หนึ่งพันปีก่อน โลกไม่ได้เป็เช่นวันนี้ ท้องฟ้าสีครามยังคงเป็ผืนผ้าใบว่างเปล่า ปราศจากรอยแยกแห่งมิติที่ฉีกกระชากความสงบสุขให้หายไปตลอดกาล
เื่เล่าขานถึงจุดเริ่มต้นนั้นแตกต่างกันไป บ้างก็ว่าเป็ผลจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดพลาด บ้างก็ว่าเป็ประตูเชื่อมต่อสู่ห้วงอวกาศอันไกลโพ้นที่เปิดออกโดยบังเอิญ แต่สิ่งที่ทุกคนรับรู้ร่วมกันคือ การปรากฏตัวของสัตว์อสูรไม่ได้มาจากโลกใบนี้ รูปร่างประหลาดพิสดาร พลังอำนาจเหนือธรรมชาติ สัญชาตญาณดุร้าย
พวกมันทะลักออกมาจากรอยแยกมิติราวกับฝูงตั๊กแตนที่บุกทำลายไร่นา เมืองต่างๆ ล่มสลาย ผู้คนล้มตาย ความหวาดกลัวปกคลุมไปทั่วผืนแผ่นดิน
ในยุคแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ก็ถูกปลุกเร้า พวกเขาเริ่มศึกษาและทำความเข้าใจถึงพลังงานแปลกประหลาดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของสัตว์อสูร
พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ทั้งในด้าน เทคโนโลยี เพื่อสร้างอาวุธและเกราะป้องกันที่ทรงพลังรวมไปจนถึงศาสตร์การต่อสู้ เพื่อฝึกฝนร่างกายและจิตใจให้แข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
ไม่นานหลังจากนั้น นักสู้ กลุ่มแรกก็ถือกำเนิดขึ้น ผู้ที่สามารถควบคุมพลังปราณภายในร่างกาย ผสานเข้ากับอาวุธและอุปกรณ์เทคโนโลยีที่สร้างขึ้น พวกเขาคือความหวังสุดท้ายของมนุษยชาติ ผู้ที่ยืนหยัดต่อสู้กับสัตว์อสูร ปกป้องผู้คน และค่อยๆ ผลักดันพวกมันกลับไปยังรอยแยกแห่งมิติ
เย่เจียงเฉินหยุดยืนอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ แสงสีจากป้ายโฆษณาและสินค้าต่างๆ ส่องประกายระยิบระยับ จอมอนิเตอร์ที่ติดตั้งอยู่บนผนังอาคาร กำลังถ่ายทอดสดข่าวสารล่าสุด เหตุการณ์สัตว์อสูรโจมตีเมืองทางทิศเหนือ ดึงดูดสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา
ภาพบนจอฉายให้เห็นการต่อสู้ที่ดุเดือด นักสู้ร่างกำยำคนหนึ่งถือหอกที่เปล่งประกายสายฟ้าฟาดฟันเข้าใส่สัตว์อสูรรูปร่างคล้ายหมูป่าขนาดใหญ่ที่มีเขาสามเขาแหลมคมดุจคมมีด ิัของมันหนาและแข็งกระด้างราวกับเกราะเหล็ก สะเก็ดไฟและประกายพลังงานปะทุขึ้นทุกครั้งที่อาวุธปะทะกัน
เย่เจียงเฉินจ้องมองภาพเ่าั้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ความตื่นตาตื่นใจ ความชื่นชม และความรู้สึกราวกับอยู่คนละโลก นักสู้คนนั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและทรงพลัง พลังปราณที่ไหลเวียนในร่างเปล่งประกายเป็ออร่าสีฟ้าล้อมรอบตัว หอกสายฟ้าในมือฟาดฟันด้วยความแม่นยำและรุนแรง จนในที่สุดก็สามารถเจาะทะลุเกราะแข็งแกร่งของสัตว์อสูรและสังหารมันได้ในที่สุด
เสียงเฮดังสนั่นจากกลุ่มคนที่กำลังยืนชมจอมอนิเตอร์อยู่ใกล้ๆ พวกเขาปรบมือและส่งเสียงชื่นชมนักสู้คนนั้นอย่างออกหน้าออกตา
“สุดยอดไปเลย! นักสู้ระดับนักรบนี่มันแข็งแกร่งจริงๆ” ชายคนหนึ่งอุทานด้วยความตื่นเต้น
“นั่นสินะ สัตว์อสูรระดับกลายพันธุ์ขั้นกลางยังสู้ไม่ได้เลย!” หญิงสาวอีกคนเสริม
