หลังซูเฉิงจากไปไม่นาน เฉียวซื่อเหยฺก็มาก่อนเขาจะไป เฉียวซีบอกว่าหลังจากที่เขาส่งน้องชายกลับมาแล้วให้มาหานางที่บ้านเฉียวซื่อเหยฺไม่ได้ถามอะไร เขาเพียงแต่ตอบตกลง
“คุณหนูถ้ามีอะไรก็สั่งให้เราทำได้เลยนะเจ้าคะ” ฝูหรงมองเฉียวซีแล้วพูด
“เรื่องนี้พวกเจ้าทำไม่ได้หรอก”งานสร้างบ้าน ผู้หญิงจะทำได้อย่างไร
“คุณหนู หากท่านไม่บอกแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราทำไม่ได้” เฉียงเวยเป็นคนอารมณ์รุนแรงเวลาพูดจาจึงตรงไปตรงมา ดังเช่นตอนนี้
“สร้างบ้าน พวกเจ้าทำได้หรือ”เฉียวซีมองเฉียงเวยพลางยิ้ม
“อ๋อ...” เฉียงเวยถามอะไรโง่ๆออกไปเสียแล้ว เหตุใดนางจึงคิดไม่ถึงว่าธุระที่คุณหนูพูดคือเรื่องสร้างบ้านเรื่องนี้... พวกนางดูจะทำไม่ได้จริงๆ จึงหลบตามองทางอื่นแก้เก้อ
“คุณหนู ท่านจะสร้างบ้านหรือ”ฝูหรงเป็นคนพูดขึ้น “เป็นเพราะพวกเรามาอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่”นางค่อนข้างเข้าใจสถานการณ์ทางบ้านของคุณหนู ตอนที่มาแล้วเห็นกำแพงสูงขนาดนั้นนางยังนึกว่ามาผิดบ้าน แต่เมื่อมาเห็นบ้านที่อยู่หลังกำแพงก็ได้รู้ว่ามาไม่ผิดที่น่าจะเพราะเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งจึงสร้างกำแพงอิฐถ้าหากจะสร้างบ้านก็คงมีเงินไม่พอ
ครั้งนี้คุณหนูบอกว่าอยากจะสร้างบ้านนางก็อดไม่ได้ที่จะคิดเช่นนั้น หากเป็นเพราะพวกนาง แล้วพวกนางจะรู้สึกดีได้อย่างไร
“ทั้งใช่ และไม่ใช่”การสร้างบ้านเป็นแผนที่นางวางไว้มาตลอด เพียงแต่ไม่ได้คิดว่าจะสร้างไวขนาดนี้ตอนนี้มีพวกฝูหรงเพิ่มมาห้าคน เรื่องบ้านจึงต้องมาก่อนไม่ได้มีผลอะไรกับแผนการของนาง
“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้นเล่า”
“ข้ามีแผนจะสร้างบ้านอยู่แล้วเพียงแต่ไม่คิดว่าจะไวขนาดนี้ เมื่อพวกเจ้ามาแล้วก็ต้องมีที่ให้อยู่หากอยู่ไม่กี่วันก็พอจะเบียดๆ กันอยู่ได้ แต่หากอยู่ไปนานๆ ทุกคนคงรู้สึกไม่ดีนัก”หากพักผ่อนไม่เต็มที่ คนเราก็จะไม่มีแรง และหากไม่มีแรง อารมณ์ก็จะเสียตามไปด้วย
“คุณหนูเช่นนี้จะไม่ไปทำให้แผนการท่านมีปัญหาหรือ” นางรู้มาตลอดว่าเฉียวซีเก่งกาจแต่คิดไม่ถึงว่าจะวางแผนเรื่องนี้เอาไว้ด้วย หากจะบอกว่าร้ายกาจก็คงไม่เกินจริง
“ไม่ได้กระทบอะไรมากนักเพียงแต่คงต้องรบกวนพวกเจ้าไปสักพัก” ถึงแม้จะเป็นคนรับใช้แต่ก็มีสิทธิมนุษยชนนางเป็นคนท้องถิ่นที่เกิดที่นี่ ใครให้นางมาเกิดที่นี่เล่าแต่อย่างไรก็ไม่สามารถลบร่องรอยของจิตวิญญาณเดิมออกไปได้ นางไม่สามารถดุด่าทาสได้ตามใจชอบจริงๆเมื่อรับพวกนางเข้ามาแล้วก็ต้องดูแลให้ดี!
