ค่ำคืนสุดท้ายในนครฉางเฟิงมาเยือนอย่างรวดเร็ว ภายหลังการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวของเฉินหลิว สองแม่ลูกต่างลงมือจัดเตรียมสัมภาระสำหรับการเดินทางไกลอย่างเงียบเชียบภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันอันริบหรี่ บรรยากาศภายในเรือนไม้หลังเล็กอันแสนอบอุ่นที่พวกเขาอาศัยอยู่มานานหลายปี เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายและซับซ้อน ทั้งความกังวลต่ออนาคตที่ไม่แน่นอน ความหวังในหนทางข้างหน้าที่สถาบันเทียนซวน และความอาลัยอาวรณ์ต่อบ้านหลังน้อยและวิถีชีวิตอันเรียบง่ายที่คุ้นเคย ซึ่งกำลังจะกลายเป็เพียงอดีต
เฉินหลิวเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและเป็ระเบียบ นางจัดเก็บเฉพาะสิ่งของที่จำเป็จริงๆ เท่านั้น เสื้อผ้าสำรองเพียงไม่กี่ชุด สมุนไพรสำคัญบางชนิดที่หายากและจำเป็ต้องใช้ในการเดินทางหรือรักษาอาการป่วยไข้ ถุงเงินที่นางเก็บหอมรอมริบมานานหลายปีจากการทำงานเป็หมอยา และที่ไม่เคยห่างกายคือมีดสั้นเล่มงามที่ถูกซ่อนไว้แนบกายภายใต้เสื้อคลุมอย่างมิดชิด ทุกการกระทำของนางเต็มไปด้วยความรอบคอบ ความรวดเร็ว และความมุ่งมั่นอันแน่วแน่
ฮ่าวหรานช่วยมารดาจัดเก็บสัมภาระส่วนตัวของเขา ซึ่งมีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุดที่จำเป็ และตำราเล่มโปรดอีกสองสามเล่มเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และสมุนไพร เขามองไปรอบๆ ห้องนอนเล็กๆ ที่ซึ่งเขาเติบโตมา ทุกซอกทุกมุมล้วนเต็มไปด้วยความทรงจำอันล้ำค่า การต้องจากไปอย่างกะทันหันโดยไม่มีโอกาสได้ร่ำลาเพื่อนบ้านหรือสถานที่คุ้นเคย ทำให้เขารู้สึกใจหายและเศร้าสร้อยอยู่ลึกๆ หากแต่ความหวาดกลัวต่อพลังอัสนีาที่ควบคุมไม่ได้ในกาย และภัยอันตรายที่เพิ่งประสบมาเมื่อตอนกลางวัน ก็ทำให้เขาจำต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตครั้งนี้
"ท่านแม่... พวกเรา... กำลังจะไปจากที่นี่จริงๆ หรือขอรับ?" ฮ่าวหรานเอ่ยถามขึ้นเสียงแ่เบา ขณะที่ช่วยมารดาผูกห่อสัมภาระ
"มันเป็หนทางเดียวในตอนนี้ที่จะปกป้องเ้าให้ปลอดภัยได้ ฮ่าวหราน" เฉินหลิวตอบโดยไม่ได้หันมามอง วางมือบนบ่าบุตรชายเบาๆ เพื่อปลอบโยน "สถาบันเทียนซวนคือความหวังเดียวของเราในตอนนี้ ณ ที่แห่งนั้น มีผู้เชี่ยวชาญและทรัพยากรมากมาย เ้าอาจจะได้เรียนรู้วิธีควบคุมพลังที่แท้จริง และสามารถเติบโตได้อย่างปลอดภัยภายใต้กฎเกณฑ์และการคุ้มครองของสถาบัน"
ก่อนที่แสงอรุณแรกจะมาเยือน เมื่อท้องฟ้ายังคงมืดมิดและประดับด้วยดวงดาวระยิบระยับ สองแม่ลูกในชุดเดินทางที่ทะมัดทะแมงและพร้อมสำหรับการเดินทางไกล ก็ก้าวออกจากเรือนไม้หลังเล็กนั้นเป็ครั้งสุดท้าย เฉินหลิวหยุดยืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองย้อนกลับเข้าไปในความมืดด้วยแววตาที่อาลัยอาวรณ์ ก่อนจะปิดประตูลงและล็อคกลอนอย่างแ่า ทั้งสองเร้นกายเคลื่อนไหวไปตามตรอกซอยอันเงียบสงัดและมืดมิด มุ่งหน้าสู่ประตูเมืองทิศทักษิณด้วยความระมัดระวังสูงสุด
อาศัยความมืดมิดของยามใกล้รุ่ง และความชำนาญในเส้นทางของเฉินหลิว พวกเขาสามารถเดินทางออกจากกำแพงนครฉางเฟิงได้อย่างราบรื่นและเงียบเชียบ โดยไม่มีทหารยามหรือผู้ใดสังเกตเห็น เมื่อแสงแรกแห่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้า พวกเขาก็มายืนอยู่นอกกำแพงเมืองอันสูงใหญ่แล้ว เบื้องหน้าคือเส้นทางอันกว้างไกลที่ทอดสู่โลกภายนอกอันไม่คุ้นเคย อากาศยามเช้านอกเมืองนั้นสดชื่นและเย็นสบายกว่าภายในเมืองมากนัก
