บทที่ 8เพียงหนึ่งฝ่ามือ
ลานประลองอันกว้างใหญ่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเสียงเชียร์ดังกระหึ่มทั่วทั้งลานประหนึ่งคลื่นพายุโหมกระหน่ำบรรยากาศร้อนแรงแม้หิมะขาวจะโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า
กลางเวทีประลอง
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดฝึกยุทธ์สีดำตัดแดงยืนประจันหน้ากับคู่ต่อสู้อย่างไม่หวั่นเกรงเส้นผมสีดำยาวที่ถูกรวบไว้พลิ้วไหวไปมาตามแรงลมหนาว ใบหน้าสงบนิ่งไม่แสดงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
เขาคือ โม่เฉิน เด็กหนุ่มจากหมู่บ้านไผ่ทมิฬผู้เดินทางมายังเมืองอวี้เฉิงเพื่อเข้าร่วมงานพิธีคัดเลือกศิษย์ของสำนักจิ้งจอกเหมันตร์
หากนับตามระดับพลังยุทธ์แล้วโม่เฉินอยู่เพียงขอบเขตก่อกำเนิดปราณ ระดับสูงสุดซึ่งถือว่าด้อยกว่าคู่ต่อสู้อยู่หนึ่งขอบเขต แต่ด้วยพลังลึกลับจากสายโลหิตมารที่แฝงอยู่ในร่างเขากลับสามารถต่อกรกับผู้ที่เหนือกว่าหนึ่งขอบเขตได้อย่างสูสี
"จัดการเ้าบ้านนอกเลยลูกพี่เฉิง!!"
"ขยะอย่างนี้ทำลานประลองสกปรกถีบมันลงเวทีเลย!!"
เสียงะโหยามเหยียดจากด้านล่างดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า
ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของโม่เฉินคือ หลี่ไห่เฉิงศิษย์รับใช้ของสำนักเสวียนหลง เด็กหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยท่าทีหยิ่งทะนง มันวาดฝ่ามือขึ้นกลางอากาศเรียกพลังยุทธ์สีครามพวยพุ่งออกมาราวกับพายุ
วูมมมม!!!
ฝ่ามือของหลี่ไห่เฉิงแหวกอากาศเข้าใส่โม่เฉินด้วยพลังอันหนักหน่วงเสียงลมดังลั่นจนพื้นลานะเืเล็กน้อย มันมั่นใจว่าเพียงฝ่ามือเดียว เ้าเด็กบ้านนอกตรงหน้าจะต้องล้มลงไม่เป็ท่าอย่างแน่นอน
ทว่า...
ก่อนที่ฝ่ามือจะััเป้าหมายร่างของโม่เฉินพลันขยับ เขาเคลื่อนหลบไปด้านซ้ายในจังหวะพริบตาเดียวพร้อมกับยกขาขวาตวัดถีบสวนกลับไปอย่างรุนแรง
ตู้มมมม!!
เสียงแรงกระแทกดังก้องร่างของหลี่ไห่เฉิงปลิวกระเด็นไปไกล มันกลิ้งตัวกลางอากาศก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นพยุงตนเองพื้นลานประลองเบื้องล่างเกิดรอยลากลึกจากนิ้วมือที่จิกยึดไว้ไม่ให้ร่างปลิวออกไปไกลกว่านี้
มันเงยหน้าขึ้นมองโม่เฉินด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อเด็กบ้านนอกคนนี้อยู่เพียงขอบเขตก่อกำเนิดปราณ แต่กลับสามารถหลบหลีกการโจมตีที่ผสานพลังของขอบเขตรวบรวมปราณเอาไว้ได้
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบลานประลอง
"เป็ไปได้ยังไง..."
"เ้าบ้านนอกนั้น มันหลบได้จริงเหรอเนี้ย!?"
เหล่าผู้ชมที่เคยหัวเราะเยาะต่างเปลี่ยนสีหน้าเป็ตื่นตระหนกอย่างไม่อาจปิดบัง ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กหนุ่มจากหมู่บ้านห่างไกลจะเผยฝีมืออันน่าตกตะลึงถึงเพียงนี้
ช่องว่างระหว่างขอบเขตพลังโดยปกติถือว่ากว้างใหญ่เกินจะข้ามผ่านได้ยิ่งสำหรับผู้ที่ก้าวข้ามจากก่อกำเนิดปราณไปสู่รวบรวมปราณย่อมเหมือนพรมแดนระหว่างฟ้ากับดิน
หลี่ไห่เฉิงกำหมัดแน่นความใแปรเปลี่ยนเป็ความโกรธเกรี้ยว มันลุกขึ้นยืนพร้อมกับพลังยุทธ์ปะทุออกมาราวกับเปลวเพลิงกลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตรวบรวมปราณแผ่ซ่านออกมาจนพื้นลานประลองเกิดเสียงแตกร้าวเบาๆ
ก่อนที่มันจะชักกระบี่จากด้านหลังออกมาอย่างรวดเร็วกระบี่บางเฉียบเปล่งประกายแสงสีเขียวมรกต ส่องประกายคมกริบ ลวดลายคมเขี้ยวที่สลักอยู่บนตัวกระบี่ราวกับอสูรวายุที่เฝ้ารอคร่าชีวิต
“หึ!แค่ดวงดีเล็กน้อยอย่าเพิ่งดีใจไป”
เสียงของหลี่ไห่เฉิงเย้ยหยันดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงแค้น
“ถ้าแน่จริง! ก็รับมือกระบี่คมเขี้ยววายุของข้าให้ได้เสียก่อน!”