“ไม่รบกวนเลยเจ้าค่ะคุณหนูมีอะไรก็สั่งข้าได้เลยนะเจ้าคะ” เมื่อฝูหรงพูดจบ อีกสี่คนก็พยักหน้าเห็นด้วย
“วางใจเถอะ พวกเจ้าไม่มีใครหนีพ้นแน่”มีคนอยู่ในมือ นางย่อมต้องใช้ให้คุ้มค่า ไม่มีใครได้อยู่สบายๆ เป็นแน่
“ทราบแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”
“อืม ข้าขอไปดูทางนั้นก่อน”ในเมื่อตั้งใจแน่แล้วว่าจะสร้างบ้านเช่นนั้นก็สร้างตรงพื้นที่ว่างด้านหน้าก่อนก็แล้วกันรอให้พวกผักและแตงโมร่วงลงจนหมดแล้วจึงสร้างส่วนอื่นของบ้านเพิ่มก็ยังได้
แต่ที่ดินที่มีค่อนข้างน้อยอยู่สงสัยต้องรอให้ถามปู่หลินก่อน จากนั้นคงต้องไปขอซื้อที่ดินเพิ่มจากผู้ใหญ่บ้านก่อนหน้าซื้อพื้นที่สามหมู่ แต่ยังมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่าอยู่ประมาณสิบหมู่ถ้าหากซื้อมาด้วยกันได้ก็จะมีพื้นที่อเนกประสงค์อยู่ในมือ นางคงไม่ต้องกังวลเลยสักนิดว่าจะปลูกอะไรไม่ขึ้น
เฉียวซีเดินๆ หยุดๆ ดูตรงนั้นทีตรงนี้ทีสมองของนางทำงานอย่างรวดเร็วคิดคำนวณว่าพื้นที่ทั้งหมดนี้จะเพียงพอสร้างบ้านได้กี่ห้อง
เมื่อดูเสร็จนางก็สั่งงานฝูหรงไปสองสามประโยคจากนั้นก็กลับไปที่บ้าน นั่งตรงโต๊ะริมหน้าต่างหยิบกระดาษมาหนึ่งแผ่นก่อนจะใช้พู่กันและหมึกวาดลงไปบนกระดาษแผ่นนั้น
ฝูหรงและพวกก็ไม่ได้ไปรบกวนนางแต่อย่างใด
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นนางวางพู่กันลงก่อนจะลุกไปเปิดประตู
“คุณหนู มีคนมาหาเจ้าค่ะ” ฝูหรงที่อยู่หน้าประตูพูดขึ้น
เมื่อครู่ที่ฝูหรงไปเปิดประตูทำเอาเฉียวหลินผู้ซึ่งมักจะถูกเรียกว่าเฉียวซื่อเหยฺตกใจเป็นอย่างมากตอนที่มารับเฉียวไป่ก็ไม่ได้เข้าบ้านเฉียว จึงไม่รู้ว่าบ้านนี้มีคนเยอะแล้วเมื่อได้เห็นคนที่มาเปิดประตู เฉียวหลินยังนึกว่ามาผิดบ้าน แต่หลังจากสอบถามจึงได้รู้ว่าพวกนางก็เป็นคนบ้านเฉียวเขาถูกเชิญเข้าบ้านเฉียวอย่างงุนงง
“อืม ไปกันเถอะ”นางกำลังรอปู่หลินอยู่พอดี
เฉียวหลินนั่งลงได้ไม่ทันไรก็มีคนมาเสิร์ฟน้ำชาเขารับมาทั้งที่มือสั่น ก่อนจะดื่มชาทั้งที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเขาหันไปมองเฉียวซีทันทีที่เห็นนางเดินเข้ามา
เฉียวซียิ้มพร้อมกับทักทาง“มาแล้วหรือท่านปู่หลิน”