หลังจากที่เย่เจียงเฉินมองภาพนักสู้สายฟ้าสังหารสัตว์อสูรบนจอมอนิเตอร์จบลง ความรู้สึกหลากหลายยังคงวนเวียนอยู่ในหัวใจ เขาเหม่อมองไปยังท้องฟ้าสีคราม พลางย้อนนึกถึงสิ่งที่เรียนมาเื่ระดับพลังของมนุษย์และสัตว์อสูร
ฝึกหัด นักรบ ก่อเกิด แก่นแท้ ราชัน จักรพรรดิ เทพศาสตรา นั่นคือบันไดแห่งความแข็งแกร่งของมนุษย์
ส่วนสัตว์อสูรก็มีระดับของมันเช่นกัน สัตว์ร้าย กลายพันธุ์ แม่ทัพ ภัยพิบัติ ราชัน จักรพรรดิ เทพอสูร
สัตว์อสูรที่ปรากฏบนจอนั้นอยู่ในระดับกลายพันธุ์ขั้นกลาง แต่นักสู้คนนั้นกลับอยู่ในระดับนักรบขั้นสูง ช่างเป็ความแตกต่างที่น่าทึ่ง
ในขณะที่เย่เจียงเฉินกำลังครุ่นคิดถึงความแตกต่างของระดับพลัง เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเงาที่ทาบทับร่าง
“ไง ไอ้เป๋ วันนี้ทำตัวเป็เด็กน้อยมาดูฮีโร่กู้โลกเหรอ?”
เย่เจียงเฉินหันขวับไป ใบหน้าของหัวโจกและลูกสมุนอีกสองคนปรากฏตรงหน้า พวกมันแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว
“พวกนาย้าอะไร” เย่เจียงเฉินถามเสียงสั่นเล็กน้อย พยายามประคองไม้เท้าให้มั่นคง
“้าอะไรน่ะเหรอ” หัวโจกหัวเราะหึๆ
“ก็แค่อยากจะสั่งสอนไอ้คนพิการที่บังอาจอวดดีกับพวกฉันเมื่อเช้านี้ไงล่ะ”
เย่เจียงเฉินรู้ทันทีว่าสถานการณ์เลวร้าย เขาไม่มีทางสู้พวกมันได้เลย ด้วยความใและหวาดกลัว เขาตัดสินใจหันหลังวิ่งหนีสุดกำลัง แม้ขาซ้ายจะไร้ความรู้สึก แต่เขาก็พยายามออกแรงเท่าที่ทำได้ ไม้เท้าค้ำยันร่างอย่างทุลักทุเล เสียงหัวเราะเยาะของพวกอันธพาลดังตามหลังมา
“วิ่งเข้าไปสิไอ้เป๋ หนีพวกฉันให้พ้นก็แล้วกัน!”
เย่เจียงเฉินวิ่งลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย พยายามหาทางหลบหนี แต่พวกอันธพาลก็ยังคงตามมาติดๆ พวกมันวิ่งเร็วกว่าเขามาก จนในที่สุด เย่เจียงเฉินก็มาจนมุมกับกำแพงคอนกรีตสูงตระหง่านที่ปิดกั้นทางข้างหน้า มันคือกำแพงเมืองชั้นนอกที่คอยคุ้มกันมนุษย์จากสัตว์อสูร
“หมดทางหนีแล้วสินะ” ไอ้หัวโจกเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางคุกคาม ลูกสมุนสองคนยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง
เย่เจียงเฉินหันหลังพิงกำแพง มองหน้าพวกมันด้วยความหวาดหวั่น เขากำไม้เท้าแน่น เตรียมพร้อมที่จะใช้มันป้องกันตัวเท่าที่ทำได้
“วันนี้แกไม่รอดแน่”
หัวโจกยกมือขึ้น เตรียมที่จะลงมือทว่าในขณะนั้นเอง เสียงสัญญาณเตือนภัยดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งเมือง เสียงไซเรนดังลั่นอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ไฟสีแดงกะพริบวูบวาบไปทั่วบริเวณ
เย่เจียงเฉินและพวกอันธพาลต่างชะงักไป มองหน้ากันด้วยความสับสน พวกเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ยังไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไร เสียงคำรามกึกก้องก็ดังสนั่นมาจากอีกฝั่งของกำแพงคอนกรีต แรงสั่นะเืเลื่อนลั่นไปทั่วพื้นดิน ก่อนที่กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กหนาหนักจะถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย ราวกับกระดาษ