พลังยุทธ์ที่ถูกรวบรวมไว้บนกระบี่เริ่มสั่นไหวกระแสลมทั่วลานประลองเริ่มบิดเบี้ยวคลื่นอากาศถูกดูดเข้าหากระบี่เล่มนั้นราวกับมันคือศูนย์กลางของพายุ
เบื้องหน้าพลังที่แผ่ซ่านโม่เฉินยังคงยืนแน่นิ่งดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวรัตติกาลจับจ้องคู่ต่อสู้อย่างไม่หวั่นไหว
เสียงลมคำรามกึกก้องทั่วลานประลอง แสงรัศมีสีเขียวมรกตจากกระบี่ในมือของหลี่ไห่เฉิงะเิออกแรงกดดันแผ่ซ่านไปทั่วลานประลอง ราวกับหมอกพายุที่โหมกระหน่ำพร้อมฉีกร่างศัตรูออกเป็หมื่นชิ้น
“เ้าคิดว่าจะเหนือกว่าขอบเขตรวบรวมปราณหรือไง!? ข้าจะทำให้เ้ารู้ว่าความต่างของขอบเขตมันใหญ่เกินกว่าจะข้ามได้!”
หลี่ไห่เฉิงตวัดกระบี่อย่างรวดเร็ว
ลำแสงสีเขียวมรกตตวัดโค้งกลางห้วงอากาศงดงามดั่งเส้นพู่กัน แต่แฝงด้วยอำนาจทำลายล้างมหาศาล เกล็ดหิมะที่ลอยอยู่เพียงเฉียดััก็พลันสลายเป็ละออง ก่อนที่คลื่นวายุจะพุ่งตรงเข้าหาโม่เฉินด้วยความเร็วดุจอสนีบาต
ชั่วพริบตา
โม่เฉินหลับตาลงช้า ๆท่ามกลางสายตาของผู้ชมที่เข้าใจว่าเขากำลังชะงักด้วยความหวาดกลัว แต่แท้จริงแล้วเขากลับนิ่งสงบดุจสายน้ำไร้คลื่น เพราะเขารู้ชัดถึงทุกจังหวะการโจมตีของหลี่ไห่เฉิงอย่างถ่องแท้
จากััลึกภายในร่างเสียงของพลังยุทธ์ที่เคลื่อนผ่านอากาศ ไปจนถึงกลิ่นอายของกระบี่ ซึ่งแปรเปลี่ยนทุกคราที่อีกฝ่ายขยับเคลื่อนไหวทุกสิ่งล้วนไม่อาจหลุดพ้นจากประสาทรับรู้ของเขาได้แม้แต่น้อย
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พลังมารในสายโลหิตตื่นตัวจนปานปีกโลหิตบนแผ่นหลังสั่นะเื กระแสพลังสีเืทะลักเข้าสู่เส้นลมปราณโคจรถึงจุดตันเถียนด้วยแรงมหาศาล เคล็ดวิชาลมหายใจมารจักรพรรดิถูกปลุกใช้อย่างเงียบงันแต่ทุกอณูในร่างกลับปะทุราวคลื่นพายุเงียบ
ทันใดนั้น!
เงาร่างของโม่เฉินหายวับไปจากตำแหน่งเดิมราวกับเร้นกายเข้าสู่เงามืดคลื่นกระบี่คมเขี้ยววายุฟาดลงที่พื้นอย่างรุนแรง ทำให้พื้นเวทีแตกร้าวเป็ทางยาวแรงะเิของพลังยุทธ์กระแทกอากาศจนเวทีสั่นะเื
“อั่ก! . . . . หลบได้ยังไง!?”
หลี่ไห่เฉิงยังไม่ทันได้ตั้งตัว โม่เฉินก็ปรากฏขึ้นเื้ัในพริบตาราวกับเร้นกายมาจากความมืด ฝ่ามือของเขาปรากฏเพลิงมารสีแดงฉาน ที่ลอยเอื่อยราวกับลมหายใจของิญญาแต่ภายใต้ความแ่เบานั้น กลับอัดแน่นด้วยแรงอำนาจที่พร้อมสังหารได้ในเสี้ยววินาที
ฟุบ!