“อืมๆ” เฉียวหลินพยักหน้าหงึกๆ
เฉียวซีเดินเข้าไปก่อนจะหาที่นั่งแล้วเข้าเรื่องในทันที “ท่านปู่หลิน ข้าอยากถามท่านสักหน่อยในหมู่บ้านเรามีใครสร้างบ้านได้เก่งที่สุด และใครที่เก่งงานไม้ที่สุดหรือ”นางไม่รู้ว่าในหมู่บ้านเฉียวหรือในพื้นที่ใกล้เคียงมีใครที่มีความสามารถในการสร้างบ้านการสร้างบ้านไม่เหมือนสร้างกำแพง ถ้าจะสร้างกำแพงไปหาคนรู้จักมาสร้างก็ยังได้แต่การสร้างบ้านไม่เหมือนกัน การสร้างบ้านต้องมองโครงสร้างทั้งหมดพลาดเพียงน้อยนิดจะเสียหายมหาศาล บ้านมีไว้อาศัย จะทำชุ่ยๆ ไม่ได้
สร้างบ้านแล้วก็ย่อมต้องซื้อเครื่องเรือนนางอยากให้บ้านและเครื่องเรือนถูกสร้างไปพร้อมๆ กัน เมื่อสร้างบ้านเสร็จเมื่อถึงเวลาย้ายเข้าบ้านก็จะได้ขนเครื่องเรือนเข้าพอดีพวกนางก็จะได้ย้ายไปอยู่ห้องใหม่โดยเร็วที่สุด ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย
เมื่อเฉียวหลินได้ยินคำถามของเฉียวซีเขาก็มองนางอย่างงุนงง ผ่านไปสักพักเขาจึงตอบ “แม่หนูซี เจ้าจะสร้างบ้านหรือ”จะเร็วเกินไปไหม เพิ่งสร้างกำแพงได้ไม่ทันไรก็จะสร้างบ้านเสียแล้ว
“ใช่เจ้าค่ะตอนนี้ที่บ้านข้าไม่มีพื้นที่พอให้อยู่แล้ว จำเป็นต้องสร้างบ้านท่านปู่หลินพอจะรู้จักใครไหม”
“รู้สิ ติงฟู่กุ้ยหลานของย่าหลินของเจ้าสร้างบ้านเป็น เขาฝีมือดีที่สุดในละแวกนี้แล้ว ส่วนงานไม้ช่างไม้ชื่อติงซิงที่อยู่หมู่บ้านเดียวกับเขาก็ฝีมือไม่เลว”
ได้ยินดังนั้น เฉียวซีก็เลิกคิ้ว “ปู่หลินท่านว่าท่านย่าหลินจะพาข้าไปได้หรือไม่”
“ได้สิๆ เจ้าอยากไปเมื่อไรหรือ”แนะนำช่างไม้ให้หลานภรรยา จะปฏิเสธได้อย่างไร หากหลานภรรยามีความสุขย่อมคุ้มค่า
“หากท่านย่าหลินสะดวกทางที่ดีข้าก็อยากจะไปบ่ายวันนี้เจ้าค่ะ”แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ยิ่งจัดการเร็วก็ยิ่งดี ถ้าหากไปได้ภายในบ่ายวันนี้นางก็คงไม่ได้ไปซื้อที่ดินด้วยตัวเอง ถึงเวลาค่อยให้ฝูหรงไปแทนก็แล้วกัน
“นี่งั้นเดี๋ยวข้ากลับไปบอกเมียก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะกลับมาบอกเจ้านะ”
“ไม่ต้องให้ปู่หลินเดินทางมาอีกหรอกเดี๋ยวข้าให้ฝูหรงไปกับท่าน หากวันนี้ไม่ได้ ค่อยไปพรุ่งนี้ก็ยังได้”ปู่หลินเองก็อายุมากแล้ว จะให้ท่านมาเดินทางไปๆ กลับๆ คงไม่ได้
