ตอนที่ 8 นามพระราชทานที่ถูกเพิกเฉย
แม่สวีรักหวงงบุตรสาว นางเทศนาม่อไท่เหวินเกือบหนึ่งชั่วยามเต็ม ม่อไท่เหวินฟังจวนจะร้องแล้ว แม่สวียังคงเทศน์เขาด้วยท่าทีอบอุ่นไม่ช้าไม่เร็ว ม่อไท่เหวินแอบถลึงตาใส่สวีจิ้งเหนียงที่ยิ้มขำ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดคนบ้านสวีจึงกลัวท่านแม่สะใภ้ นางพูดเก่งจริงๆ!
นายท่านใหญ่ และฮูหยินผู้เฒ่าเร่งรุดมาทันเวลา ช่วยเหลือม่อไท่ เหวินออกมาจากความยากลำบาก คนบ้านสกุลสวีเวลานี้จึงเพิ่งรู้ว่านายท่านใหญ่กับฮูหยินผู้เฒ่าย้ายมาอยู่ที่นี่แล้ว พวกเขาคาดไม่ถึงอย่างมาก อดซักถามซ้ำๆ ไม่ได้
แม้ว่าแต่ละสกุลกำลังรอคอยมาเยี่ยมเยียน แต่นายท่านใหญ่กลับตัดสินใจ จัดพิธีสี่ซานแบบไม่ใหญ่โต เขารู้สึกว่าขนาดตัวเองจ้องหลานสาวสุดที่รักตาไม่กะพริบยังไม่สาแก่ใจ แล้วไฉนเลยจะตัดใจให้คนมากันกลุ่มใหญ่ ทำตัวหนวก หูวุ่นวายให้หลานเหนื่อยกันเล่า
ม่อติ้งฟังพื้นเพฐานะต่ำต้อย ถึงแม้ยามนี้ตำแหน่งสูงมากด้วยอำนาจ แต่ในเมืองหลวงเขาก็หามีญาติพี่น้องไม่ ฮูหยินผู้เฒ่าเพราะครานั้นยืนกรานแต่งกับมอติ้งฟังนางจึงทะเลาะกับครอบครัว หลังม่อติ้งฟังประสบความสำเร็จแล้ว ถึงแม้ครอบครัวจะกลับมาแสดงไมตรีจิตอีกครั้ง แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังคงไม่ไปมาหาสู่กับอีกฝ่ายมากเกินความจำเป็
ด้วยเหตุนั้น ในงานสี่ซานวันนี้ จึงมีแค่คนสกุลม่อกับสกุลสวีสองครอบครัวเท่านั้นที่เข้าร่วม
ถึงแม้นายท่านใหญ่ไม่เชิญ แต่พวกคนมีตำแหน่งฐานะในเมืองหลวงเหล่านี้กลับทำเป็ไม่รู้ไม่ได้ คนไม่ถึงแต่ของขวัญต้องถึง ดังนั้นคนเฝ้าประตูสกุลม่อจึงรับบัตรเชิญจนมือเมื่อยล้า กล่องของขวัญหลากสีสันสุมกันเป็กองพะเนินอย่างรวดเร็ว ของอย่างเช่นพระแม่กวนอิมหยกมันแพะ ไข่มุกราตรีจากทะเลบูรพา ต้นปะการังแดงสูงถึงสองฉื่อ[1]...คนมองจนลานตาไปหมด
แต่ของพวกนี้เมื่อเทียบกับที่ฮูหยินผู้เฒ่าเอาออกมา กลับไม่นับว่ามีค่าอะไรเลย แค่เห็นว่าฮูหยินผู้เฒ่าหยิบเอากำไลร้อยลูกประคำหินเทอร์ควอยส์ออกมาเป็ของขวัญเทียนเผิน2 กำไลนี้ร้อยมาจากหินเทอร์ควอยส์สลักตราอายุมั่นขวัญยืน ตรงกลางมีลูกปัดทองคำสองลูก ห้อยด้วยลวดลายไหมเงินไหมทอง ฝังไข่มุกห้าเม็ด ส่วนล่างห้อยจี้หยกหรูอี้3สองก้อน เพียงมองก็รู้ว่ามิใช่ของธรรมดา