ฝ่ามือของโม่เฉินตวัดฟาดเข้าด้านข้างลำตัวของหลี่ไห่เฉิงอย่างแม่นยำพลังมารที่ซ่อนอยู่พลันทะลวงเข้าสู่เส้นลมปราณของอีกฝ่ายในชั่วพริบตา คลื่นพลังภายในร่างของหลี่ไห่เฉิงสั่นะเือย่างรุนแรงจังหวะกระบวนท่าที่กำลังฟาดออกจึงสะดุดและขาดสะบั้นลงทันทีราวสายลมที่ถูกตัดด้วยคมกระบี่
“อะ... อะไรกัน?พลังในร่างของข้ากำลังปั่นป่วน!?”
เสียงฝูงชนเงียบสนิท
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เหล่าผู้ชมแทบลืมหายใจหลี่ไห่เฉิงผู้ถือกระบี่คมเขี้ยววายุอันเลื่องชื่อกลับถูกเด็กหนุ่มที่พลังด้อยกว่าตอบโต้จนเสียหลักพลังยุทธ์ในร่างของเขาปั่นป่วนจนไม่อาจควบคุมได้สายตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่อยากเชื่อ
โม่เฉินยังคงยืนนิ่ง เขาไม่ฉวยโอกาสโจมตีซ้ำแต่เลือกที่จะเพียงเฝ้ามองอีกฝ่าย มิใช่เพราะความเย่อหยิ่งหากแต่เป็ความเด็ดเดี่ยวของผู้ที่เริ่มตระหนักว่า เขากำลังควบคุมพลังของตนเองได้อย่างแท้จริง
เขาหลับตาสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง พลังมารที่ผสานกับลมหายใจไหลย้อนกลับเข้าสู่จุดตันเถียนอย่างมั่นคงพลังยุทธ์ที่ควรถูกใช้ไปกลับไหลย้อนกลับมาเหมือนไม่เคยสูญสิ้น
โม่เฉินลืมตาขึ้นช้า ๆ เอ่ยเสียงเบา
“นี่สินะ... พลังแห่งการฟื้นคืนของเคล็ดวิชามารฟ้าทลาย์!!”
.
บนอัฒจันทร์
สายตาของผู้าุโหลายคนเริ่มเปลี่ยนไป ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งกลับขมวดคิ้วแน่นความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจพวกเขาแทบพร้อมกัน
ผู้ที่เชี่ยวชาญในศาสตร์ลมปราณล้วนััได้ทันทีว่าโม่เฉินไม่ได้ใช้พลังระดับสูง หากแต่เคล็ดวิชาที่เขาใช้กลับซับซ้อนล้ำลึกเกินสามัญไม่อาจเข้าใจได้
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นจากอัฒจันทร์ของผู้าุโ
“พลังนั่น...สามารถสะกดเส้นลมปราณได้ภายในฝ่ามือเดียว?”
“ไม่ใช่เคล็ดวิชาทั่วไปแน่นอน... เคล็ดวิชามีความซับซ้อนเกินไป!”
“หรือจะเป็พลังสายโลหิตจากตระกูลลับ?”
“มิหนำซ้ำยังควบคุมพลังย้อนกลับเข้าสู่จุดตันเถียนได้อีก...เป็ไปได้หรือ?”
“ไม่ใช่เพียงเคล็ดวิชามันอาจเป็สมบัติ์ระดับสูงก็เป็ได้!”
บรรยากาศบนอัฒจันทร์เริ่มเครียดขึง ความสงสัยกลายเป็ความตื่นตระหนกเงียบๆ ในหมู่ผู้าุโ
.
บนลานประลอง
หลี่ไห่เฉิงตั้งหลักได้ในที่สุดแต่ร่างกายกลับสั่นสะท้าน หายใจหอบถี่ราวจะขาดใจ หยาดเหงื่อเย็นชื้นผุดเต็มหน้าผากดวงตาที่เคยแสดงความเย่อหยิ่งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
“จะ... เ้า... เ้าทำอะไรกับข้า?”
โม่เฉินไม่เอ่ยตอบแม้เพียงคำเดียวร่างของเขายังคงนิ่งสงบ หายใจอย่างเป็จังหวะกลมกลืนไปกับการไหลเวียนของพลังมารในร่าง เส้นลมปราณสั่นไหวเบา ๆดั่งเสียงกระซิบของหมู่มาร
ความเงียบงันปกคลุมทั่วลานประลองเสียงผู้ชมที่เคยะโเชียร์บัดนี้เงียบราวิญญาถูกกลืนหายมีเพียงเสียงลมหวิวที่พัดผ่าน
หลี่ไห่เฉิงยังยืนอยู่ตรงนั้นหายใจหอบหนัก ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นไหวไม่รู้เป็เพราะแรงบีบคั้นจากภายใน หรือแรงกดดันจากสายตาผู้คนนับร้อยที่จ้องมอง
ขณะที่โม่เฉินยังคงยืนนิ่ง ไม่ไล่ตามไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้าท่าทีที่ไม่แม้จะใส่ใจกลับยิ่งตอกย้ำความเหนือชั้นอย่างเืเย็น
เพลิงโทสะปะทุขึ้นในใจหลี่ไห่เฉิงเขากัดฟันแน่น กำหมัดสั่น
“เ้ามันแค่เศษสวะจากบ้านนอก!!! ข้า...ข้าจะไม่มีวันพ่ายให้กับผู้ต่ำต้อยเช่นเ้าเด็ดขาด!”
