ห้วงฝันอันยาวไกล เสียงเรียกปะปนกับเสียงร่ำไห้ดังเข้าสู่โสตประสาทของคนที่นอนหลับอยู่ ภาพจำในสำนึกยังคงติดอยู่แค่เื่หนังจีนเื่นั้น เื่ที่มีสตรีผู้หนึ่งเทผงสีขาวลงไปในกาน้ำ...ผงสีขาวนั้นคืออะไร เหตุใดจึงทำให้นางแสบร้าวไปถึงลำคอทั้งๆ ที่มิได้เป็ผู้ดื่มมัน “อะ อือ”
เสี่ยวจวงชะโงกหน้าขึ้นไปมองคุณหนูบนเตียง ‘เมื่อครู่นี้นางได้ยินเสียงครางใช่หรือไม่?’ “คุณหนู!”
‘อีกแล้ว’ เสียงเรียกว่าคุณหนูดังอยู่ใกล้หูเหลือเกิน จะเป็อะไรไหมถ้าหาก...นางจะนอนหลับไปทั้งอย่างนั้นแล้วแสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน แต่แรงเขย่าตรง่แขนนี่สิ มันอะไรนักหนา! “เฮือก!!แฮ่กๆๆ” ร่างกายเล็กบางผุดลุกนั่งพร้อมกับจับไปยังลำคอของตนเอง สองตากลมมองเสื้อผ้าบางเบาสีม่วง? ก่อนจะเลื่อนมือของตนขึ้นมาลูบ่ขา “ชุดแบบนี้ ไม่เคยซื้อมาใส่นะ” ในความงุนงงสับสนนั้น สมองสั่งการให้ต้องเลื่อนสายตาไปมองรอบตัว แล้วภาพที่เห็นกลับทำให้ต้องอ้าปากค้าง °∆° ‘ทำไมทุกคนใส่ชุดเหมือนอยู่ในหนังจีนกำลังภายใน?’ ดอกเหมย…ตื่นเดี๋ยวนี้!
“คุณหนู ฮือๆ บ่าวดีใจเหลือเกินที่คุณหนูฟื้นแล้ว เมื่อครู่บ่าวใมากนะเ้าคะ ยามนี้คุณหนูเจ็บตรงไหนหรือไม่” เสี่ยวจวงลูบคลำร่างกายคุณหนูของตนเองอย่างเป็ห่วง แต่นอกจากการส่ายหน้ากลับมาให้แล้ว คุณหนูของนางไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก นอกจากนายท่านโหยวจะเรียกทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ ออกไปพบกันอีกครั้งในห้องโถง
การพูดคุยสนทนากันอย่างเคร่งเครียดในนี้ผู้ถูกเรียกว่าเฉินลี่หลินมาตลอดยังคงนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา แต่ยังจับใจความได้ว่า จะให้นางหมั้นหมายกับบุรุษรูปงามที่มองนางอย่างเกลียดชังอยู่ตรงกันข้าม
“ว่าอย่างไรคุณหนูเฉิน เ้ายินดีที่จะหมั้นหมายกับซานซุน บุตรชายของลุงหรือไม่” ผู้าุโที่สุดอย่างโหยวต่วน ตัดสินใจด้วยตนเอง แม้บุตรชายจะแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย
ดอกเหมยผู้คิดว่าตนอยู่ในห้วงฝัน กับคำเรียกนามคุณหนูเฉินและมองแค่นาง นั่นหมายความว่าอีกฝ่าย้าคำตอบ แต่ที่ยังไม่เข้าใจคือเหตุใดต้องเสนอให้หมั้นหมาย “คือ ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดต้องหมั้น” ใจจริงอยากจะถามว่านางผู้แสดงเป็คุณหนูเฉินนี้ กำลังอยู่ที่ไหนเสียมากกว่า มันก็ยังติดอยู่ที่ว่านางไม่มีโอกาสได้ถามใครเลย