แม่สวีหลุดปากเอ่ยถาม ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยิ้มกริ่มตอบ “นี่เป็ของที่ตอนนั้นฮ่องเต้หญิงไคหยวนพระราชทานให้ ให้เก้าน้อยใช้กักเก็บโชคดี!”คนสกุลสวีอดใไม่ได้ สมบัติที่ฮ่องเต้หญิงไคหยวนพระราชทานให้ นึกไม่ถึงว่าจะเอามาเป็ของขวัญเทียนเผินให้เด็กน้อย ใช้กักเก็บโชคดี เื่ของโชคดีกักเก็บได้ที่ไหนกันเล่า
คนสกุลม่อกลับไม่คิดเช่นนั้น บุตรสาวที่อธิษฐานดวงดาวเฝ้าขอดวงจันทร์จนได้มา วาสนาของเด็กต้องลึกซึ้ง ย่อมต้องสามารถกักเก็บโชคดีไว้ได้
ไม่เพียงคนสกุลม่อที่คิดแบบนี้ ตอนที่พิธีสี่ซานใกล้จบ จู่ๆ ได้ยินจากข้างนอกว่ามีจดหมายส่งมา บอกว่าพระราชโองการมาถึงแล้ว ให้รีบไปรับพระราชโองการโดยไว
ที่แท้ฮ่องเต้ทรงส่งคนมามอบของขวัญแสดงความยินดี และยังพระราชทานนามให้เก้าน้อยด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ‘ม่ออี๋เหนียน’ นี่ถึงแม้ว่าม่อติ้งฟังเป็สิงกั๋วกง แต่เพราะม่อไท่เหวินละทิ้งการเรียนไปค้าขายนานแล้ว ไม่มีบรรดาศักดิ์ติดตัว บุตรีของเขาจะใช้นามพระราชทานของฮ่องเต้อันทรงเกียรตินี้ได้อย่างไร
ทว่ากลับเหนือความคาดหมายที่นายท่านใหญ่นอกจากไม่ยินดีแล้วยัง บ่นกับขุนนางที่รับพระราชโองการมาประกาศโดยตรงว่า ฮ่องเต้ทรงว่างไม่มีอะไรทำใช่หรือไม่ อยู่ดีๆ พระราชทานนามให้เสี่ยวเก้าบ้านเขา
วันนี้คนบ้านสกุลสวีรู้สึกได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง หลายปีมานี้ พวกเขาเคยชินแล้วกับการที่บุตรเขยท่านนี้ของบ้านตนแม้ชาติกำเนิดมีชื่อเสียง แต่ก็เป็เพียงพ่อค้าคนหนึ่งที่สามารถหาเงินได้และใช้เงินเป็ ถึงแม้สถานะพ่อค้าในราชวงศ์ซย่าไม่นับว่าต่ำต้อย ลูกหลานรุ่นหลังสามารถเข้าร่วมการสอบขุนนาง แต่สุดท้ายก็เทียบไม่ได้กับเส้นทางบู๊บุ๋น แต่กลับนึกไม่ถึงว่าั้แ่ที่บุตรสาวของบ้านตนให้กำเนิดบุตรสาว นายท่านใหญ่และฮูหยินผู้เฒ่าสกุลม่อก็เข้ามาอยู่ด้วย ในพริบตาบ้านลูกเขยก็ก้าวผ่านชนชั้นขุนนางเ้าหญิงอะไรนั่น แล้วยังเชื่อมโยงโดยตรงกับโอรสแห่ง์เสียแล้ว
ความเร็วในการเลื่อนขั้นนี้รวดเร็วเกินไป ทำให้ตอบสนองไม่ทันแล้วนะ!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายท่านใหญ่กลับยังกล้าบ่นฮ่องเต้ ทำเอาแม่สวีใจนทนไม่ไหวแอบสะกิด พ่อสวี พ่อสวีเช็ดเหงื่อเอ่ยปลอบเสียงเบา “ไม่เป็ไรๆ ปีก่อนหน้านี้ไม่นาน นายท่านใหญ่ยังเคยเตะโต๊ะทรงงานของฮ่องเต้คว่ำเชียวนะ ฮ่องเต้ก็ไม่ทรงเดือดดาล ตอนนี้บ่นแค่ประโยคสองประโยค ความจริงไม่นับว่าเป็อะไร ไม่เป็อะไรทั้งนั้น”
แม่สวี “...”