มันคำรามอย่างคลั่งแค้นกระชากกระบี่ขึ้นอีกครั้ง แม้พลังลมปราณภายในจะสั่นคลอนเกือบแตกสลายทว่าด้วยแรงโทสะและศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำ มันยังคงตั้งท่าจะพุ่งเข้าใส่โม่เฉินด้วยพลังทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่!
เคร้งงง!!
เสียงโลหะปะทะดังกึกก้องกลางลานประลองเพียงพริบตาเดียวกระบี่ของหลี่ไห่เฉิงก็หยุดชะงักกลางอากาศด้วยปลายดาบเล่มหนึ่งที่ถูกต้านไว้โดยร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง ราวกับสายลมที่พัดผ่านมา
เขาสวมชุดฝึกยุทธ์สีเงินขาวลวดลายเมฆาสีดำผมยาวดำขลับถูกรวบไว้หลวม ๆ อย่างไม่แยแสสายลมที่พัดผ่าน ดวงตาคมกริบเรียบสงบทว่าในส่วนลึกกลับแฝงประกายเยือกเย็นดั่งสายฟ้าที่ซ่อนตัวอยู่ในม่านเมฆ
“พอได้แล้ว การประลองจบลงแล้ว...อย่าทำให้สำนักเสวียนหลงต้องเสื่อมเกียรติไปมากกว่านี้”
เสียงของเขาไม่ดังนักทว่าแต่ละถ้อยคำกลับกระทบจิตดั่งระฆังสะท้อนในหุบเหวทุกคำตราตรึงจนหลี่ไห่เฉิงถึงกับชะงัก ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งค่อย ๆมอดแสงลง ราวกับเปลวไฟที่ถูกลมเย็นห่อหุ้ม
“คาเงะสึคิ คิริว!”
เสียงกระซิบดังขึ้นรอบลานประลองในทันทีเงาร่างของเขาราวจุดประกายกระแสคลื่นที่แผ่ขยายออกไป
“นั่นมันทายาทแห่งตระกูลคาเงะสึคิ...เด็กหนุ่มอัจฉริยะ!”
“เข้าสู่ขอบเขตเพาะเมล็ดปราณั้แ่อายุสิบเจ็ด!”
“ข้าเคยได้ยินว่าเขาโค่นศิษย์สายในของสำนักหงส์นภาเพียงสามกระบวนท่า!”
เสียงซุบซิบแผ่กระจายดั่งระลอกคลื่นในสายลมหนาวแต่เ้าตัวกลับยืนนิ่งดุจหินผา ดวงตานิ่งเฉยทอดมองโม่เฉินอย่างไร้แววใด ๆ
โม่เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาแม้สีหน้าจะสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับพลันได้ยินเสียงบางอย่างสะท้อนขึ้นชัดเจน
“เด็กหนุ่มผู้นี้...อยู่เหนือข้าอย่างแท้จริง!!”
.
ดาบในมือของเขาสงบนิ่ง ไร้คลื่นพลัง ทว่ากลับเปล่งกลิ่นอายที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งที่แฝงด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรงอยู่ภายใน ไม่มีพลังยุทธ์แผ่ซ่าน ไม่มีคำโอ้อวดใด แต่เพียงยืนอยู่เฉยๆ ก็เพียงพอจะทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความต่างชั้นอย่างแท้จริง
“ข้าไม่ยอม! ข้าแค่...”
