พลัง 50 เปอร์เซ็นต์
เมื่อตัดสินใจได้กัสก็ลงมือในทันที เขาเริ่มวางแผนสร้างธุรกิจขายพลังต้นกำเนิดอย่างตั้งใจ จนแผนการกลายเป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว
แต่ก่อนที่จะได้เริ่มต้นแผนการ กัสก็ได้รับข่าวร้ายที่ทำให้แผนการของเขาต้องกลายเป็นหมัน
“ขออภัยด้วยค่ะท่านกัส แต่ข้าซื้อเตาปฏิกรณ์มนตราได้อีกแค่ 2 เตาเท่านั้นค่ะ ข้าเกรงว่าแผนการของท่านจะไม่สามารถทำได้ค่ะ”
คำขอโทษของแองจี้ทำให้ความตื่นเต้นยินดีของกัสสงบลงในทันทีและทำให้เขาตระหนักว่าแผนการของเขาเป็นอะไรที่ฝันหวานเกินไปอย่างแท้จริง
เมื่อได้คิดทบทวนอีกครั้งกัสก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้
เตาปฏิกรณ์มนตราระดับต่ำยังมีค่าเทียบได้กับสิ่งประดิษฐ์เทพชิ้นหนึ่ง ของที่มีค่าในระดับนี้ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ซื้อขายได้โดยไม่มีการควบคุมอยู่แล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่าเตาปฏิกรณ์มนตราถือเป็นหัวใจสำคัญของฝ่ายวิศวกรรมมนตรา มันจึงไม่แปลกอะไรหากมันจะถูกควบคุมการซื้อขายอย่างเข้มงวด
ในส่วนนี้แองจี้สามารถซื้อเตาปฏิกรณ์มนตราให้กัสได้เพียง 3 เตาเท่านั้นหากเป็นเตาระดับต่ำ แต่ถ้าเป็นเตาที่มีระดับสูงกว่านั้น เธอจะซื้อได้เพียง 2 เตาในระดับกลางและ 1 เตาในระดับสูง
จำนวน 3 เตาคือขีดจำกัดในการซื้อของแองจี้ที่เป็นวิศวกรมนตราระดับ ‘ผู้ชำนาญ’ ซึ่งถ้าเธอต้องการซื้อมากกว่านี้ เธอจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองให้ไปถึงระดับ ‘ปรมาจารย์’ เสียก่อน ถึงตอนนั้นเธอถึงจะสามารถซื้อเตาได้อีก 6 เตาในระดับต่ำ หรือเทียบได้กับเตาระดับสูง 3 เตา
แต่ถึงจะทำแบบนั้นได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าแองจี้จะสามารถซื้อเตาปฏิกรณ์มนตราระดับสูงได้ 3 เตาจริงๆ เนื่องจากเตาปฏิกรณ์มนตราระดับสูงมีอัตราการผลิตที่ต่ำมาก จึงเป็นเรื่องยากที่แองจี้จะซื้อได้
สิ่งที่หวังได้จึงมีเพียงเตาปฏิกรณ์มนตราระดับต่ำ หรือไม่ก็ระดับกลางเท่านั้น
เมื่อรู้แบบนั้นกัสก็ต้องผิดหวัง แต่แองจี้ก็ให้คำแนะนำที่น่าสนใจสำหรับเขา
การซื้อเตาปฏิกรณ์มนตราอาจจะเป็นเรื่องยากเพราะมีข้อจำกัด แต่การสร้างเตาปฏิกรณ์มนตราด้วยตัวเองนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“เจ้าทำแบบนั้นได้จริงๆ หรือแองจี้!”
