ตอนที่ 2 สู่พูลวิลล่าหัวหิน
เช้าตรู่วันศุกร์ที่ควรจะสดใส ทว่าบรรยากาศรอบตัวของผมกลับดูอึมครึมและหนักอึ้งราวกับมีพายุฝนกำลังก่อตัวอยู่ในใจ ผมตื่นขึ้นมาด้วยสภาพตาโหลคล้ำจากการนอนไม่หลับทั้งคืน สมองของผมมันเอาแต่วนเวียนนึกถึงเหตุการณ์ในห้องทำงานของผู้จัดการฝ่ายเมื่อ่บ่ายวานนี้ น้ำเสียงทุ้มกระเส่าและััอุ่นๆ จากปลายนิ้วของคุณรสรินที่ลากไล้ผ่านปกเสื้อเชิ้ตลงมาถึงหน้าอกของผม มันยังคงตราตรึงอยู่ในทุกอณูความรู้สึก ทั้งกลิ่นน้ำหอมดอกกุหลาบผสมไม้กฤษณาที่หรูหรายังคงลอยวนเวียนแตะจมูกทุกครั้งที่ผมหลับตาลง คำพูดทิ้งท้ายของเธอที่บอกว่าจะ "ลงโทษเป็การส่วนตัวที่พูลวิลล่าหัวหิน" เปรียบเสมือนบ่วงบาศที่รัดคอผมให้หายใจไม่ออก สลับกับความรู้สึกตื่นเต้นวาบหวิวที่แล่นปราดไปทั่วช่องท้องจนผมต้องนอนพลิกตัวไปมาตลอดทั้งคืน
ผมลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กสีเทาของตัวเองมาถึงจุดนัดพบที่หน้าอาคารสำนักงานใหญ่ในเวลาหกโมงเช้าตรง รถตู้ปรับอากาศระดับวีไอพีสองคันจอดรออยู่แล้วพร้อมกับเพื่อนร่วมงานจากแผนกจัดซื้อและฝ่ายบริหารที่ทยอยเดินทางกันมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เสียงพูดคุยหัวเราะร่วนดังเซ็งแซ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักตื่นเต้นกับทริปสัมมนาประจำปีที่ทุกคนตั้งตารอคอย ทว่าผมกลับยืนห่อไหล่ ก้มหน้ามองปลายรองเท้าผ้าใบของตัวเองด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและหวั่นวิตก
"อ้าว! น้องตงคนเก่ง ทำไมทำหน้าอมทุกข์เป็หมาหงอยแบบนั้นล่ะจ๊ะ?" เสียงใสๆ ของพี่ฝ้าย หัวหน้าโครงการสาววัยยี่สิบเจ็ดปีดังขึ้นพร้อมกับฝ่ามือที่ฟาดเบาๆ ลงบนบ่าของผมอย่างแรงจนผมสะดุ้งสุดตัว พี่ฝ้ายอยู่ในชุดเดรสสายเดี่ยวสีฟ้าอ่อนลายดอกไม้ดูน่ารักสดใส เธอชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จนผมต้องผงะถอยหลัง "หรือว่าแอบคิดถึงสาวที่ไหนจนนอนไม่หลับล่ะเนี่ย ตาโหลเชียว พรีเซนต์งานก็ไม่มีนี่นา หรืองานเข้าจนหน้าซีดไปหมดแล้ว?"
