นดี! เงินค่าเลี้ยงดูสิบหยวน ในหมู่บ้านแทบไม่มีใครทำกันเลย
"ไม่ใช่ว่าภาระตกเป็ของลูกชายคนโตคนเดียว ลูกชายคนที่สองก็ต้องส่งเงินด้วย" หลี่เซียงหลานรีบแย้ง ส่วนเสิ่นฟางเฉวียนเอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่พูดอะไร
"คุณป้าครับ ในเมื่อคุณป้าจะอยู่กับเสิ่นฟางเฉวียน แน่นอนว่าภาระการดูแลหลักย่อมตกเป็ของเขา ั้แ่ยามเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงวาระสุดท้าย ล้วนต้องขึ้นอยู่กับเสิ่นฟางเฉวียนทั้งสิ้น ทุกเื่ย่อมมีหลักการและขอบเขตครับ"
หวังเจี้ยนกั๋วสนิทกับเสิ่นฟางไห่อยู่แล้ว จึงตั้งใจเอ่ยปากช่วยเหลือ
"ใช่ค่ะ ก็เป็อย่างนั้นแหละ!" หลี่เซียงหลานเริ่มไม่มั่นใจ จึงไม่กล้าโต้เถียงอะไรมาก อีกอย่างในใจเธอก็อยากอยู่กับลูกชายคนโตอยู่แล้ว
"เื่ที่ดินของครอบครัวก็ต้องคุยให้ชัดเจนด้วยว่าจะแบ่งกันอย่างไร ผมจะได้กลับไปจัดการเื่แยกทะเบียนครอบครัวให้ ตอนนี้ลองปรึกษากันดูนะครับ"
"พวกเราอยากได้ที่นาที่มีระบบชลประทานตรงนั้นค่ะ คือสองแปลงทางฝั่งตะวันออก" หลิวผิงโพล่งเสนอขึ้นมาเป็คนแรก
ซูอวี้จู๋แอบกลอกตาในใจ ยัยนี่กะจะงุบงิบเอาแต่ประโยชน์ชัด ๆ!
ที่ดินดี ๆ ในหมู่บ้านหยวนไห่ส่วนใหญ่จะอยู่ทางฝั่งตะวันออกเพราะดินอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นเวลาแบ่งที่ดิน มักจะจับคู่ที่นาทางฝั่งตะวันออกกับที่ดินูเาทางฝั่งตะวันตกเพื่อให้เกิดความยุติธรรม
หลิวผิงวางแผนไว้ดีมาก เธออยากแลกที่ดินูเาทางฝั่งตะวันตกกับครอบครัวเสิ่นฟางไห่ เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องเดินทางไปมาสองฝั่ง
เสิ่นหนานซิงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ที่ดินูเาทางฝั่งตะวันตกนั้นอยู่ติดแนวเขา ซึ่งตรงกับแผนการในอนาคตของเธอพอดี
"คิดการณ์ไกลดีนะ แบ่งกันคนละครึ่งสิ ไม่ว่าจะฝั่งตะวันออกหรือตะวันตก!" ซูอวี้จู๋ไม่ยอมแพ้ ที่ดินคือชีวิตของชาวนา เธอจะยอมเสียเปรียบได้อย่างไร!
เมื่อเห็นแม่ออกโรง เสิ่นหนานซิงก็เริ่มคิดหาวิธีที่จะต้อนเอาที่ดินูเาทั้งสองแปลงมาเป็ของฝั่งตน
"น้องรอง ดูสภาพร่างกายของพี่สิ การทำไร่ทำนาถ้าได้อยู่ใกล้ ๆ กันจะดีกว่า ช่วยพูดน้องสะใภ้หน่อยได้ไหมเื่แลกที่ดินกัน"
เมื่อเห็นว่าหลิวผิงพูดไม่เป็ผล เสิ่นฟางเฉวียนจึงลงมือเองทันที โดยใช้ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องมาเป็ข้ออ้าง
เสิ่นฟางไห่ยังมีความรู้สึกดี ๆ ต่อพี่ชายอยู่บ้าง จึงหันไปมองหน้าภรรยา
"แม่คะ หนูคิดว่าเรายอมแลกเถอะค่ะ ลองคิดดูสิคะ ถ้าต้องทำนาใกล้กับพวกเขา มันจะน่ารำคาญใจขนาดไหน! แล้วถ้าวันไหนคุณย่าอ้างว่าแก่ชราแล้วสั่งให้พ่อช่วยงาน พ่อจะยอมนิ่งดูดายได้อย่างไรล่ะคะ?"