“เรื่องนั้น..ข้าทำไม่ได้หรอกค่ะ แต่ข้าจะตั้งใจศึกษาค่ะ! ข้าสัญญาว่าจะพยายามทำให้ได้ใน 10 ปีค่ะ”
คำตอบของแองจี้ทำให้กัสนิ่งไปชั่วขณะเพราะความผิดหวัง แต่เมื่อเขาสังเกตเห็นความรู้สึกผิดในดวงตาของแองจี้ กัสก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วดึงแองจี้เข้ามากอดเพื่อปลอบเธออย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องรีบ ต่อให้ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นความผิดของข้าเองที่รีบร้อนเกินไป! พวกเราค่อยๆ ทำไปก็ได้”
กัสปลอบโยนแองจี้อยู่นานสองนานจนแองจี้สงบลง พวกเขาถึงได้เริ่มวางแผนกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เขาไม่รีบร้อนวางแผนให้สำเร็จในเวลาอันสั้นอีกต่อไป หากแต่เน้นหนักไปที่การฟื้นฟูพลังของเขาก่อน
ส่วนแองจี้ก็ตัดสินใจแบ่งเวลามาศึกษาวิธีการสร้างเตาปฏิกรณ์มนตราไปพร้อมกับการวางโครงสร้างธุรกิจของกัสไปพร้อมกัน
เมื่อตกลงกันได้ กัสก็หันกลับไปให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพลังอีกครั้ง แองจี้ก็ทำงานของเธอต่อไป ภรรยาคนอื่นๆ ของเขาก็วุ่นวายกับการต่อสู้ในเกมชิงอำนาจต่อ
ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น การฟื้นฟูพลังของกัสก็เร่งได้เร็วขึ้นเพราะได้เตาปฏิกรณ์มนตราถึง 3 เตามาทำหน้าที่ ‘ย่อย’ ทรัพยากรแทนเขาเพื่อเปลี่ยนพลังงานทั้งหมดให้กลายเป็นพลังต้นกำเนิด
การศึกษาเตาปฏิกรณ์มนตราของแองจี้ก็คืบหน้าไปตามลำดับ มันมีส่วนที่ยากต่อการทำความเข้าใจอยู่มาก แต่ยิ่งศึกษาแองจี้ก็ยิ่งมีความเข้าใจในเตาปฏิกรณ์มากขึ้น
จนถึงจุดหนึ่งเธอก็ค้นพบวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเตาปฏิกรณ์โดยใช้ความสามารถของกัสในการช่วยเหลือ
วิธีที่แองจี้แนะนำให้กัสใช้ คือการใช้พลังวิญญาณของเขาห่อหุ้มเตาปฏิกรณ์เอาไว้เพื่อ ‘ดูดซับ’ พลังทั้งหมดที่ปะทะกับเตาปฏิกรณ์เพื่อลดแรงกดดันภายในเตาปฏิกรณ์
ด้วยวิธีนี้แองจี้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเตาปฏิกรณ์ได้อีกหลายเท่าตัวเพราะไม่จำเป็นต้องกลัวว่าแรงดันภายในจะมากเกินไปจนทำให้เตาปฏิกรณ์ระเบิด
กัสเองหลังจากได้ทำตามคำแนะนำของแองจี้ ดวงตาของเขาก็สว่างวูบขึ้นมา เขารู้สึกราวกับได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่มีค่าอย่างมากต่อการพัฒนาวิชาลมหายใจราชสีห์ของเขา
หลังจากค้นพบกัสก็ตัดสินใจเก็บตัวเป็นเวลานานถึง 1 เดือนเต็มๆ ก่อนจะออกมาและเริ่มต้นศึกษาวิธีการสร้างเตาปฏิกรณ์มนตราร่วมกับแองจี้
เป้าหมายในการศึกษาของกัสนั้น ไม่ใช่การสร้างเตาปฏิกรณ์ แต่เป็นการทำความเข้าใจกับกระบวนการที่เรียกว่า ‘นิวเคลียร์ฟิวชั่น’ ก่อนจะค้นพบวิชาที่เป็นต้นกำเนิดของเตาปฏิกรณ์มนตรา
การค้นพบนี้สร้างความตื่นเต้นให้กัสเป็นอย่างมากเพราะมันทำให้เขาค้นพบวิธีเพิ่มพลังทำลายล้างของวิชาลมหายใจราชสีห์ของเขา
‘ใช่แล้ว! หากเทียบกับการใช้เคล็ดปะทุของวิชาลมหายใจมังกรกับมวลอากาศในปอดแล้ว การใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นน่าจะทำให้ได้พลังงานที่มากกว่า’
แต่กัสก็พบเจอกับปัญหาใหญ่ข้อหนึ่ง นั่นคือปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นนั้นรุนแรงเกินไป มันแรงเกินกว่าที่จะทำได้จริงโดยใช้ ‘ปอด’ ของมนุษย์ หนทางเดียวที่จะทำแบบนี้ได้มีเพียงการใช้ปอดของ ‘มังกร’ เท่านั้น
การค้นพบนี้ทำให้กัสตื่นเต้นมาก เขาจึงรีบไปหาท่านหญิงมิวลีฟในทันทีเพื่อสอบถามถึงวิชา ‘แปลงมังกร’ ของตระกูลเทพมังกรในทันที
ซึ่งก็แน่นอนว่าวิชานี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทอดให้กับคนนอก มันทำให้กัสผิดหวังเล็กน้อย
แต่กัสก็ไม่ได้ผิดหวังนานนักเพราะหลังจากนั้นไม่กี่วัน ท่านหญิงมิวลีฟก็ยื่นข้อเสนอบางอย่างมาให้เขา ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจอยู่พอสมควร
“ตำแหน่งว่าที่บุตรเขยหรือครับ!”