“เพราะซานซุนอุ้มเ้า ในตอนที่เ้าหมดสติไปเมื่อครู่ ซานซุนควรรับผิดชอบ เอาเถอะเื่ใหญ่เช่นนี้เอาไว้ลุงจะไปหารือกับบิดาของเ้าด้วยตนเองคงจะดีกว่า”
จากคำอธิบายนั้น ตัวนางที่มิใช่เ้าของร่างถึงกับใ คำที่ออกมาจากปากจึงกลายเป็คำปฏิเสธ “ไม่เ้าค่ะ ท่านลุงบอกว่าเมื่อครู่ข้าหมดสติและซานซุนมาอุ้มข้า ก็เป็เพียงการช่วยเหลือผู้ป่วยเท่านั้น หาได้ต้องให้มารับผิดชอบข้าไม่ อย่างที่ท่านลุงว่า เื่นี้ควรต้องไปบอกกับท่านพ่อ ซึ่งข้าจะเป็ผู้ไปบอกเองว่าข้าบังเอิญมาอยู่ที่นี่และยังมิมีสิ่งใดเกิดขึ้น” ภาษาจีนถูกเปล่งออกไปยาวเหยียดตามจิตใต้สำนึกของนางจนนึกแปลกใจ ‘เอาเป็ว่า…การที่นางมาอยู่ในร่างนี้ แม้จะเป็ความฝัน แต่นางก็เริ่มมองเห็นเค้าลางแห่งความวุ่นวายเสียแล้ว’
โหยวซานซุนมองสตรีหน้านวลในชุดสีม่วงอ่อนอย่างสงสัย ก่อนหน้านี้นางตามติดเขามาเกือบสามปี เื่ราวของนางเล่าลือไปทั่วเมืองหลวงว่านางหลงรักเขาหัวปักหัวปำ แต่ทำไมเมื่อโอกาสมากองอยู่ตรงหน้า นางถึงปฏิเสธเล่า ‘เขาไม่เข้าใจเฉินลี่หลิน?’ “เช่นนั้นเราก็เอาตามที่นางว่าเถิดขอรับท่านพ่อ อีกอย่างคือข้ามิได้อยากล่วงเกินสิ่งใดกับสตรีเช่นคุณหนูเฉินแม้เพียงนิด ที่อุ้มนางเช่นนั้นเพราะจำเป็ ข้าหาได้เต็มใจจะทำไม่ ห้องนี้หรือข้าก็ไม่คิดที่จะกลับมานอนอีก อาจง ไปสั่งให้บ่าวชายมาย้ายของใช้ของข้าออกไปที่ห้องอื่นด้วย ส่วนห้องนี้ก็ให้เป็ห้องเก็บของไป”
ผู้ถูกเรียกว่าคุณหนูเฉินหรี่ตามองบุรุษผู้นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม อีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้นั่นหมายความว่าเขาน่าจะเกลียดนางมาก มากจนไม่อยากแตะต้อง ห้องนี้กับบ้านนี้รึ…ก็คงจะเป็ของเขา ‘แต่แล้วใครสนใจ ในเมื่อมันเป็เพียงความฝัน เขาเกลียดนาง ใยนางจะเกลียดเขาบ้างไม่ได้’ ในความมึนงงนั้น ใจอยากจะตื่นจากฝันเสียที แต่จนแล้วจนรอด หลังจากที่สองบุรุษพูดจาตอบโต้กันไปมา นางจึงตัดสินใจเอ่ยแทรกกลางปล้อง “ข้าอยากออกไปจากที่นี่”
เสี่ยวจวงมิได้ห้ามปรามความ้าของคุณหนู นางจับแขนเล็กนั้นคล้ายกับช่วยพยุง ราวกับว่านาง้าพาคุณหนูของตนเองออกไปไกลๆ จากสถานการณ์ที่น่ารังเกียจเช่นนี้เหมือนกัน แม้จะแปลกใจที่คุณหนูของนางไม่้าหมั้นหมาย ‘แต่แล้วอย่างไร หากย้อนคิดไปถึงคำท้าทายของคุณหนูสกุลหวัง การที่นายท่านโหยวยื่นข้อเสนอให้หมั้นหมาย ก็มิเท่ากับว่าคุณหนูของนางก็ชนะแล้วหรอกรึ’ บทสรุปสุดท้าย จะหมั้นหรือไม่หมั้น คุณหนูของนางก็ชนะไปแล้ว “กลับไปพักผ่อนที่จวนสกุลเฉินกันดีกว่านะเ้าคะ”