หลี่ไห่เฉิงกัดฟันแน่นเสียงสั่นเครือสะท้อนถึงความไม่ยอมรับความจริงที่อยู่ตรงหน้า
“เ้าก็แค่ยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า พ่ายแพ้”
คิริวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งดวงตาหันเหลือบไปยังโม่เฉินที่ยืนนิ่งอยู่เื้ั
“ส่วนเ้า... น่าสนใจ หากมีวาสนาข้าก็อยากลองประมือกับเ้าสักสองสามกระบวนท่า”
คิริวกล่าวเสียงเรียบแววตาฉายแววบางอย่างที่ยากจะอ่านออก
โม่เฉินสบตากับเขาเพียงครู่เดียว สิ่งที่เขาััได้กลับมีมากมายความนิ่งสงบที่มั่นคง สภาวะจิตที่เยือกเย็นจนยากหยั่งถึง และที่สำคัญที่สุด เขารู้ทันทีว่าตนยังห่างไกลจากชายหนุ่มผู้นี้นัก
คิริวเหลือบตามองหลี่ไห่เฉิงอีกครั้งก่อนจะค่อย ๆ กดปลายดาบลงเล็กน้อย
“หากเ้าคิดจะสู้ต่อข้าจะถือว่าเ้าท้าประลองกับข้าแทน”
น้ำเสียงของเขาแม้เรียบนิ่งแต่กลับหนักแน่นดั่งหินผา
หลี่ไห่เฉิงได้ยินดังนั้นก็ชะงัก มันกัดฟันแน่นดวงตาแดงก่ำด้วยแรงอับอายและความอัดอั้น ก่อนจะชักกระบี่กลับอย่างฝืนใจ ไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดจากริมฝีปากมีเพียงแววตาแข็งกร้าวที่ไม่อาจกลบความพ่ายแพ้
มันหันหลังอย่างรวดเร็วแล้วกระโจนออกจากลานประลองในชั่วพริบตา ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดของผู้ชมทั้งลานประลอง
คิริวถอนหายใจเบา ๆก่อนจะเก็บดาบเข้าฝักด้วยท่วงท่าละเมียดละไม แล้วจึงหันกลับมามองโม่เฉินอีกครั้ง
“เ้ามีนามว่า โม่เฉิน ใช่หรือไม่?”
โม่เฉินพยักหน้าเงียบ ๆไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ย แต่แววตากลับมีความแน่วแน่
คิริวคลี่ยิ้มบางที่มุมปากสีหน้าฉายแววพึงพอใจเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ยอดเยี่ยม การคัดเลือกศิษย์ของสำนักจิ้งจอกเหมันตร์อย่าทำให้ข้าผิดหวังเสียล่ะ”
คำพูดนั้นไม่ได้เป็เพียงการทิ้งท้ายหากแต่เป็คำประกาศรับรู้ในความสามารถของโม่เฉิน
จากนั้นร่างของคิริวก็พลิกกายจากไปโดยไร้สุ้มเสียงไม่มีคำร่ำลา เหลือไว้เพียงเงาในใจของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วทั้งลานประลอง และประกายบางอย่างในดวงตาของโม่เฉินที่เริ่มลุกวาบขึ้นอีกครั้ง
หลังจากเงาร่างของคิริวลับตาไป บรรยากาศที่เงียบงันค่อยๆ เปลี่ยนแปลง เหล่าผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ที่เคยส่งเสียงโห่ร้องดูแคลนโม่เฉินบัดนี้สีหน้าและแววตาของพวกเขา เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เดิมทีเขาเป็เพียงเด็กบ้านนอกจากหมู่บ้านห่างไกลแต่ในยามนี้ไม่มีใครมองเขาด้วยสายตาเช่นเดิมอีกต่อไป บางคนเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจบางคนเม้มปากเงียบงันคล้ายยอมรับ บางคนแม้ยังไม่พูดอะไร แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“เด็กหนุ่มผู้นี้ ไม่ใช่เพียงเด็กบ้านนอกธรรมดา...”
“หรือเขาอาจเป็ศิษย์ลับ ๆของผู้าุโระดับสูง?”
โม่เฉินยังคงสงบ เขาไม่ใส่ใจต่อสายตานับร้อยที่จับจ้องขณะที่เขาก้าวลงจากลานประลอง ฝ่าเท้าแต่ละก้าวล้วนหนักแน่นแม้จะเหนื่อยล้าแต่ภายในจิตใจกลับแน่วแน่กว่าที่เคยเป็
“ข้าสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ข้าสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง”
⛰️⛰️⛰️
ยามบ่าย ณ เขตตลาดโบราณเมืองอวี้เฉิง
แม้มิใช่ย่านการค้าที่ครึกครื้นที่สุดในเมืองอวี้เฉิงทว่าเขตตลาดโบราณแห่งนี้กลับเป็แหล่งชุมนุมของเหล่าผู้ใฝ่หาของวิเศษสมุนไพรล้ำค่า และวัตถุลึกลับจากทั่วทั้งแคว้น
โม่เฉินเดินลัดเลาะเข้าสู่เขตตลาดโบราณ เสียงผู้คนแม้ไม่คึกคักนักแต่บางร้านยังมีเสียงต่อรองดังแว่วเป็ระยะ
“ข้าบอกแล้ว!นี่คือโสมปราณอายุห้าร้อยปี คุณภาพจัดว่าดีเลิศราคาห้าสิบเหรียญทองยังนับว่าคุ้ม!”
“เ้าจะให้ข้ากลับบ้านไปพร้อมโสมปราณเพียงอย่างเดียวนี่รึ?ข้ายังไม่อยากถูกภรรยาไล่ให้นอนนอกเรือนหรอกนะ!”
โม่เฉินเพียงเหลือบตามองเล็กน้อยก่อนเดินผ่านไปสายตากวาดสำรวจของแปลกตาหลากหลายชิ้นโดยไม่หยุดฝีเท้า
.