“ใช่! หากเจ้ายินดีรับตำแหน่งนี้ เราก็สามารถถ่ายทอดวิชาแปลงมังกรให้เจ้าได้เป็นกรณีพิเศษ ว่ายังไงละกัส เจ้าสนใจไหม”
ข้อเสนอนี้ทำให้กัสหวั่นใจอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ต้องรีบสงบใจอย่างรวดเร็วเพราะเขาตระหนักว่าตำแหน่งนี้ไม่เพียงแต่ให้ประโยชน์กับเขา แต่มันยังทำให้เขาต้องสูญเสียบางอย่างเช่นกัน
เพียงแต่การสูญเสียนั้นไม่ได้ร้ายแรงอะไร อย่างมากกัสก็ต้องแต่งงานกับใครบางคนในตระกูลเทพมังกรเท่านั้น
ความสูญเสียนี้ไม่ได้ร้ายแรงอะไรสำหรับผู้ชายอย่างเขา แต่กัสก็ต้องปฏิเสธ ทั้งนี้ก็เพราะเขาไม่ต้องการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์และไม่อยากแต่งงานกับคนที่เขาไม่ได้รัก
คำปฏิเสธของกัสนั้นทำให้รอยยิ้มของท่านหญิงมิวลีฟยกสูงขึ้นเล็กน้อยโดยที่ตัวเธอเองก็ไม่รู้สึกตัว แต่มีหรือที่มันจะรอดพ้นสายตาของเมดสาวยามิที่อยู่ข้างกายของเธอได้
รอยยิ้มของเมดสาวยกสูงขึ้นเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมานอกจากเฝ้ามองบุรุษสตรีที่พูดคุยกันด้วยความสนิทสนม
หลังจากนั้นไม่นานกัสก็ต้องพกพาความผิดหวังจากไป ก่อนจะสลัดความผิดหวังทิ้งไปได้เมื่อร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ให้คำแนะนำบางอย่างกับเขา
‘เจ้าฝึกไม่ได้ แต่หุ่นเชิดวิญญาณของเจ้าฝึกได้ อย่าลืมสิ หุ่นเชิดของเจ้าได้กลายพันธุ์เป็นครึ่งมังกรแล้ว ปอดของมันพัฒนาจนเหมือนกับปอดของมังกรแล้ว’
ได้ยินแบบนั้นดวงตาของกัสก็สว่างวูบ ความผิดหวังกลายเป็นความตื่นเต้น
“จริงด้วย! ข้าฝึกไม่ได้ แต่หุ่นเชิดของข้าฝึกได้!!”