เสิ่นหนานซิงกระซิบคุยกับซูอวี้จู๋เบา ๆ ซึ่งซูอวี้จู๋ก็ถูกโน้มน้าวใจได้ง่าย เพราะแม่สามีคนนี้สามารถทำเื่พรรค์นั้นได้อย่างแน่นอน
หลายปีมานี้เป็เช่นนี้เสมอ พอถึงฤดูทำนา เสิ่นฟางเฉวียนก็จะเริ่มบ่นว่าร่างกายออด ๆ แอด ๆ ตรงนั้นตรงนี้ แม้จะแยกครอบครัวแล้วก็ไม่แน่ว่าเขาจะยังใช้มุกเดิมอีกหรือเปล่า
"แลกกันก็ได้ค่ะ แต่ที่ดินส่วนตัวที่ครอบครัวเราหักร้างถางพงขึ้นมาเอง ก็ต้องเป็ของฉันด้วยนะ!" ซูอวี้จู๋ไม่เกรงใจ ปีก่อนตอนแบ่งที่ดิน มีูเาว่างเปล่าหลายแห่ง ใครไถขึ้นมาได้ก็จะได้เป็เ้าของ
ที่ดินผืนนั้นมีขนาดประมาณสามส่วน ซูอวี้จู๋คิดไว้ว่าจะเอาไว้ปลูกผักสวนครัวกินก็พอแล้ว
"น้องสะใภ้พูดมาแบบนี้ ก็เอาตามนั้นแหละ!" เสิ่นฟางเฉวียนเดิมทีไม่ชอบตรากตรำทำนาจึงไม่สนใจ ส่วนหลิวผิงนั้นี้เีสันหลังยาว ไม่สนใจที่ดินสามส่วนนั้นเลย
เสิ่นหนานซิงลอบยินดี รู้สึกว่าโชคชะตาเข้าข้างจริง ๆ! ที่ดินซึ่งในสายตาของพวกเขาดูไร้ราคา กลับเป็สิ่งที่เธอ้าทั้งหมด
"คุณป้า ผมจะอ่านสัญญาให้ฟังนะครับ! บ้านหลังเก่าเป็ของเสิ่นฟางเฉวียน ส่วนเงินออมแบ่งเป็สองส่วน เสิ่นฟางไห่ได้ห้าร้อย หลี่เซียงหลานได้สามร้อย"
"ภาระการดูแลหลักตกเป็ของเสิ่นฟางเฉวียน ต้องรับผิดชอบดูแลคุณป้าั้แ่ยามเจ็บป่วยจนถึงวาระสุดท้าย ส่วนเสิ่นฟางไห่จะจ่ายค่าเลี้ยงดูเดือนละสิบหยวนให้คุณป้า"
"ส่วนที่ดินจะแบ่งตามจำนวนคน เสิ่นฟางเฉวียนได้ที่นาฝั่งตะวันออกสองไร่ เสิ่นฟางไห่ได้ที่ดินูเาสามไร่ ส่วนที่ดินส่วนตัวที่บุกเบิกเองถือเป็สิทธิประโยชน์จากหมู่บ้าน จึงไม่นับรวมในนี้"
"หากไม่มีข้อโต้แย้งอื่นใด รบกวนลงนามประทับตราได้เลยครับ!"
ไม่นานนัก ฟางหย่วนฟางก็เขียนสัญญาเสร็จและอ่านให้ทุกคนฟังอีกครั้ง
สัญญามีทั้งหมดสี่ฉบับ เสิ่นฟางไห่ เสิ่นฟางเฉวียน และหลี่เซียงหลานต่างประทับลายนิ้วมือลงไป ส่วนอีกฉบับจะเก็บไว้ที่ส่วนกลางหมู่บ้าน เพื่อป้องกันการกลับคำในภายหลัง
"เจี้ยนกั๋ว ขาของฉันไม่ค่อยดี คงไม่สะดวกต้อนรับแล้วนะ! อวี้จู๋ ช่วยไปส่งพี่เจี้ยนกั๋วหน่อยสิ!"
หลังจากการเจรจายืดเยื้อมาครึ่งค่อนวัน ตอนนี้ก็ปาเข้าไปหนึ่งทุ่มกว่าแล้ว
"ไม่ต้องเกรงใจหรอก คราวหน้าค่อยคุยกัน รักษาขาตัวเองให้ดีเถอะ" หวังเจี้ยนกั๋วโบกมือบอกว่าไม่เป็ไร
ซูอวี้จู๋เดินไปส่งคนนอกบ้านแล้วจึงกลับเข้ามา เธอไม่สนใจใครอีกและเดินตรงเข้าห้องของตัวเองทันที
เสิ่นฟางไห่เห็นท่าทางก็รู้ว่าภรรยากำลังโกรธ คงต้องพูดเปิดอกคุยกันให้เข้าใจ เขาจึงส่งสัญญาณให้เสิ่นหนานซิงหยิบเงินสามสิบหยวนออกมา
"แม่ครับ นี่คือค่าเลี้ยงดูของสามเดือนนี้ครับ พี่ใหญ่... ตอนนี้ผมยังอยากขออาศัยอยู่บ้านหลังนี้ต่ออีกสักพัก ถ้าหาที่อยู่ใหม่ได้เมื่อไหร่จะรีบย้ายออกไปทันทีครับ"
"น้องรอง แม้นายจะอยู่ต่อไปก็ไม่เป็ไรหรอก นายาเ็อยู่ คงยังย้ายบ้านไม่ได้เร็วขนาดนั้น แยกครอบครัวกันแล้วก็ไม่ควรทำให้ความสัมพันธ์พี่น้องต้องจืดจางลงนะ"
หลี่เซียงหลานไม่พูดอะไร ทำเพียงแอบเก็บเงินสามสิบหยวนเงียบ ๆ ส่วนเสิ่นฟางเฉวียนเพราะเพิ่งได้แลกที่ดินสมใจ จึงยอมพูดจาหวานหูออกมาสองสามคำ
เสิ่นฟางไห่พยักหน้ารับ นี่เป็ทางออกที่ดีที่สุดแล้ว เขาส่งสัญญาณให้เสิ่นหนานซิงช่วยประคองเขากลับเข้าห้องพัก