ร้านหนึ่งจัดของวางเรียงอยู่ในถาดหยกเก่าที่ขอบเริ่มบิ่นภายในมีสมุนไพรแปลกตาหลายชนิด เช่น ใบเมฆาสีเงินที่ลอยอยู่กลางอากาศโดยไม่ััถาดแม้แต่น้อย หรือ เถาวัลย์เปลวเพลิงที่มีเปลวไฟลุกโชนตลอดเวลา แต่กลับไม่เผาไหม้สิ่งใดแม้แต่น้อย
พ่อค้าร่างผอมเอ่ยกับชายชุดคลุมสีครามผู้หนึ่งอย่างเร่งเร้า
“สมุนไพรนี้ช่วยเร่งการดูดซับพลังปราณได้ถึงสามเท่าแต่ข้าขอเตือน อย่าใช้เกินสองครั้ง มิเช่นนั้น เส้นลมปราณในร่างเ้าจะถูกเผาจนแห้งเหือดบ่มเพาะอีกไม่ได้ตลอดชีวิต”
ชายชุดสีครามขมวดคิ้วแน่นมองสมุนไพรตรงหน้าด้วยสีหน้าลังเล สุดท้ายก็ค่อย ๆ วางมันกลับลงด้วยความเสียดาย
โม่เฉิน เดินผ่านไปอย่างเงียบเชียบ สายตาเพียงเหลือบมองแผงนั้นครู่หนึ่งโดยไม่หยุดฝีเท้าก่อนจะพึมพำกับตนเองเสียงเบา
“ของพวกนี้ แม้ล้ำค่า...แต่ยังไม่เหมาะกับข้าในตอนนี้”
.
อีกด้านหนึ่งของตลาด
โม่เฉินเดินผ่านร้านค้าเนื้อสัตว์อสูรขนาดใหญ่กลิ่นคาวโลหิตจาง ๆ ลอยปะปนมากับสายลม ข้างแผงวางเรียงซากหัวอสูรหลากชนิดบางชิ้นยังมีเขาโง้งและดวงตาขาวโพลนจ้องมองราวกับยังมีชีวิต
มีทั้ง เนื้อหมาป่าพิษหิมะที่มีเส้นเืสีม่วงดำยังพาดผ่าน กระดูกของหมีเพลิงทมิฬ ขนาดใหญ่เท่าขาทารกพร้อมรอยไหม้จากเปลวเพลิง และเกล็ดแหลมของอสรพิษเขี้ยวเหล็ก ที่วาววับราวเหล็กกล้า
เด็กหนุ่มสองคนในชุดฝึกยุทธ์ยืนต่อราคากับพ่อค้าเสียงดัง
“เ้ากระดูกนี่...เป็ของสัตว์อสูรระดับใด?”
พ่อค้าเคราดกเชิดหน้าขึ้นทันที
“ฮึ่ม! ระดับต้น ๆของขอบเขตรวบรวมปราณเลยนะ! หากเอาไปหลอมเป็กระบี่ รับรองคมพอจะเฉือนเหล็กกล้าได้สบาย!”
โม่เฉินปรายตามองเพียงครู่ กลิ่นโลหิตที่ปะปนอยู่ในอากาศทำให้เขาแค่นลมหายใจเบาๆ ก่อนจะเดินผ่านไปโดยไม่หยุดฝีเท้า
.
ข้างหน้าโม่เฉินคือร้านเล็ก ๆที่ตั้งแทรกอยู่ระหว่างซอกตึกเก่า
ภายในร้านเต็มไปด้วยยันต์ผนึกเก่า ๆ บางแผ่นเขียนด้วยลายมือสั่นเทาบ้างมีคราบเืแห้งเกรอะกรัง กลิ่นสมุนไพรผสมกลิ่นหยกไหม้จาง ๆลอยอบอวลอยู่ในอากาศ บนผนังด้านใน แขวนกระจกทองสัมฤทธิ์บานหนึ่ง กระจกเงาไม่ขัดใสกลับสะท้อนภาพบิดเบี้ยวคล้ายสั่นไหวตามลมหายใจผู้ที่มอง
พ่อค้าเครายาวในชุดคลุมสีหม่นโน้มตัวไปกระซิบกับหญิงสาวสวมหน้ากากคนหนึ่งอย่างแ่เบา
“กระจกนี้สามารถสะท้อนจิตใจผู้ถือหากในใจเ้ามีแต่เงามืด มันจะเผย ตัวตนที่แท้จริงออกมา!!”
หญิงสาวนิ่งเงียบดวงตาภายใต้หน้ากากไร้แววสะท้อน
เธอมองกระจกนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหมุนกายจากไปโดยไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด
เงาร่างของเธอจมหายไปในหมอกบาง ๆที่ลอยเอื่อยตามทางเดินหินเก่า
โม่เฉินยืนมองเงียบ ๆ แม้จะมิได้ตั้งใจหยุดดูแต่กลับรู้สึกได้ว่าบรรยากาศในร้านนี้ สะท้อนบางสิ่งที่อยู่ภายในจิติญญาของเขา
“ตัวตนที่แท้จริง!?หากมันเผยออกมา ข้ายังจะเป็ข้าอยู่หรือไม่?”