เมื่อรู้แบบนั้นกัสก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที จากนั้นก็รีบกลับไปศึกษาวิชา ‘ลำแสงนิวเคลียร์’ อีกครั้ง ก่อนจะนำมันมาปรับใช้กับหุ่นเชิดวิญญาณของเขา
การฝึกฝนวิชานั้นทำได้ไม่ยากนักเพราะเนื้อหาของวิชาไม่ได้ซับซ้อนเท่ากับการสร้างเตาปฏิกรณ์มนตรา เนื่องจากมันไม่ต้องการการควบคุมที่ละเอียดอ่อนเท่า
สิ่งเดียวที่มันต้องการก็มีเพียงพลังในการ ‘ควบคุม’ ขอเพียงมีพลังควบคุมที่ทรงพลังพอและสามารถสร้าง ‘กรอบ’ ที่แข็งแกร่งพอที่จะสามารถควบคุมพลังที่เกิดจากการระเบิดของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นได้ก็นับว่าสำเร็จวิชาลำแสงนิวเคลียร์แล้ว
แต่การฝึกฝนวิชาจนสำเร็จก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำวิชานี้ไปใช้ในการต่อสู้ได้ ทั้งนี้ก็เพราะการต่อสู้จริงมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้มากมาย ทำให้น้อยคนนักที่จะใช้วิชานี้ในการต่อสู้
ทั้งนี้ก็เพราะสิ่งที่พวกมันต้องคิดก่อนที่จะนำวิชานี้ออกไปใช้ก็คือ ความคุ้มค่า
วิชาลำแสงนิวเคลียร์อาจจะมีพลังทำลายล้างที่สูงจนน่ากลัว แต่มันก็สิ้นเปลืองพลังมากเช่นกัน ซึ่งถ้าเทียบกับวิชาอื่นในด้านของพลังที่ใช้และผลลัพธ์ที่ได้ วิชาลำแสงนิวเคลียร์ก็นับเป็นหนึ่งในวิชาที่ได้รับความสนใจน้อยที่สุด
ทั้งนี้ก็เพราะมันยากที่จะใช้และไม่คุ้มที่จะใช้ ลำพังแค่พลังที่ต้องใช้ในการสร้างกรอบมาควบคุมพลังที่ระเบิดออกมาก็มากพอแล้ว ไหนจะต้องควบคุมในขณะที่ต่อสู้ มันก็ยิ่งยากเข้าไปอีก หากผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะไม่ดีนัก
อย่างดีก็อาจจะทำให้พลังระเบิดออกมาในจังหวะที่ไม่เหมาะสมหรือทิศทางที่ผิดพลาด แต่ถ้าโชคร้ายควบคุมกรอบได้ไม่ดี พลังที่ระเบิดออกมาก็อาจจะทำร้ายตัวเองก่อนที่จะทำร้ายศัตรู
ด้วยเหตุนี้จำนวนคนที่คิดจะฝึกฝนวิชานี้จึงแทบไม่มีอยู่เลยเพราะถ้าเทียบกับปริมาณพลังที่ต้องใช้แล้ว การใช้วิชาระดับสูงๆ วิชาอื่นหรือมหาเวทยังคุ้มค่ากว่า
แต่สำหรับกัสที่สามารถฟื้นฟูพลังเวทได้อย่างรวดเร็วและยังสามารถ ‘ดูดซับ’ พลังที่ระเบิดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เขาไม่มีความจำเป็นที่ต้องกลัวอะไรเลย
วิชานี้จึงไม่มีผลเสียใดๆ สำหรับกัส ยิ่งเขาศึกษามันมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าวิชานี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
“ยอดเยี่ยม!! ทำไมข้าไม่พบวิชานี้ให้เร็วกว่านี้นะ ถ้ามีวิชานี้ละก็ ข้าคงเป่าพวกนั้นจนกลายเป็นไอไปนานแล้ว”
คิดแล้วกัสก็ถอนหายใจออกมา พลางศึกษาวิชาต่อไปด้วยความเพลิดเพลินใจ จนกระทั่งมีความมั่นใจมากพอ เขาจึงทดลองฝึกวิชานี้กับกองทัพมอนเตอร์
ผลลัพธ์จากการฝึกฝนครั้งแรกคือ หุ่นเชิดระเบิดตูมราวกับลูกโป่ง ทำเอากัสถึงกับหน้าเสีย
แต่ก็โชคดีที่หุ่นเชิดวิญญาณของเขาคือราชาอันเดธ แม้ว่าปอดของมันจะระเบิดออกมาราวกับลูกโปร่งและระเบิดมันจนขาดเป็นชิ้นราวกับผ้าขี้ริ้ว แต่มันก็ฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