"ปะ...เปล่าครับพี่ฝ้าย ผมแค่ตื่นเต้นนิดหน่อย ก็นี่มันทริปแรกของผมนี่ครับ" ผมตอบตะกุกตะกัก พยายามฝืนยิ้มแห้งๆ หลบสายตาจับผิดของรุ่นพี่สาว ขืนบอกไปว่าผมกำลังกลัวบทลงโทษของคุณรสริน มีหวังได้กลายเป็ขี้ปากให้ทั้งแผนกเอาไปเมาท์กันสนุกปากแน่ๆ
"แหม... ตื่นเต้นก็ดีแล้ว ไปทะเลทั้งทีก็ต้องสนุกให้เต็มที่สิ... เอ๊ะ! นั่นไง คุณรสมาแล้ว!" พี่ฝ้ายชะงักคำพูดและชี้มือไปยังรถยนต์คันหรูสีดำสนิทที่เพิ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาท
หัวใจของผมกระตุกวูบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที ผมเงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของพี่ฝ้าย ร่างระหงของคุณรสรินก้าวลงมาจากรถตู้ส่วนตัวพร้อมกับคนขับรถที่รีบวิ่งไปเปิดประตูให้ เธอก้าวลงมาด้วยท่วงท่าสง่างามดุจนางพญาเช่นเคย ทว่าวันนี้การแต่งกายของเธอแตกต่างไปจากภาพลักษณ์ผู้จัดการฝ่ายจอมเ้าระเบียบในชุดทำงานอย่างสิ้นเชิง เธออยู่ในชุดเดินทางกึ่งลำลองแต่หรูหราสะกดทุกสายตา เสื้อยืดแบรนด์เนมเข้ารูปสีขาวเนื้อผ้าบางเบาจนมองเห็นขอบเสื้อชั้นในสีเข้มรำไร สวมทับด้วยเสื้อคลุมคาร์ดิแกนสีเบจ กางเกงสแลกสีครีมเอวสูงที่เน้นให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าของสะโพกผายและเรียวขายาวสวยอย่างชัดเจน สวมแว่นตากันแดดแบรนด์ดังสีชาที่ปกปิดดวงตาคมกริบเอาไว้ ทว่าออร่าความสวยเฉียบและเสน่ห์เย้ายวนของหญิงสาววัยสี่สิบห้าปียังคงแผ่กระจายออกมาจนผู้ชายทั้งแผนกแทบจะหยุดหายใจ
คุณรสรินยืนพูดคุยกับผู้บริหารท่านอื่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะปรายสายตาหันมาทางกลุ่มของพวกเรา แว่นตากันแดดสีชาบดบังสายตาของเธอ แต่ผมรู้สึกลึกๆ ในใจว่าเธอกำลังมองตรงมาที่ผมเพียงคนเดียว ริมฝีปากอิ่มสวยที่เคลือบด้วยลิปสติกสีส้มพีชเหยียดยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมายลึกลับที่รู้กันเพียงแค่เราสองคน ก่อนที่เธอจะหันกลับไปและเดินขึ้นรถตู้คันแรกซึ่งเป็คันของระดับผู้บริหาร
"ฮู่ว... คุณรสแต่งตัวลุคนี้แล้วสวยแซ่บชะมัดเลยแก ขนาดฉันเป็ผู้หญิงด้วยกันยังใจสั่นเลย" พี่ฝ้ายหันไปกระซิบกระซาบกับเพื่อนพนักงานหญิงคนอื่น ในขณะที่ผมได้แต่ก้มหน้าลงต่ำ พยายามซ่อนใบหน้าที่เริ่มร้อนผ่าวและแดงก่ำของตัวเอง หัวใจของผมเต้นระรัวแรงจนเจ็บหน้าอก ความหวาดกลัวผสมปนเปกับความปรารถนาลึกๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในสัญชาตญาณดิบของเด็กหนุ่มเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
ระหว่างการเดินทางบนรถตู้คันที่สอง ผมเลือกที่นั่งริมหน้าต่างแถวหลังสุด จ้องมองวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทว่าภาพที่สะท้อนอยู่ในหัวสมองกลับมีเพียงรอยยิ้มมุมปากและคำพูดกระซิบพร่าของคุณรสริน ผมพยายามหลับตาลงเพื่อพักผ่อน แต่กลิ่นหอมกุหลาบผสมไม้กฤษณาก็ยังคงลอยวนเวียนอยู่ในจินตนาการ ผมลอบถอนหายใจยาวๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ว้าวุ่นใจจนไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้เลย ตลอดระยะเวลาสามชั่วโมงกว่าบนรถ ผมทำได้เพียงนั่งตัวเกร็งและลอบสังเกตความเคลื่อนไหวของรถตู้คันหน้าอย่างหวาดๆ ราวกับลูกแกะที่รู้ตัวว่ากำลังถูกพญาเสือสาวต้อนเข้าสู่กรงเล็บ