เขาไม่หยุดฝีเท้า เพียงก้าวเดินต่ออย่างเงียบเชียบปล่อยให้กระจกเื้ัสะท้อนเงาบางอย่างเพียงครู่เดียว ก่อนที่เงานั้นจะค่อย ๆจางหายไป
.
ยามเย็นย่ำเริ่มโรยตัวลงมาช้า ๆ แสงตะวันสุดท้ายสาดลอดผ่านช่องว่างระหว่างยอดหลังคากลายเป็ประกายสีส้มทองที่แต้มขอบฟ้าอย่างอ้อยอิ่ง ผู้คนบางส่วนเริ่มทยอยเก็บร้านสีหน้าเหนื่อยล้าแต่เปี่ยมด้วยความพึงใจจากการค้าขายตลอดวัน
โม่เฉินเดินลึกเข้าไปยังส่วนท้ายของตลาดโบราณบริเวณนั้นเงียบสงัดจนแทบไร้เสียงผู้คน มีเพียงเงายามเย็นทอดผ่านซอกตึกเก่าทับซ้อนกับพื้นหินกรวดอย่างแ่เบา
ที่มุมหนึ่งของถนน เขาเห็นแผงเล็ก ๆวางอยู่กับพื้น ของที่วางมีเพียงเศษจานแตก คัมภีร์ขาด ด้ามกระบี่ที่ไร้ใบ ล้วนเป็สิ่งที่ไร้ค่าในสายตาคนทั่วไปและยากนักที่ใครจะหยุดมอง
ทว่า...
ในหมู่ข้าวของผุพังเ่าั้สายตาของโม่เฉินกลับหยุดนิ่ง ณ วัตถุชิ้นหนึ่ง ที่เป็เจดีย์เก้าชั้นโบราณ สร้างจากทองแดงผสมหยกเขียวซีดรอยแตกร้าวกระจายทั่วเจดีย์ที่มีขนาดเล็กเพียงฝ่ามือ ดูผุพังราวของตกแต่งที่ถูกลืม
แม้ผู้คนจะเดินผ่านไปมาหลายคนอาจมองด้วยหางตา แต่ไม่เคยมีผู้ใดหยิบขึ้นมา หรือแม้แต่ยื่นมือใกล้ ยกเว้นโม่เฉิน
ทันทีที่สายตาเขาัักับมัน ปานโลหิตบนแผ่นหลังพลันสั่นไหวแ่เบาราวกับมีบางสิ่งภายในวัตถุชิ้นนั้นรับรู้ถึงตัวตนของเขา
“สิ่งนี้... กำลังเรียกข้า?”
เขาทรุดกายลงนั่งยอง ๆ ข้างแผง ยื่นมือออกไปอย่างช้าๆ ก่อนจะค่อย ๆ หยิบเจดีย์ขึ้นมาพินิจ ััของมันเย็นเฉียบแม้ไม่ปรากฏคลื่นพลังปราณใด แต่ในห้วงลึกของจิตใจเขากลับรู้สึกถึงแรงะเืบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
ขณะนั้นเอง
ชายชราผู้หนึ่งที่นั่งอยู่หลังแผงซึ่งหลับตาอยู่ตลอด ก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น แม้ดวงตายังไม่ลืมแต่กลับเอ่ยวาจาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ราวกับรู้ว่าเขาจะหยิบสิ่งใดขึ้นมา
“ข้าวางมันไว้ตรงนั้นมานานนับสิบปี แต่ไม่มีใครแตะต้องมันเลยจนกระทั่งเ้ามาถึง...”
โม่เฉินไม่ตอบ เขาเพียงหยิบเหรียญทองคำปราณหนึ่งเหรียญออกมายื่นให้โดยไม่ลังเล
ชายชราหัวเราะเบา ๆเสียงแหบพร่าดังลอดลำคอ ถ้อยคำของเขาแฝงแววบางอย่างที่ยากหยั่งถึง
“เ้าจะเอาไปก็เอาไปเถิด ข้ายกให้”
“แต่จงจำไว้... หากวันหนึ่งเ้าค้นพบว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นมิใช่โชคชะตา หากแต่เป็คำสาป ก็อย่าได้โทษข้าเลย ฮ่า ฮ่าฮ่า”
โม่เฉินนิ่งเงียบ ไม่มีคำถามไม่มีคำปฏิเสธ เขาค้อมศีรษะเล็กน้อยแทนคำขอบคุณ ก่อนจะลุกขึ้นและก้าวจากไปอย่างสงบเจดีย์โบราณเล็ก ๆ ถูกเขาถือไว้ในมือขวาอย่างแแ่
เื้ัเงาอาทิตย์ตกดินทอดผ่านร่างเขาและเจดีย์เป็เส้นยาวราวกับชี้นำไปยังโชคชะตาบางสิ่งที่กำลังจะเริ่มต้น...