ฉับพลันทันใดก็ได้รับรู้ว่าบ้านลูกเขยตนเองสูงส่งถึงเพียงนี้ ะโขึ้นไปก็มิอาจเอื้อมถึงมีด้วยหรือ แต่ตัวเองเพิ่งจะเทศน์บุตรเขยไป ทำอย่างไรดี แม่สวีรู้สึกหวาดกลัวมาก
ให้คนส่งผู้แจ้งพระราชโองการไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าก็เอ่ยกับนายท่านใหญ่ที่ยังคงไม่พอใจอย่างขบขัน “ข้าคิดว่านามนี้ที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้เก้าน้อยดีทีเดียว มีความหมายลึกซึ้งกว่าม่อผิงหฺวา ม่อผิงเยี่ยนอะไรนั่นที่เ้าคิดก่อนหน้านี้ตั้งเยอะ”
นายท่านใหญ่ไม่ได้อ่านหนังสือเท่าไรนัก ตอนตั้งชื่อบุตรชาย ก็ตั้งชื่อรุ่นตามด้วยเหวินหนึ่งตัวอู่หนึ่งตัวตรงๆ จึงถูกฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบชื่อนั้นๆอยู่นานมาก มาถึงรุ่นหลานนี้ นายท่านใหญ่กลัวฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบอีก จึงหากลอนบทหนึ่งมาเสียเลย แล้วเลือกอักษรหนึ่งตัวจากในนั้นมาตั้งเป็ชื่อของหลานทุกคน ตั้งชื่อหลานไปแล้วแปดคน ก็ยังเหลืออีกอีกตั้งหลายตัวอักษร
นายท่านใหญ่เลือกตัวอักษรที่ดีที่สุดจากในนั้นเตรียมให้เก้าน้อยใช้เสร็จสรรพแล้ว กลับกลายเป็ว่าฮ่องเต้ได้แทรกไม้คานเข้ามาพระราชทานนามให้ก่อน ทำให้เขาไม่บ่นได้เยี่ยงไร
ได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าชมนามพระราชทานของฮ่องเต้ว่ามีความหมายลึกซึ้ง นายท่านใหญ่ก็เอ่ยอย่างไม่พอใจ “เด็กผู้หญิงมาเรียกอานงอาเหนียนอะไรกัน น่าฟังกว่าอาหวา อาเยี่ยนที่ตรงไหน”
ม่อผิงชูทนไม่ไหวลอบกลอกตาเหมือนเด็กคนอื่นๆ วิธีตั้งชื่อของปู่หยาบกระด้างเรียบง่ายมาแต่ไหนแต่ไร กลอนหนึ่งบทตั้งไปแล้วแปดชื่อ นึกไม่ถึงว่ายังตั้งใจเอามาตั้งให้เก้าน้อยอีก แทนที่จะให้เก้าน้อยชื่อม่อผิงหฺวา ม่อผิงเยี่ยน พวกเขารู้สึกไม่สู้เรียกชื่อ ‘ม่ออี๋เหนียน’ นี้ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ยังดีเสียกว่า ถึงแม้ชื่อนี้ก็ไม่ได้น่าฟังสักเท่าไร แต่ก็ดีกว่าชื่อที่ปู่ตั้งอยู่ดี