ในที่สุด ขบวนรถตู้ก็แล่นเข้าสู่เขตของ "วิลล่าสายลม" พูลวิลล่าหรูหราส่วนตัวระดับห้าดาวที่ตั้งอยู่ริมชายหาดหัวหิน เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งและสายลมทะเลที่พัดผ่านนำพากลิ่นอายความเค็มจางๆ มาปะทะใบหน้า บรรยากาศของที่นี่เงียบสงบและเป็ส่วนตัวอย่างยิ่ง ตัววิลล่าถูกแบ่งออกเป็หลังย่อยๆ แทรกตัวอยู่ท่ามกลางสวนป่าเขตร้อนที่ร่มรื่น สระว่ายน้ำส่วนกลางขนาดใหญ่ทอดยาวขนานไปกับแนวชายหาดทรายสีขาวสะอาดตา
ทุกคนลงจากรถและยืดเส้นยืดสายด้วยความตื่นเต้น พนักงานของรีสอร์ทรีบเข้ามาต้อนรับพร้อมกับเสิร์ฟเครื่องดื่มเย็นๆ พี่ฝ้ายในฐานะหัวหน้าโครงการรับหน้าที่เป็ผู้จัดการเื่ห้องพัก เธอหยิบซองคีย์การ์ดปึกใหญ่ออกมาแจกจ่ายให้กับทุกคน
"เอาล่ะทุกคน ฟังทางนี้นะคะ! เราจะแบ่งห้องพักตามที่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้า ส่วนผู้บริหารทุกท่านจะได้พักในวิลล่าส่วนตัวระดับวีไอพีที่อยู่โซนหน้าหาดนะคะ" พี่ฝ้ายประกาศเสียงใส ก่อนจะหันมาทางผมที่ยืนอยู่ด้านหลังกลุ่ม "น้องตง! มานี่หน่อยจ้ะ วันนี้หน้าที่ของตงคือคอยช่วยเหลือเื่สัมภาระและอำนวยความสะดวกให้ผู้บริหารนะ โดยเฉพาะกระเป๋าใบใหญ่ของคุณรสริน แกช่วยยกไปส่งที่วิลล่าของคุณรสด้วยล่ะ วิลล่าเบอร์ 01 หลังใหญ่สุดที่ติดหาดนั่นแหละ"
"ครับพี่ฝ้าย..." ผมรับคำเสียงอ่อยๆ เดินเข้าไปรับคีย์การ์ดวิลล่าเบอร์ 01 มาถือไว้ในมือด้วยความรู้สึกหนักอึ้งราวกับถือะเิเวลา
"ตง..." น้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านหลัง ผมสะดุ้งเฮือก รีบหันกลับไปมองก็พบว่าคุณรสรินกำลังยืนกอดอกมองผมอยู่ เธอถอดแว่นตากันแดดออกแล้ว เผยให้เห็นดวงตาคมกริบสีนิลที่จ้องมองมายังผมอย่างพินิจพิเคราะห์ "เดี๋ยวยกกระเป๋าตามเข้าไปส่งที่วิลล่าของฉันด้วยนะ แล้วช่วยจัดของเข้าที่ให้เรียบร้อยก่อนค่อยไปพักผ่อน... ฉันมีเื่จะคุยด้วยนิดหน่อย"
คำสั่งที่ฟังดูเหมือนการไหว้วานทั่วไปสำหรับพนักงานคนอื่นๆ แต่สำหรับผม มันคือประกาศิตที่ไม่อาจขัดขืนได้ เพื่อนร่วมงานรอบข้างไม่ได้เอะใจอะไร ทุกคนคิดว่าผมแค่ทำหน้าที่ซัพพอร์ตตามปกติ แต่หัวใจของผมกลับเต้นตูมตามกระแทกซี่โครงจนเจ็บไปหมด ผมรู้ดีว่านี่คือการเชิญตัวเข้าสู่แดนลงโทษอย่างเป็ทางการ
"คะ...ครับคุณรส ผมจะรีบจัดการให้เรียบร้อยครับ" ผมก้มหน้าตอบรับอย่างขลาดกลัว ก่อนจะเดินไปคว้าหูหิ้วกระเป๋าเดินทางหนังแท้ใบโตสีดำสนิทของคุณรสรินที่พนักงานยกมารอไว้ มันหนักเอาการ แต่ความหนักของกระเป๋ายังเทียบไม่ได้กับความหนักอึ้งในใจของผมเลยแม้แต่นิดเดียว
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าแล้วลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เดินตามหลังร่างระหงของคุณรสรินที่เดินนำหน้าไปตามทางเดินแผ่นหินที่ปูลาดผ่านสวนไม้ประดับร่มรื่นมุ่งหน้าสู่วิลล่าเบอร์ 01 วิลล่าหลังนี้ตั้งอยู่แยกตัวออกไปจากหลังอื่นๆ อย่างชัดเจน มีความเป็ส่วนตัวสูงมาก ด้านหน้าหันรับลมทะเลโดยไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในวิลล่า ความหรูหราและกว้างขวางก็ปรากฏแก่สายตา พื้นไม้สักขัดมันวับรับกับเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก เตียงนอนขนาดคิงไซส์หนานุ่มตั้งอยู่กลางห้องหันหน้าออกสู่กระจกใสบานใหญ่ที่มองเห็นวิวทะเลกว้างไกล ประตูบานเลื่อนกระจกถูกปิดสนิท ตัดขาดเสียงคลื่นและเสียงพูดคุยของคนอื่นๆ ภายนอกออกไปจนหมดสิ้น ภายในห้องหลงเหลือเพียงความเงียบสงบ เสียงแอร์เย็นฉ่ำที่ทำงานแ่เบา และกลิ่นน้ำหอมหรูอุ่นๆ ผสมกลิ่นอายทะเลจางๆ จากร่างกายของคุณรสรินที่อบอวลไปทั่วทั้งพื้นที่ปิดแห่งนี้
คุณรสรินเดินไปหยุดอยู่กลางห้อง เธอถอดแว่นตากันแดดวางลงบนโต๊ะกระจกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอื้อมมือไปปลดกระดุมเสื้อคาร์ดิแกนตัวนอกออกแล้วโยนพาดไว้บนพนักเก้าอี้ เผยให้เห็นเสื้อยืดสีขาวเนื้อบางที่แนบชิดไปกับทรวดทรงองค์เอวคอดกิ่วและหน้าอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงช้าๆ ตามจังหวะการหายใจ ความร้อนจากอากาศภายนอกทำให้เธอมีเหงื่อซึมตามไรผมเล็กน้อย เธอยกมือขึ้นเสยผมที่ปรกหน้าผากลวกๆ เผยให้เห็นลำคอระหงขาวเนียนและเนินอกสล้างที่เย้ายวนจนผมต้องรีบเบือนหน้าหนีด้วยความขวยเขินและประหม่าจัด
"เอากระเป๋าไปวางตรงมุมแต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้าเลยตง" เธอสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทรุดตัวลงนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้พักผ่อนตัวยาวที่บุด้วยกำมะหยี่สีแดงเข้ม "แล้วก็เปิดกระเป๋า เอาเสื้อผ้าของฉันออกมาแขวนในตู้ให้เรียบร้อยด้วย ฉันเหนื่อยจากการนั่งรถ อยากจะพักสายตาสักหน่อย"
"ครับคุณรส" ผมตอบรับเสียงสั่น พยายามควบคุมอาการมือไม้สั่นของตัวเองขณะที่ลากกระเป๋าไปวางบนม้านั่งบุนวมตรงหน้าตู้เสื้อผ้าไม้สักบานใหญ่
ผมค่อยๆ รูดซิปกระเป๋าเดินทางออกอย่างระมัดระวัง หัวใจเต้นโครมครามจนหูอื้อไปหมด เมื่อฝากระเป๋าเปิดออก เผยให้เห็นข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของคุณรสรินที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบ มีทั้งชุดเดรสหรูหราสำหรับงานเลี้ยง ชุดลำลอง ชุดว่ายน้ำวันพีซเว้าหลังลึกสีดำสนิทที่แค่เห็นก็ทำให้ผมกลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างยากลำบาก และที่ทำให้สติของผมกระเจิดกระเจิงที่สุดคือ... มุมเล็กๆ มุมหนึ่งที่มีชุดนอนกระโปรงผ้าซาตินสายเดี่ยวบางเบาพลิ้วไหวสีแดงสดและสีดำขลับพับซ้อนกันอยู่ เนื้อผ้ามันวาวลื่นมือและบางเฉียบจนแทบจะมองทะลุได้
มือของผมสั่นระริกยามที่ต้องเอื้อมไปัักับเสื้อผ้าส่วนตัวเ่าั้ กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเธอฝังลึกอยู่ในทุกอณูเนื้อผ้า ผมหยิบชุดเดรสออกมาแขวนทีละชุดอย่างเชื่องช้า เกร็งจนแทบไม่กล้าหายใจแรง กลัวว่าเสียงลมหายใจฟืดฟาดของตัวเองจะไปรบกวนเ้านายสาวที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่
"จัดของให้มันไวๆ หน่อยสิตง มัวแต่ยืดยาดแบบนี้ เมื่อไหร่จะเสร็จ?" เสียงทุ้มดุของคุณรสรินดังขัดขึ้นมา ทำเอาผมสะดุ้งเฮือกจนทำไม้แขวนเสื้อหลุดมือหล่นกระแทกพื้นตู้เสื้อผ้าเสียงดัง *ตึก!*