รถม้าโดยสารขนาดกะทัดรัดคันหนึ่งจอดรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทางตามที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า ชายขับรถวัยกลางคนผู้มีท่าทางสุขุมและไว้ใจได้ โค้งคำนับเล็กน้อยเมื่อเห็นเฉินหลิวเดินเข้ามาใกล้ เฉินหลิวส่งมอบค่าเดินทางส่วนหนึ่งให้ตามตกลง และแจ้งจุดหมายปลายทางคร่าวๆ คือเมืองหยุนผิง ซึ่งเป็เมืองหน้าด่านก่อนถึงเทือกเขาัคราม ก่อนจะพาฮ่าวหรานขึ้นไปนั่งบนรถม้าที่ดูเรียบง่ายแต่แข็งแรง
ล้อรถม้าเริ่มหมุน เคลื่อนขบวนออกเดินทางไปตามถนนดินที่ไม่ราบเรียบนัก มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ฮ่าวหรานมองย้อนกลับไปยังภาพของนครฉางเฟิงที่ค่อยๆ เล็กลงและห่างไกลออกไปทุกขณะ จนกระทั่งลับหายไปจากสายตา ความรู้สึกหลากหลายประดังเข้ามาในอก ทั้งความอาลัยอาวรณ์บ้านเกิด ความกลัวต่ออนาคตที่ไม่รู้จัก และความหวังเล็กๆ ต่อการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สถาบันเทียนซวน
"ท่านแม่... สถาบันเทียนซวนที่ท่านกล่าวถึงนั้น... เป็สถานที่เช่นไรกันหรือขอรับ? ยิ่งใหญ่มากเพียงใด?" เขาเอ่ยถามขึ้น ทำลายความเงียบภายในรถม้าที่กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
"เป็หนึ่งในสามสถาบันฝึกยุทธ์ เวทมนต์ และการบ่มเพาะพลังที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในทวีปเต๋าหลัวแห่งนี้" เฉินหลิวตอบ น้ำเสียงยังคงเรียบเฉย แต่สายตากลับกวาดมองออกไปนอกหน้าต่าง เฝ้าระวังภัยภายนอกอยู่ตลอดเวลา "เป็ศูนย์รวมของผู้มีพร์อันโดดเด่นจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งทายาทตระกูลใหญ่ ศิษย์สำนักเลื่องชื่อ หรือแม้แต่สามัญชนผู้มีวาสนา การแข่งขันภายในสถาบันนั้นสูงส่งอย่างยิ่งยวด แต่ในขณะเดียวกันก็มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา และทรัพยากรอันล้ำค่ามากมายที่หาไม่ได้จากที่อื่น"
"แล้ว... แล้วคนอย่างข้า... จะสามารถเข้าศึกษาที่นั่นได้จริงๆ หรือขอรับ?" ฮ่าวหรานถามต่อด้วยความไม่มั่นใจในตนเอง
"เ้ามีพร์ ฮ่าวหราน" เฉินหลิวหันมามองบุตรชาย แววตาอ่อนโยนลงเล็กน้อย "แม้พลังอัสนีาของเ้าจะพิเศษและอันตราย แต่หากได้รับการชี้แนะที่ถูกต้องและการฝึกฝนที่เหมาะสม มันก็จะกลายเป็พลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถปกป้องตนเองและผู้อื่นได้" นางกล่าวให้กำลังใจ "แต่หนทางย่อมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เ้าจะต้องพยายามอย่างหนัก อดทนต่อความยากลำบาก และเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ได้"
ฮ่าวหรานพยักหน้ารับช้าๆ เขาเอนกายพิงผนังรถม้า หลับตาลง พยายามสงบจิตใจและทำความเข้าใจกับสถานการณ์ใหม่นี้ เขาระลึกถึงเสียงกระซิบและความรู้ประหลาดที่หลั่งไหลเข้ามาในยามคับขันอีกครั้ง 'มรดกแห่งซวนหยวน...' มันคือสิ่งใดกันแน่? มันเกี่ยวข้องกับพลังสายฟ้าในกายเขาหรือไม่? มันจะช่วยเหลือหรือนำพาอันตรายมาให้กันแน่? เขายังคงหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
การเดินทางดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง รถม้าเคลื่อนที่ผ่านทุ่งนาเขียวขจี ป่าโปร่งที่แสงแดดสาดส่องลงมาได้ และเนินเขาสูงต่ำสลับกันไป ทิวทัศน์สองข้างทางค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปจากความคุ้นเคย รถม้าคันเล็กๆ คันนี้กำลังพาพวกเขาออกห่างจากอดีต มุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ไม่รู้จักและอนาคตที่ยังคงเป็ปริศนา การผจญภัยที่แท้จริงในโลกกว้างของเฉิน ฮ่าวหราน เด็กชายผู้มีพลังอัสนีา ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ บัดนี้
(จบตอนที่ 4)