แต่ถึงจะฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความแข็งแกร่งของมันก็ยังไม่ฟื้นฟูกลับมา ทำให้กัสต้องปล่อยให้มันพักผ่อนอีกหลายวัน ก่อนจะเริ่มต้นใหม่
ขณะที่เฝ้ารอกัสก็ทบทวนเพื่อหาความผิดพลาดของตัวเองไปพร้อมกัน
“ดูเหมือนข้าจะอัดอากาศเข้าไปมากเกินไป..นอกจากนั้นก็เคลือบพลังวิญญาณได้ไม่ดีพอ มันมีช่องว่างเกิดขึ้นไม่น้อยทำให้มันระเบิดออกมา”
หลังจากวิเคราะห์หาความผิดพลาดของตัวเอง กัสก็เริ่มทดลองครั้งที่สอง คราวนี้เขายิงออกมาได้สำเร็จ ลมหายใจราชสีห์ที่ใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นแทนเคล็ดปะทุนั้นทรงพลังกว่าเดิมมาก ทั้งยังระเบิดออกมาได้เร็วกว่าหลายเท่าตัว
ผลลัพธ์จากการระเบิดออกมาครั้งแรก คือการลบมอนเตอร์ในรัศมี 100 กิโลเมตรจนราบเรียบ ไปพร้อมกับภูมิประเทศโดยรอบ
แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นยังไม่สมบูรณ์พอ กัสยังไม่พอใจเท่าไหร่นักเพราะความเสียหายมันกระจายตัวเกินไป นอกจากนั้นคุณสมบัติที่โดดเด่นของลมหายใจราชสีห์ก็ไม่เด่นชัดนักจากการใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นแทนเคล็ดปะทุของวิชาลมหายใจมังกร
กัสจึงต้องปรับปรุงต่อไปและพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความพึงพอใจให้เขามาก
แต่ที่ทำให้กัสดีใจที่สุดคือ เขาค้นพบวิธีสร้างเตาปฏิกรณ์มนตราแบบใหม่ที่เหมาะแก่การทำธุรกิจพลังต้นกำเนิดแล้ว
การค้นพบนี้ช่วยประหยัดเวลาให้กับแองจี้อย่างมาก ขณะเดียวกันมันก็ช่วยลดต้นทุนในการผลิตเป็นอย่างมากอีกด้วยเพราะเขาไม่จำเป็นต้องสร้างเตาปฏิกรณ์มนตราที่แข็งแกร่งเท่ากับเตาปฏิกรณ์ที่มีขายในตระกูล
สิ่งเดียวที่เขาต้องการจากเตาปฏิกรณ์คือ ระบบที่ใช้ควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นเท่านั้น เขาต้องการเพียงระบบนี้และไม่ต้องการการควบคุมที่ละเอียดเท่า
กัสเพียงต้องการให้เตาปฏิกรณ์ของเขาสามารถย่อยสลายมวลสารได้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องควบคุมความเร็วในการย่อยสลาย ขอเพียงทำให้มันย่อยสลายได้
ส่วนการควบคุม สามารถควบคุมปริมาณมวลสารที่ใส่เข้าไปในเตาแทนได้ ด้วยวิธีนี้ความยากในการสร้างเตาปฏิกรณ์จะลดลงหลายเท่าตัว
ผลลัพธ์จากการปรับปรุงแนวทางใหม่ แองจี้จึงสามารถสร้างเตาปฏิกรณ์มนตรารุ่นทดลองออกมาได้ในครึ่งปีและใช้เวลาอีกราว 2 เดือนในการปรับปรุงมันจนสามารถทำงานได้อย่างมั่นคง
ในช่วงเวลานั้นกัสยังคงฝึกวิชาต่อไป ปรับปรุงวิชาลมหายใจราชสีห์ของเขาต่อไป ใช้มุมมองที่แตกต่างกันมากมาย สร้างวิชาที่ตัวเขาสามารถใช้ได้ขึ้นมาใหม่โดยใช้หลักการจำลองเตาปฏิกรณ์มนตราขึ้นมา
กัสเรียกวิชานี้ว่า ‘เตาปฏิกรณ์วิญญาณ’ เขาสร้างเตาปฏิกรณ์ด้วยพลังวิญญาณและจุดระเบิดด้วยวิชาลำแสงนิวเคลียร์ มันทำให้เขาสามารถย่อยสลายมวลสารได้เร็วยิ่งกว่าเตาปฏิกรณ์เสียอีก
แต่มันก็มีข้อเสียคือภาระทางจิตใจที่สูง มันต้องใช้พลังในการควบคุมที่สูงพอสมควรทำให้เขาไม่สามารถใช้มันติดต่อกันเป็นเวลานานได้