"ขะ...ขอโทษครับคุณรส ผมจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้ครับ!" ผมละล่ำละลักบอก รีบก้มลงเก็บไม้แขวนเสื้อขึ้นมาด้วยความลุกลน มือไม้พันกันมั่วไปหมดจนดูเก้ๆ กังๆ
คุณรสรินเฝ้ามองท่าทีขลาดเขินประหม่าและซุ่มซ่ามของผมด้วยสายตาเย้าแหย่และพึงพอใจลึกๆ มุมปากของเธอหยักขึ้นเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์ เธอไม่ได้หลับตาพักผ่อนอย่างที่บอก แต่กลับนั่งรินน้ำแร่จากขวดแก้วใส่แก้วทรงสูง แล้วยกขึ้นจิบช้าๆ สายตาคมกริบยังคงจับจ้องมาที่แผ่นหลังของผมอย่างไม่คลาดสายตา
"เด็กผู้ชายวัยยี่สิบสี่อย่างตง... ไม่เคยจัดเสื้อผ้าให้ผู้หญิงเลยรึไง? ถึงได้จับชุดนอนฉันซะเกร็งขนาดนั้น ระวังเล็บจะเกี่ยวผ้าขาดซะก่อนล่ะ" เธอกล่าวหยอกล้อด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะที่แฝงไปด้วยความเร้าอารมณ์
ใบหน้าของผมร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีจนแดงก่ำไปถึงใบหู "ผะ...ผมไม่เคยมีแฟนครับคุณรส ผมเลยไม่ค่อยชินกับการจับต้องของใช้ส่วนตัวของผู้หญิงแบบนี้..." ผมสารภาพออกไปตามตรง ก้มหน้าจัดของหลบสายตาคมคู่นั้น ทว่าหางตาของผมกลับทรยศ มันคอยแต่จะลอบมองภาพเงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่หน้าตู้เสื้อผ้า เป็ภาพสะท้อนของคุณรสรินที่กำลังนั่งไขว่ห้างอวดเรียวขาขาวผ่องและสะโพกกลมกลึงใต้กางเกงสแลกเนื้อดี ยามที่เธอขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง เสื้อยืดสีขาวก็รั้งตึงจนเห็นทรวดทรงอวบอิ่มชัดเจนยิ่งขึ้น ภาพนั้นทำให้แก่นกายของผมเริ่มตื่นตัวและปวดหนึบขึ้นมาภายใต้กางเกงผ้าสแลก ผมต้องพยายามหนีบต้นขาเกร็งเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ความ้าที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างผิดเวล่ำเวลา
บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันเบาๆ และเสียงลมหายใจที่เริ่มหอบกระเส่าของผมเอง ผมใช้เวลาอยู่นานนับสิบนาทีกว่าจะจัดการแขวนเสื้อผ้าและจัดวางข้าวของเครื่องใช้ของคุณรสรินจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย เมื่อปิดหน้าต่างตู้เสื้อผ้าลง ผมก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างโล่งอกราวกับเพิ่งยกูเาออกจากอก
"เรียบร้อยแล้วครับคุณรส... ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวออกไปสมทบกับพวกพี่ฝ้ายข้างนอกก่อนนะครับ" ผมเอ่ยบอกโดยที่สายตายังคงมองต่ำ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเธอตรงๆ ผมรีบหมุนตัวเตรียมจะก้าวเดินออกจากมุมแต่งตัวแคบๆ แห่งนี้ให้เร็วที่สุด
ทว่า... ร่างระหงของคุณรสรินกลับลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้พักผ่อนั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เธอก้าวเข้ามายืนดักหน้าทางออกเอาไว้เงียบๆ ปิดกั้นเส้นทางหนีของผมจนมิด ระยะห่างระหว่างเราสองคนลดลงกระชั้นชิดจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ
ผมเบิกตากว้างด้วยความใ รีบชะงักเท้าจนแทบหัวทิ่ม แผ่นหลังของผมชนเข้ากับบานประตูตู้เสื้อผ้าจนไร้ทางถอย กลิ่นกายหอมหวานยั่วยวนและกลิ่นแป้งอ่อนๆ จากตัวของคุณรสรินลอยมาเตะจมูกอย่างรุนแรง มันกระตุ้นสัญชาตญาณความดิบเถื่อนในกายหนุ่มของผมจนตัวตนเบื้องล่างสั่นสะท้านและพองขยายจนดันเป้ากางเกงออกมาอย่างปิดไม่มิด