“อืม” มือบางจับแขนสตรีที่เรียกตนว่าคุณหนูเพื่อลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินผ่านทุกคนในที่นั้นไปโดยมิสนใจจะคำนับหรือเอ่ยทักผู้ใดเลย
คล้อยหลังเฉินลี่หลินเดินจากไป หวังซินเจียเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันให้กับความหยิ่งยโสนั้น พร้อมกับก้มหน้าลงต่ำ ‘คำว่าหมั้นหมายตอกย้ำชัดเจนว่าชัยชนะเกินครึ่งนั้นเป็ของใคร หึ’ “พี่ซานซุน ข้าขอตัวกลับก่อนนะเ้าคะ”
โหยวซานซุนละสายตาจากสตรีร่างเล็กในชุดสีม่วงแล้วหันกลับมามองสตรีชุดสีชมพูผู้อ่อนหวานแต่พวงแก้มของนางยังคงบวมเป่ง “อยู่ทานสำรับกลางวันกับพี่ก่อนแล้วค่อยกลับดีหรือไม่”
ในความกระหยิ่มยิ้มย่องของหวังซินเจีย แต่การแสดงออกของนางกลับตรงกันข้าม “คงไม่เหมาะเ้าค่ะ ที่จริงแล้ววันนี้ข้ามาเพราะพี่ใหญ่สั่งให้ข้ามาบอกท่านว่าวันมะรืนนี้ เหล่าสหายร่วมรุ่นในสำนักศึกษาจะไปร่ำสุรากันที่หอสุ่ยเซียน” ทำหน้าเศร้า “แต่บังเอิญเกิดเื่ขึ้นเสียก่อน”
“เช่นนั้นหรือ น่าสงสารเ้านัก เช่นนั้นเ้ากลับจวนไปพักก่อนเถิด” ลูบผมสลวยของสตรีหน้าหวานอย่างนึกสงสาร ก่อนจะมองเลยไปยังบิดาที่ยังทำหน้าเครียด เมื่อคุณหนูสกุลหวังและสาวใช้เดินออกไปแล้ว เขาจึงเดินตามบิดาไปอีกทางด้วยความวิตก เื่ราวในวันนี้หากจะกล่าวว่ามีผู้ใดผิดก็คงจะเป็สตรีสกุลเฉิน เฉินลี่หลิน!!
ศาลานอกเรือน
โหยวต่วนเหม่อมองสภาพภายในจวนที่กำลังเริ่มปรับปรุงไปทีละนิดของบุตรชาย เื่หน้าที่การงานกำลังประสบความสำเร็จ เชิดหน้าชูตาสกุลดั้งเดิมที่มาจากต่างแคว้นในฐานะพ่อค้าได้เป็อย่างดี ยามนี้ได้เป็หนึ่งในเลขาส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ ไม่แน่ว่าการมอบสมรสพระราชทานจะต้องเกิดขึ้นหากบุตรชายพึงใจสตรีสกุลใด หรือฮ่องเต้อาจทรงพระราชทานมาให้โดยมิมีทางเลือก แน่นอนว่าสตรีที่เหมาะสมย่อมเป็สตรีเพียบพร้อมทั้งชื่อสกุล อำนาจ บารมี มิเหมือนอย่างเฉินลี่หลินและหวังซินเจียที่ออกมาวิ่งไล่ตามบุรุษ “พ่อรู้ว่าเ้ามิได้พึงใจคุณหนูสกุลเฉิน แต่ถึงอย่างนั้นใน่นี้พ่ออยากให้เ้าแสดงความมีน้ำใจ แวะไปเยี่ยมเยียนหานางที่จวนบ้าง” แต่ก็นั่นล่ะถ้าในสองสกุลนี้ บุตรชายของเขาจำใจต้องเลือกหรือให้ทำดีด้วย ไม่พ้นคงเป็เฉินลี่หลิน บุตรสาวของรองแม่ทัพเฉินที่มีอำนาจมากกว่า ‘เสียดายที่วันนี้มันมีบางอย่างพลาดไป หนึ่งเื่ที่พลาดคงเป็เื่ที่เฉินลี่หลินไม่รับโอกาสหมั้นหมายกับโหยวซานซุน’ ช่างน่าเสียดายจริงๆ