ฝุ่นควันตลบอบอวล เผยให้เห็นร่างมหึมาของสัตว์อสูรแรดที่มีิัสีแดงสดดุจโลหิตนับสิบตัว ดวงตาสีเหลืองอำพันเปล่งประกายความดุร้าย พวกมันส่งเสียงคำรามก้องกังวาน น่าสะพรึงกลัว
เย่เจียงเฉินและพวกอันธพาลเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่มัน… สัตว์อสูรระดับภัยพิบัติ! พวกมันมาที่นี่ได้อย่างไร ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างนักเรียนพลันเลือนหายไปในพริบตา เมื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่แท้จริง
ฝุ่นผงจากเศษคอนกรีตที่แตกกระจายคลุ้งไปทั่วบริเวณ แสงแดดยามบ่ายที่เคยส่องสว่างกลับถูกบดบังด้วยเงาทะมึนของฝูงสัตว์อสูร พวกมันมีขนาดใหญ่โตราวกับรถบรรทุก ิัหนาหนักเป็มันวาวราวกับโลหะหลอมเหลว นอแหลมคมบนจมูกของแต่ละตัวยาวเหยียดจนน่าหวาดหวั่น ปลายเท้าขนาดใหญ่ย่ำลงบนพื้นคอนกรีตจนแตกร้าว
เสียงคำรามของพวกมันดังก้องกังวาน ราวกับเสียงทุ้มต่ำของเครื่องจักรกลขนาดมหึมาที่กำลังบดขยี้ทุกสิ่ง เสียงลมหายใจที่หนักหน่วงพ่นออกมาทางรูจมูกแต่ละข้าง ราวกับไอร้อนจากเตาหลอมโลหะ กลิ่นสาบและกลิ่นดินโคลนคละคลุ้งในอากาศ สร้างความรู้สึกกดดันและหวาดหวั่นให้กับทุกคนที่อยู่บริเวณนั้น
เย่เจียงเฉินยืนตัวแข็งทื่อ เขาไม่เคยเห็นสัตว์อสูรระดับภัยพิบัติมาก่อน แม้แต่ในข่าวสารที่เคยดู พลังอำนาจและความน่ากลัวที่ััได้จริงนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ความรู้สึกหวาดกลัวจนจับขั้วหัวใจทำให้ร่างกายของเขาแทบขยับไม่ได้
พวกอันธพาลที่เมื่อครู่ยังแสดงท่าทางคุกคาม บัดนี้กลับยืนตัวแข็งทื่อไม่แพ้กัน ใบหน้าของแต่ละคนซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก พวกมันจ้องมองสัตว์อสูรั์เ่าั้ด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง ความคิดที่จะรังแกเย่เจียงเฉินหายวับไปจากสมองในทันที
สัตว์อสูรแรดสีโลหิตพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง บดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็ซากกำแพง ป้ายโฆษณา หรือสิ่งก่อสร้างเล็กๆ น้อยๆ เสียงแตกหักและเสียงครูดของโลหะดังสนั่น
ฝูงชนที่เคยยืนดูจอมอนิเตอร์ด้วยความตื่นเต้น บัดนี้ต่างพากันแตกตื่น วิ่งหนีกันอลหม่าน เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงมไปทั่วบริเวณ ความโกลาหลวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้คนพยายามเบียดเสียดกันเพื่อหาทางออกจากพื้นที่อันตรายนี้
เย่เจียงเฉินถูกผลักจากฝูงชนที่กำลังวิ่งหนี เขาถูกเบียดเสียดจนเสียหลัก เกือบล้มลง เขาพยายามประคองตัวเองด้วยไม้เท้าอย่างยากลำบาก ท่ามกลางความวุ่นวายและเสียงกรีดร้องที่ดังระงม เขาหันกลับไปมองฝูงสัตว์อสูรสีเือีกครั้ง ภาพสุดท้ายที่เห็นคือร่างมหึมาของพวกมันกำลังพุ่งทะยานเข้าไปในตัวเมือง ราวกับกองทัพปีศาจที่บุกมาจากนรก