หากฤดูใบไม้ผลิเป็สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นแล้ว “ค่ำคืนที่ต้นพลัมผลิบานครั้งแรก” ก็คงเป็บทแรกของชีวิตเฟยอี้
เมืองเสียนหยางยามนั้นยังไม่ปกคลุมด้วยกลิ่นาเต็มที่ แต่ิญญาแห่งการ่ชิงเริ่มแทรกเข้าตามรอยแตกของกำแพงเมือง ชาวบ้านบางส่วนหายไป บัณฑิตบางคนเริ่มถ้อยคำสองแง่ บุตรชายขุนนางบางตระกูลได้รับตำแหน่งอย่างน่าประหลาดใจ
เฟยอี้ในวัยสิบห้าปีรู้ทุกอย่าง…แต่เขายังไม่พูดอะไรเลย
เขาเป็เพียงลูกชายช่างเขียนพู่กันที่ตลาดทิศใต้บ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีบิดานั่งหมึกเปื้อนแขน และมารดาที่ทำขนมขายหลังตรอก
แต่ทุกเย็น หลังส่งขนม เฟยอี้จะมานั่งที่ ศาลาบุปผา — ศาลาไม้หลังเล็กริมคลอง มีต้นพลัมอยู่สี่ต้น เขาไม่ได้มาดูดอกไม้
เขามานั่งฟัง…
“คืนนี้ขุนนางซ่งล้มป่วยกะทันหัน พรุ่งนี้คงมีการแต่งตั้งใหม่”
“เขาว่าพวกข้างตระกูลหยังจะดันลูกชายเข้ามาแทน”
“แต่ยังมีคนของแม่ทัพอีกสายหนึ่ง ขืนดันกันแรงอาจกลายเป็ไฟ”
ถ้อยคำเหล่านี้ ไม่ใช่เสียงจากนักปราชญ์ แต่จากคนขายหอย ขายหมู พ่อค้าเกลือ
เฟยอี้ฟังทุกคำ แล้วจดทุกอย่างไว้ในสมุดผ้าปกครามที่เขาเย็บเอง
คืนหนึ่ง มีชายชราคนหนึ่งนั่งข้างเขาโดยไม่กล่าวคำ สองคนเงียบพอ ๆ กัน กระทั่งอีกฝ่ายถามขึ้นเบา ๆ ว่า “เ้าฟังแล้วเข้าใจหรือไม่ ว่าใครคือคนดี ใครคือคนเลว?” เฟยอี้ตอบโดยไม่มองหน้า “ข้าไม่อาจรู้ได้ เพราะทุกคนต่างพูดจากมุมของตนเอง” ชายชรายิ้ม
หยิบห่อกระดาษเล็ก ๆ มายื่นให้ “ในนี้มีคำถามห้าข้อ หากเ้าตอบได้ในฤดูหน้า ข้าจะให้สิ่งที่เ้า้า”
สามเดือนผ่านไป ชายชรากลับมา เฟยอี้ยื่นสมุดเล่มหนึ่งให้ — ไม่มีคำตอบใดตรง ๆ แต่มีแค่ข้อความเรียงกันอย่างเงียบงัน เช่น
“คนที่ยิ้ม ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีมีดในมือ”
“ข่าวดีบางข่าว ทำให้บางคนร้องไห้”
“หากความยุติธรรมต้องอาศัยเสียงะโ... มันก็เปราะบางเกินไป”
ชายชราไม่พูด เขายกห่อผ้าสีเขียววางตรงหน้า ข้างในคือ หนังสือแต่งตั้งให้เป็นักเรียนพิเศษของสำนักราชสำนักฝั่งตะวันออก พร้อมตราลับเล็ก ๆ สลักชื่อ หม่าไค — รองเสนาบดีฝ่ายอักษร
เฟยอี้รู้ทันทีว่าเขาไม่ใช่แค่ช่างเขียนพู่กัน
เขาเป็ “มือในเงา” ของราชสำนัก และการที่คนแบบนี้…มาหาเด็กอายุสิบห้า แปลว่าเด็กคนนั้น ไม่ได้ธรรมดา
การเข้าศึกษาในสำนักไม่ง่าย นักเรียนส่วนมากเป็บุตรหลานขุนนาง เฟยอี้ไม่มีชาติตระกูล ไม่มีเงินทอง ไม่มีชื่อเสียง มีแต่สมุดโน้ต กับความสามารถในการ “ฟัง และฟังให้ลึกกว่าคำพูด”
เขาไม่ใช่คนพูดเก่ง แต่เขามักถามคำถามเดียวเสมอในทุกวงถกเถียง “แล้วถ้าทุกฝ่ายคิดว่าตนถูก ใครจะยอมเงียบก่อน?”
หลายคนรำคาญ แต่บางคนเริ่มกลัว
โดยเฉพาะ เซ่าอวี้ บุตรชายขุนนางผู้ถืออำนาจในกรมบัญชีกลาง เขาเห็นว่าคำถามของเฟยอี้กำลังแยกผู้ฟังออกจากเขา จึงเริ่มกลั่นแกล้ง ใส่ร้ายเล็ก ๆ แม้กระทั่งปลอมลายมือให้เฟยอี้ดูเหมือนส่งข่าวให้แม่ทัพศัตรู แต่เฟยอี้นิ่ง เขาไม่โต้เถียง
แต่คืนหนึ่ง เขานำสำเนาเอกสารที่มีลายมือปลอมไปวางบนโต๊ะกลางศาลา แล้วจัดฉากให้ “นักเรียนอีกคน” เจอโดยบังเอิญ
สามวันต่อมา ข่าวแพร่ไปทั้งสำนัก ว่าผู้ปลอมเอกสารคือเซ่าอวี้เอง และในเวลาต่อมา ตระกูลเขาถูกถอดจากตำแหน่งบางส่วน
เฟยอี้ไม่กล่าวอะไร เพียงกลับมานั่งที่ศาลาบุปผาในค่ำคืนที่ฝนพรำ เขามองดอกพลัมร่วง แล้วเขียนบันทึกว่า “การพูดให้ดัง ไม่เท่ากับการจัดให้ความจริงพูดแทนเรา”
ในปีต่อมา เขาได้รับเรียกตัวเข้าเฝ้าขงเบ้งเป็ครั้งแรก ยังไม่มีตำแหน่ง ยังไม่มีตรา
ขงเบ้งถามเขาสั้น ๆ “เหตุใดเ้าจึงไม่เถียง ไม่อธิบาย ไม่เอาชื่อเสียง?” เฟยอี้ตอบเพียงว่า “ข้ากลัวจะชนะคนอื่นจนลืมว่าต้องชนะความโกรธในใจตัวเองก่อน”
ขงเบ้งมองเขานาน ก่อนยื่นเอกสารลับฉบับหนึ่งให้ “ข้าจะลองฝากชีวิตบางชีวิตไว้ในมือเ้าแต่หากวันหนึ่งเ้าพบว่าอำนาจทำให้มือเ้าสั่นข้าขอให้เ้าระลึกถึงศาลาบุปผาในใจเสมอ”
ในวันนั้น เฟยอี้อายุ 17 ปี และเดินก้าวแรกเข้าสู่เขาวงกตของอำนาจ…
เขายังไม่รู้ว่า ศัตรูของเขาในวันหน้า บางคนจะยิ้มอ่อนกว่าดอกไม้ บางคนจะเงียบกว่าลม
แต่เขาพร้อมแล้ว
จบบทที่ 1