ทว่ากัสก็ยังฝืนความเหนื่อยล้าเพื่อฝึกฝนวิชานี้เป็นประจำเพราะมันไม่เพียงช่วยให้เขาชำนาญขึ้น แต่ยังช่วยเร่งความเร็วในการฟื้นฟูพลังให้เขาด้วย
จากการฟื้นฟูพลังด้วยวิชาเตาปฏิกรณ์วิญญาณและเตาปฏิกรณ์มนตรารูปแบบใหม่จำนวนมาก ในที่สุดกัสก็ฟื้นฟูพลังกลับมาได้ครึ่งหนึ่งในที่สุด
เมื่อเทียบกับพลัง 10 เปอร์เซ็นต์หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ พลังครึ่งหนึ่งหรือ 50 เปอร์เซ็นต์เป็นอะไรที่แตกต่าง
กัสรู้สึกราวกับโซ่ตรวนที่ผูกมัดเขาเอาไว้ถูกปลดออก ถึงมันจะไม่ทำให้เขาสามารถใช้พลังของเทพเทวะ 8 ดาวได้อย่างเต็มที่
แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกครั้งและสัมผัสกับความสุขของบุรุษผู้หนึ่งหลังจากที่ไม่ได้สัมผัสมานานหลายปี
ค่ำคืนแรกของการปลดปล่อย กัสดื่มด่ำกับความสุขสมที่ไม่ได้สัมผัสมานานกับเหล่าภรรยาที่รักยิ่งของเขาอย่างเต็มที่ ดื่มด่ำในรสชาติของความสุขสมจนข้ามวันข้ามคืนติดต่อกันนานถึง 1 เดือนเต็มๆ
มันเป็นความรู้สึกที่บ้าคลั่ง ร้อนแรงและสุขสมราวกับชีวิตของเขามีเพียงมัน
กัสแทบจะจมอยู่กับความสุขสมจนลืมทุกอย่าง ราวกับต้องการชดเชยให้กับช่วงเวลาที่เปลี่ยวเหงาของการที่ไม่อาจสัมผัสสตรีอันเป็นที่รักได้
ไม่ว่าจะเป็นเหล่าภรรยาของเขา ข้ารับใช้ ทาสสาวหรือแม้แต่เมดสาวจักรกลแองเจิลก็ยังได้รับความเอ็นดูของกัสไปอย่างเต็มเปี่ยม ชนิดที่ทำเอาแองจี้ถึงกับหมดสติคาเตียงนอนโลกวิญญาณไปอีกครั้ง
กว่ากัสจะหยุดก็ตอนที่เขาได้ยินข่าวที่ไม่น่าพอใจสักเท่าไหร่จากบลูอายที่กลับมาแจ้งข่าว
“ตระกูลไอรอนบลัดยื่นมือเข้ามางั้นหรือ”
กัสหยุดชะงักไปชั่วขณะด้วยความประหลาดใจ พลางยื่นมือออกไปรับเอารายงานจากบลูอายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ผิดกับข้ารับใช้สาวที่ถูกกดอยู่ใต้ร่างเขาซึ่งยังส่งเสียงครางออกมาเบาๆ ด้วยความสุขสมเพราะช่วงเอวที่เริ่มขยับต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
ข้ารับใช้สาวพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะระงับเสียงครางของเธอ แต่กัสที่ขยับเอวติดต่อกันมานานนับเดือน คล้ายกับลืมไปแล้วว่าเขาควรจะหยุด สีหน้าของเขายังคงเคร่งขรึม จิตใจยังจดจ่ออยู่กับรายงาน
แต่เขากลับไม่สามารถหยุดตัวเองจากการเสพสุขจากเรือนร่างของสตรีได้ กัสยังขยับต่อไปอีกนานเกือบนาที ก่อนจะเร่งจังหวะขึ้นตามความรู้สึกแล้วกดเอวหนักๆ อีกสองสามทีเพื่อปลดปล่อยความสุขสมที่ร้อนระอุออกมาพร้อมกับเสียงครางที่แผ่วเบา
หลังจากได้ปลดปล่อยอีกครั้ง กัสก็หยุดตัวเองได้ในที่สุด เขาพาตัวเองไปยังเก้าอี้ที่วางอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องนอนซึ่งเป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวที่ไม่มีร่องรอยของการเริงรัก จากนั้นนั่งลงเพื่ออ่านรายงานอย่างตั้งใจ
บลูอายติดตามกัสไปติดๆ แล้วนั่งลงยังเก้าอี้ที่วางอยู่ด้านตรงข้าม พลางมองดูข้ารับใช้สาวที่คลานตามาเพื่อช่วยกัสทำความสะอาดแกนกายของเขา