“ได้สิๆ ไปตอนนี้เลยแล้วกัน”ฝูหรงไปที่บ้านกับปู่หลิน เฉียวหลินกลับบ้านไปคุยกับแม่นางติงแม่นางติงไม่พูดอะไรนอกจากตอบตกลง
ฝูหรงเมื่อได้คำตอบที่แน่นอนก็ออกจากบ้านเฉียวหลินเพื่อเอาข่าวมาแจ้งเฉียวซี
“ฝูหรงตอนบ่ายเจ้าช่วยไปบ้านผู้ใหญ่บ้านแล้วซื้อที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้ข้าทีบอกผู้ใหญ่บ้านว่าเอาพื้นที่ใกล้ๆ กับที่สามหมู่ที่ข้าเคยซื้อมีเท่าไรก็ซื้อมาเท่านั้น ที่นี่ราคา 12 ตำลึงหลังจากซื้อที่ดินเสร็จแล้วก็ให้ผู้ใหญ่บ้านไปอีกหนึ่งตำลึง เขาจะเข้าใจเอง”เมื่อเฉียวซีได้รับคำยืนยันจากเฉียวหลิน ก็ยกหน้าที่ซื้อที่ดินและอื่นๆ ให้ฝูหรง
“ทราบแล้วเจ้าค่ะคุณหนูข้าจะจัดการให้เรียบร้อย” นางรับเงินมาและตอบอย่างจริงจัง
“ข้าเชื่อใจเจ้า”
“ไป่เหออีกเดี๋ยวเจ้าขับรถม้าไปส่งพวกเราด้วยนะ”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ คุณหนู”
เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จเฉียวซีและฝูหรงก็แยกย้ายกันไปทำธุระ
เฉียวซีพาแม่นางติงขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านเหย่เหอ
ที่หมู่บ้านเหย่เหอติงต้าจ้วงกำลังพาลูกชายสองคนไปทำงานที่ไร่ ขณะที่กำลังทำงานจนเหงื่อท่วมกันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงลูกสาวดังมาจากที่ไกลๆเขาเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเป็นลูกสาวจริงๆนางกำลังวิ่งเข้ามาหาพวกเขาพร้อมกับตะโกนไปด้วย “ท่านพ่อ ท่านพี่รีบกลับบ้านเร็วเข้า ท่านอามา พาแขกมาด้วย”
“เสี่ยวฟาง ค่อยๆ วิ่ง เจ้าพูดอะไรน่ะพ่อได้ยินไม่ชัด” คงเพราะอยู่ค่อนข้างไกล ติงต้าจ้วงจึงได้ยินไม่ค่อยชัดนัก
“ท่านพ่อ ท่านพี่ อย่าเพิ่งทำไร่กลับบ้านกันก่อน ที่บ้านมีแขก” ในที่สุดติงฟางก็วิ่งมาถึงคันนาพลางหายใจหอบ
เมื่อติงต้าจ้วงได้ยินว่าที่บ้านมีแขกก็รีบไปหาลูกชายคนโตเรื่องสร้างบ้านเป็นเรื่องที่ลูกคนโตถนัด แต่ก็ไม่ได้มีงานดีๆ บ่อยนักตั้งแต่เกิดพายุหิมะปีนี้ ลูกชายคนโตก็ไม่ได้งานอีกเลยแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปดูก่อน “เรากลับบ้านกันก่อนเถอะ”