ใต้ฟ้าผืนนี้กล่าวได้ว่าเป็แผ่นดินของฮ่องเต้ พื้นที่ชายขอบแผ่นดินทั่วไปกล่าวได้ว่าเป็ของฮ่องเต้ ถึงแม้ม่อติ้งฟังมีชื่อเสียงอำนาจมากล้น แต่ก็เป็คนของฮ่องเต้ ภายใต้พระราชโองการ หากไปเข้าพบฮ่องเต้ที่พระราชวัง ทูลบอกว่าชื่อที่พระองค์ทรงตั้งให้ไม่น่าฟัง ข้าจะเปลี่ยนก็ย่อมไม่ดีใช่หรือไม่เล่า
ท้ายที่สุดแล้ว นี่ก็เป็เพราะฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญ จึงได้ลงลายพระหัตถ์พระราชทานชื่อให้ ทั่วทั้งราชวงศ์ซย่า สามารถได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้นอกเหนือจะองค์ชายก็คงมีเก้าน้อยสกุลม่อของพวกเขานี่แหละ
ดังนั้น ฮูหยินผู้เฒ่ารู้ว่านายท่านใหญ่ก็แค่บ่นไปเท่านั้น ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “คำอวยพรให้รักษาความสงบสุข และต้องสงบสุขยั่งยืนตลอดกาลนี้[2]หากสามารถเป็อย่างนั้นได้จริงๆ ก็เป็โชคดีของเก้าน้อยมิใช่หรือ”
นายท่านใหญ่ได้ฟังคำของฮูหยินผู้เฒ่า สีหน้าจึงดีขึ้นเล็กน้อย ในเมื่อความหมายดี เช่นนั้นเรียกอี๋เหนียนก็อี๋เหนียน อย่างไรเสียในสกุลม่อนางคือเก้าน้อยตลอดไป คงไม่มีใครเรียกนางด้วยชื่อจริงหรอก
พอคิดแบบนี้ นายท่านใหญ่ก็สบายใจในทันที
เื่ที่ฮ่องเต้ทรงลงลายพระหัตถ์ตั้งชื่อให้ในพิธีสี่ซานนี้เรียกความสนใจจากทั่วทุกสารทิศ พริบตาเดียวชื่อม่ออี๋เหนียนก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง ทำให้คนใหญ่คนโตที่เพิ่งให้กำเนิดบุตรชายหรือใกล้จะให้กำเนิดบุตรชายอดกระสับกระส่ายไม่ได้
แต่นายท่านม่อสั่งปิดประตูไม่รับแขก กันความสับสนวุ่นวายทั้งปวงเหล่านี้ไว้ข้างนอก เก้าน้อยจึงเติบโตขึ้นทุกๆ วันภายใต้บรรยากาศอันสงบสุขเป็มงคลของสกุลม่อ
สวีจิ้งเหนียงเป็กังวลว่าเมื่อเก้าน้อยเกิดมาแล้วจะไม่ชอบนอนเหมือน ม่อผิงอวิ๋นเพราะตอนที่อยู่ในท้องนางดิ้นเก่ง แต่กลับกลายเป็ว่าเก้าน้อยเกิดออกมาว่านอนสอนง่ายมาก ทุกวันกินแล้วก็นอนตอนตื่นก็ไม่ร้องไห้งอแง แค่ลืมตาสีดำสุกใสมองของนู่นของนี่ อีกทั้งยังชอบให้คนอื่นพูดคุยกับนางมาก
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/0278e9df5d182182d98848bc2c6b22f2
[1] ประมาณสองฟุต
2ขั้นตอนหนึ่งในพิธีสี่ซานโดยมีการใส่ของจำพวกเหรียญทองแดงลงไปในอ่างอาบน้ำของทารกเพื่อเป็การอวยพร
[2] อี๋เหนียนมีความหมายว่า สงบสุขยั่งยืนตลอดกาล