กัสรับการปรนนิบัติด้วยความเคยชิน มือหนึ่งยังคงถือรายงาน ส่วนอีกมือลูบหัวของข้ารับใช้สาวอย่างอ่อนโยนและรับการปรนนิบัติด้วยปากและลิ้นที่อ่อนนุ่มของเธอต่อไปอีกชั่วครู่ ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลงอย่างแท้จริง
เมื่อข้ารับใช้สาวแต่งตัวและจากไป บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวของการเริงรักก็ถูกทำความสะอาด ร่องรอยทั้งหมดถูกกลุ่มข้ารับใช้เข้ามาจัดการจนเรียบร้อยในช่วงเวลาที่กัสอ่านรายงานจบพอดี
หัวคิ้วของกัสยังคงขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ ดวงตาที่สงบนิ่งเยือกเย็นเริ่มมีความโกรธเกรี้ยวก่อตัวขึ้น
“ดูเหมือนพวกมันจะวางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรก..ไม่แปลกใจเลยที่พวกมันยอมให้ตระกูลเขี้ยวทองคำใช้เพลิงพิษ..ร้ายกาจจริงๆ”
“ใช่! ตอนนี้ความร่วมมือของตระกูลเขี้ยวทองคำกับตระกูลไอรอนบลัดถูกทำลายลงแล้ว พวกมันเปิดฉากต่อสู้กันที่นอกเมืองแล้วด้วย ข้ายังได้ยินว่าบุคคลระดับสูงของสองตระกูลนี้เริ่มปะทะกันแล้ว”
กัสพยักหน้ารับเบาๆ พลางคิดถึงเนื้อหาของรายงานที่บลูอายส่งมา จากนั้นความคิดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในใจ
“บางทีข้าควรจะไปสั่งสอนพวกมันสักหน่อยแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ต้องทำให้พวกมันรู้ว่าข้าไม่ใช่แมวป่วย!!”
สีหน้าของกัสเปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้นมาทันที ผิดกับบลูอายที่ขมวดคิ้วด้วยความเป็นห่วง
กัสเห็นแบบนั้นก็หันมายิ้มให้เธอแล้วปลอบโยนเธออีกหลายคำ
“ก็ได้..แต่ว่า เจ้าต้องให้พี่สาวยามิตามไปด้วยนะ หากไม่มีพี่สาวยามิข้าไม่ไว้ใจเลย”
“ได้! ถ้าพี่สาวยามิยินดีช่วย ข้าก็อยากให้พี่สาวยามิไปด้วยเหมือนกัน”
หลังจากแลกเปลี่ยนความคิดกันได้ครู่หนึ่ง บลูอายก็เข้ามาช่วยกัสแต่งตัว ก่อนจะพากันไปขอความช่วยเหลือจากเมดสาวยามิ ซึ่งเธอก็ไม่ปฏิเสธที่จะติดตามไปในฐานะเชือกช่วยชีวิต
ราวกับเมดสาวยามิยังคงรู้สึกผิดที่ทำให้กัสบาดเจ็บในวันนั้น เธอจึงโอนอ่อนต่อคำขอของเขาเป็นพิเศษ
แต่ถึงจะยอมช่วย เมดสาวยามิก็ไม่ลืมที่จะเตือนเขาในฐานะของผู้อาวุโส
“เรื่องที่เจ้าขอนั้นไม่มีปัญหา แต่ข้าต้องขอเตือนก่อนนะว่าอย่าได้เข้าไปถึงหน้าบ้านของพวกมันเด็ดขาด! ตระกูลไอรอนบลัดไม่ได้เป็นมิตรเหมือนกับตระกูลดีไวซ์เนอร์หรอกนะ! ยิ่งไปกว่านั้น..ข้าเองก็ไม่มั่นใจนักว่าถ้าบุกเข้าไปถึงหน้าบ้านของพวกมันข้าจะสามารถพาเจ้าหนีกลับมาได้หรือไม่”
ท่าทีที่ขาดความมั่นใจของเมดสาวยามินั้นทำให้กัสประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาก็สัญญากับเธอเพราะเขาเองก็เชื่อว่าตระกูลไอรอนบลัดคงไม่ปล่อยให้เขาบุกไปถึงหน้าบ้านแน่
อย่างมากพวกเขาก็คงปะทะกับพวกมันที่ชายแดน หรืออาจจะต้องต่อยตีกับพวกมันที่เมืองแห่งดันเจี้ยนก็เป็นได้
แต่ไม่ว่าอย่างไหนก็ไม่สำคัญเพราะสำหรับกัส ขอเพียงได้ฟาดปากพวกมันให้สมใจเขาก็พอใจแล้ว