“ท่านพ่อ เร็วๆ หน่อย ข้าไปก่อนนะข้าต้องรีบไปหาท่านลุงติงอีก” ติงฟางพักอยู่ครู่หนึ่งก็รีบไปที่บ้านของติงซิงโดยไม่สนใจเสียงเรียกของพ่อและพี่ชาย
สามพ่อลูกทำได้เพียงเก็บเครื่องมือทำไร่และกลับบ้านอย่างเร่งรีบ
“ท่านพี่สะใภ้ ท่านไม่ต้องลำบากหรอกนั่งก่อนเถอะ” แม่นางเฉียวติงจับมือแม่นางหยวนแล้วพานางไปนั่งก่อนจะพูด
“ก็ได้ อาชุน เจ้าไปดูซิว่าสามพ่อลูกกลับมาหรือยัง”แม่นางหยวนเงยหน้าไปบอกสะใภ้คนโต
“ได้เจ้าค่ะ ท่านแม่”หลัวชุนพยักหน้าก่อนจะเดินออกจากห้องไปดูที่ด้านนอก
เพียงครู่เดียว สามพ่อลูกก็มาถึงบ้าน
“ท่านพ่อ พวกท่านรีบ เข้าบ้านเถอะท่านแม่คุยกับท่านอาและแขกของเราอยู่ในห้อง” เมื่อเห็นสามพ่อลูกกลับมา หลัวชุนก็บอกทั้งสามคนให้รีบเข้าบ้านทันที
“พี่ใหญ่”ถึงแม้แม่นางติงจะนั่งคุยกับพี่สะใภ้อยู่ แต่สายตาก็หันไปมองที่ประตูอยู่เป็นพักๆเมื่อเห็นพี่ใหญ่กับหลานๆ ก็รีบทักทันที
“เสี่ยวหราน ท่านนี้คือใครน่ะ” เมื่อต้าจ้วงทักทายน้องสาวแล้วก็มองไปที่เฉียวซีที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนจะถามออกมา
“พี่ใหญ่ นางชื่อเฉียวซีนางอยากจะสร้างบ้าน ข้านึกถึงฝีมือพี่ต้าจ้วง จึงพานางมา”แม่นางติงยิ้มพร้อมกับแนะนำเฉียวซีให้ต้าจ้วง พี่ชายของนางรู้จักก่อนจะหันไปมองหลานชายอย่างติงฟู่กุ้ย
“นี่...” ติงต้าจ้วงมองเฉียวซีเด็กสาวตัวเล็กๆ จะเป็นเจ้าของบ้านได้อย่างไรดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อว่าเด็กสาวคนนี้จะทำได้เขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับคนที่น้องสาวพามา เขามองติงเสี่ยวหรานก่อนจะพูด “เสี่ยวหรานไม่ได้พาผู้ใหญ่มาด้วยหรือ”
“ท่านปู่ติง ที่บ้านข้ามีเพียงเด็กไม่กี่คนข้าเป็นผู้ตัดสินใจเองเจ้าค่ะ” เฉียวซีมองออกทันทีว่าติงต้าจ้วงไม่ไว้ใจจะโทษเขาก็คงไม่ได้ ใครมาเห็นเด็กตัวเท่านี้ก็คงคิดไปอย่างเดียวกันแถมนางยังเป็นเด็กผู้หญิงเสียด้วย ยิ่งง่ายต่อการทำให้คนไม่ไว้ใจในสังคมศักดินาที่มีชายเป็นใหญ่ การดูถูกผู้หญิงนั้นได้หยั่งรากลึกลงไปแล้วไม่ใช่เรื่องที่จะเปลี่ยนได้ในเวลาอันสั้น
ในสังคมศักดินานั้นบีบบังคับเพศหญิงอยู่มากมีผู้หญิงน้อยคนนักที่จะต่อต้าน ถึงแม้จะเป็นครอบครัวคนธรรมดาก็ตาม!