⛰️⛰️⛰️
ยามเย็น ณ เขตสามัญชน
ยามราตรีเริ่มคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงันแสงสุดท้ายของอาทิตย์ลับฟ้า ทิ้งไว้เพียงริ้วทองจาง ๆ บนขอบฟ้า เงาสลัวทอดยาวทาบโลกเบื้องล่างกลืนแสงสีอุ่นให้จางหายไปทีละน้อย พร้อมกับร่างของเด็กชายชุดฝึกยุทธ์สีดำตัดแดงที่เดินกลับมายังโรงเตี้ยมหยกหมอกจันทร์อย่างเงียบงัน
โรงเตี้ยมแห่งนี้ตั้งอยู่ติดเชิงเขา แม้มิได้หรูหราโอ่อ่าเช่นโรงเตี้ยมของชนชั้นสูงในใจกลางเมืองแต่กลับแฝงไว้ด้วยเสน่ห์เฉพาะตน เสน่ห์แห่งความสงบเย็นและเรียบง่าย
แสงโคมไฟล้อมกระจกหยกค่อย ๆส่องสว่างลอดผ่านม่านโปร่งบาง ซึ่งปลิวไหวแ่เบาตามแรงลมยามค่ำ เงาจันทร์สะท้อนทอดยาวบนพื้นทางเดินหินเงียบงัน ดุจบทกวีไร้ถ้อยคำ
โม่เฉินก้าวขึ้นบันไดไม้ทีละขั้นอย่างเงียบงันในมือยังคงกำเจดีย์เก้าชั้นขนาดเล็กเอาไว้แน่น แม้ััของมันจะเย็นเฉียบราวกับหยกน้ำแข็งแต่กลับคล้ายมีบางสิ่งภายในค่อย ๆ ดูดซับพลังบางอย่างจากร่างเขาทีละน้อย
เขาเดินผ่านหน้าห้องพักอื่น บางห้องยังมีเสียงพูดคุยคละเคล้าเสียงหัวเราะของศิษย์ผู้เข้าร่วมคัดเลือกบางห้องกลับเงียบสงบราวไร้เงาผู้อยู่อาศัย กระทั่งเขาหยุดยืนที่หน้าห้องของตนเองห้องเรียบง่ายบนชั้นสอง ฝั่งตะวันออกของโรงเตี้ยมซึ่งแสงจันทร์มักสาดถึงก่อนทุกห้อง
เสียงประตูไม้แ่เบาเมื่อถูกเปิดออก ภายในห้องมีเพียงแสงจันทร์นวลที่ลอดผ่านหน้าต่างวงกลมบานหน้าต่างนั้นฝังหยกขาวเจือเขียวอ่อน แสงจันทร์สะท้อนผ่านผิวหยกสร้างเงาซ้อนบนพื้นไม้เป็ลวดลายคล้ายม่านหมอก
โม่เฉินทอดสายตามองเงานั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับตนเองเสียงเบา
“คืนนี้... สงบนัก”
เขาวางสัมภาระลงข้างเตียง ก่อนจะเดินไปนั่งขัดสมาธิที่โต๊ะไม้ริมหน้าต่างพร้อมวางเจดีย์โบราณลงตรงหน้า บรรยากาศเงียบงัน ไม่มีสิ่งใดตอบสนอง แต่ในยามนี้โม่เฉินรู้สึกได้อย่างชัดเจน พลังบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใน
“ของสิ่งนี้? ดูแปลกพิกล... แต่กลับมีกลิ่นอายเช่นเดียวกับข้า หรือมันจะเป็วัตถุมาร!?”
เขายื่นมือออกไปอย่างระวัง ปลายนิ้วแตะเบาๆ บนยอดเจดีย์
ทันใดนั้น!
ปานโลหิตบนแผ่นหลังสั่นไหวอย่างรุนแรง สติของเขาถูกกระชากเข้าสู่ความว่างเปล่าแสงสีแดงฉานแวบวาบภายในห้วงจิต ขณะที่เสียงหนึ่งดังกึกก้องภายในจิติญญา
“ผู้สืบทอดเจตจำนงแห่งมารฟ้า”
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่มิใช่ในห้องพักของตนเบื้องหน้าคือความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งแสงและเงา มีเพียงเสียงลมหายใจของเขาและแรงดึงดูดอันไร้รูปทรงจากเบื้องลึกของิญญา
“สถานที่แห่งนี้ คือที่ใดกันแน่?”
เขาเหม่อมองไปยังความหว่างเปล่าเบื้องหน้าความรู้สึกสับสน ความไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เขาจำได้เพียงว่าเขาได้เอื้อมมือไปแตะเจดีย์โบราณแค่เพียงปลายนิ้ว ก่อนจะมาโผล่ในสถานที่ที่มีแต่ความว่างเปล่ามืดดำสนิท