คุณรสรินขยับก้าวเข้ามาใกล้อีกนิดจนปลายเท้าของเราแทบจะชนกัน เธอช้อนสายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ยั่วยวนขึ้นมองสบประสานกับดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกของผม มือเรียวสวยที่ทาเล็บสีส้มพีชค่อยๆ ยื่นมาแตะที่ปลายคางของผมอย่างแ่เบา ััอุ่นๆ จากปลายนิ้วของเธอทำเอาขนอ่อนทั่วสรรพางค์กายของผมลุกซู่ เธอออกแรงดันปลายคางของผมเบาๆ บังคับให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอโดยตรง
ดวงตาของเธอในยามนี้ไม่มีแววของความล้อเล่นอีกต่อไป มันลึกล้ำ ดุดัน และเต็มไปด้วยประกายแห่งความ้าที่ลุกโชน ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดจมูกและริมฝีปากของผมจนผมรู้สึกวิงเวียนคล้ายจะหน้ามืด สมองขาวโพลนไปหมด ไม่สามารถคิดหาคำพูดใดๆ ออกมาได้เลย
"จัดของเสร็จแล้วก็ดี..." เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงกระเส่าเบาหวิวติดแหบพร่า ทว่าเต็มไปด้วยอำนาจและคำสั่งที่เด็ดขาด "แต่อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้เมื่อวานล่ะตง..."
มืออีกข้างของเธอเลื่อนขึ้นมาวางทาบลงบนหน้าอกข้างซ้ายของผม ตรงตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นโครมครามราวกับรัวกลองรบ เธอออกแรงกดฝ่ามือลงมาเบาๆ ััได้ถึงจังหวะการเต้นที่บ้าคลั่งของผม
"คืนนี้... หลังจากทุกคนกลับเข้าห้องพักกันหมดแล้ว... เอาเอกสารสรุปงบประมาณทริปของวันพรุ่งนี้มาให้ฉันที่นี่..." คุณรสรินขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากอิ่มสวยของเธอแทบจะเฉียดกับริมฝีปากของผม "ห้ามช้าแม้แต่นาทีเดียว... และเตรียมตัวรับโทษแรกของเธอได้เลย เด็กดื้อ"
กล่าวจบ คุณรสรินก็ผละตัวออกห่างช้าๆ รอยยิ้มมุมปากอย่างมีชัยปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยเฉียบ เธอหมุนตัวเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้พักผ่อนตามเดิม ปล่อยให้ผมยืนนิ่งอึ้งเป็รูปปั้นหินอยู่ตรงหน้าตู้เสื้อผ้า
"ไปได้แล้ว อย่าให้ฉันต้องรอนานในคืนนี้ล่ะ" เธอเอ่ยไล่เสียงเรียบ หยิบแว่นตากันแดดขึ้นมาสวมปิดบังดวงตาคู่คมนั้นไว้อีกครั้ง
ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก ขาสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น ผมรีบพยักหน้ารับคำรัวๆ "คะ...ครับคุณรส..." ก่อนจะหมุนตัวเดินโซเซออกจากวิลล่าส่วนตัวหลังนั้นมาด้วยอาการเหม่อลอย
เมื่อประตูกระจกบานเลื่อนปิดไล่หลัง ผมก็ทอดสายตามองออกไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้าที่เริ่มเปลี่ยนจากสีฟ้าครามเป็สีส้มแดงยามโพล้เพล้ พระอาทิตย์ดวงกลมโตกำลังจะลับขอบฟ้า บ่งบอกว่า่เวลาแห่งแสงสว่างกำลังจะหมดลง และความมืดมิดของค่ำคืนกำลังจะมาเยือน
หัวใจของผมเต้นรัวดั่งกลองรบ ขนอ่อนลุกเกรียวไปทั้งตัว ความหวาดตระหนกปนตื่นเต้นสุดระทึกแผ่ซ่านไปทั่วทุกขุมขน คืนแรกที่หัวหิน... บทลงโทษส่วนตัวของคุณรสริน... มันกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้ว!
---
(โปรดติดตามตอนต่อไปใน ตอนที่ 3: กุศโลบายยามวิกาล)