“เจินเจินเจ้าเป็นเครื่องลายคราม เขาเป็นแผ่นกระเบื้อง อย่าทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อนเพราะเขาเลย”กู้อวี้กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมกับจ้องลึกเข้าไปในแววตาสุกใสของอีกฝ่าย
“ท่านสั่งสอนได้ถูกต้องท่านคือเครื่องลายคราม คนน่าชังผู้นั้นคือแผนกระเบื้องเรื่องสั่งสอนคนผู้นั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง!”เจินเจินตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจังเช่นกัน
“ปกป้องบุรุษคือหน้าที่ของสตรีหากแม้แต่บุรุษที่ชอบก็ยังปกป้องไม่ได้ จะมีหน้าบอกว่าตัวเองคือสตรีได้อย่างไร!”
ท่าทีจริงจังนี้ทำให้กู้อวี้ถึงกับนิ่งงันกู้อวี้นึกถึงนิสัยของท่านอารองหยวนขึ้นมา คนผู้นั้นมีนิสัยขี้เกียจงานทุกอย่างภายในบ้านท่านอาสะใภ้เป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้นด้วยเหตุนี้เจินเจินถึงได้เข้าใจว่า ปกป้องบุรุษคือหน้าที่ของสตรีนิสัยและการใช้ชีวิตของบิดามารดาจะส่งผลต่อบุตรอย่างยิ่ง นางจึงได้รับผลกระทบมา
เช่นนั้นเขาคงต้องหางานให้ท่านอารองหยวนทำจะได้สมกับที่เป็นหัวหน้าครอบครัวเท่านี้เจินเจินก็จะได้ไม่เข้าใจผิดอีก
“เจ้าหก!”
“เจ้าหกรีบออกมาเร็วเข้า!”
เสียงตะโกนดังมาจากหน้าบ้าน เจินเจินรีบกระโดดลงจากเก้าอี้วิ่งอย่างเร็วปร๋อออกไปดู “เอ้อร์วั่ง ซานโก่ว พวกเจ้ามาได้อย่างไร”
กู้อวี้เลื่อนล้อรถเข็นตามออกไปดูพบว่าที่หน้าบ้านในเวลานี้มีเด็กชายกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมเจินเจินเอาไว้ทันใดนั้นเองภายในใจพลันรู้สึกไม่ดีอย่างน่าประหลาด เสมือนว่าเจ้าพวกเด็กชายเกเรกลุ่มนี้กำลังจะพาให้น้องสาวที่น่ารักของเขาเสียคน!
“เจ้าหกนี่คือปลาไหลที่จับได้เมื่อช่วงเช้า ข้านำมาให้”เอ้อร์วั่งยื่นปลาไหลที่ถึงแม้จะถูกมัดไว้ด้วยเศษหญ้าอย่างง่ายๆ ทว่ายังคงดิ้นไปมาได้
เจินเจินรับมาด้วยสีหน้าดีอกดีใจ“ขอบใจเจ้ามาก ข้าลืมไปเสียสนิทเลย”
“เวลานี้เจ้าหกมีชื่อแล้วชื่อว่าหยวนเจินเจิน ต่อไปพวกเจ้าต้องเรียกชื่อนาง”กู้อวี้ที่อยู่ใต้ชายคาบ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ทราบแล้ว”เอ้อร์วั่งและเด็กชายคนอื่นพยักหน้ารับรู้ “เจินเจิน พวกเราไปจับปูกันเถิด”
“ใช่ ไปจับหอยโข่งด้วย”
“เอาสิ”แววตาเจินเจินเปล่งเป็นประกายขณะรับคำ ไม่ทันจะได้พูดคำต่อกู้อวี้กลับกล่าวห้ามด้วยสีหน้าไม่พอใจ“เจ้าจะไปมิได้”
เจินเจินนึกถึงเรื่องที่รับปากพี่ชายเอาไว้แล้วหันไปเอ่ยกับเพื่อนๆด้วยสีหน้าเสียดาย “วันนี้ข้าคงไปเล่นกับพวกเจ้าไม่ได้ จะต้องท่องหนังสือ”
ทันทีที่เด็กชายกลุ่มนี้ได้ยินคำว่าท่องหนังสือต่างหันมองหน้ากันไปมาจากนั้นก็วิ่งหนีหายไปโดยเร็ว สำหรับพวกเขาแล้วคำนี้เป็นคำที่น่ากลัวอย่างยิ่ง! พวกเขายอมทำไร่ไถนาดีกว่าต้องท่องหนังสือ!
“ข้าจะนำปลาไหลไปไว้ในห้องครัว”กล่าวจบเจินเจินวิ่งปรู๊ดไปทางห้องครัวทันที ทว่ายามนี้ห้องว่างเปล่าไม่มีผู้ใดอยู่นางจึงนำปลาไหลใส่ไว้ในกะละมังใบหนึ่งแล้วถึงค่อยวิ่งออกไป
ครั้นมาถึงที่เดิมพบว่ากู้อวี้ยังคงนั่งรอนางอยู่บนรถเข็นเจินเจินแย้มยิ้มดีใจ ก่อนจะปรี่เข้าไปหาแล้วเข็นรถพาอีกฝ่ายกลับเข้าไปในห้อง
หลังกลับมานั่งที่โต๊ะหนังสือตัวเดิมเรียบร้อย กู้อวี้เอ่ยกับเจินเจินว่า “ต่อไปเจ้าห้ามไปจับปูหอยโข่ง หรือปลาไหลกับพวกเอ้อร์วั่งอีก หากอยากกินก็ให้ใช้เงินซื้อ” กล่าวจบเขาเปิดลิ้นชักแล้วหยิบเงินตำลึงและเงินเหรียญอีแปะออกมาจำนวนหนึ่ง
หากปล่อยให้เด็กหญิงลงน้ำไปจับสัตว์ทั้งที่อากาศหนาวเย็นจะเป็นการทำลายสุขภาพได้
“เงินเยอะเหลือเกิน!”เจินเจินเห็นเงินในลิ้นชักก็เผลออุทานอย่างตกตะลึง
กู้อวี้หยิบเหรียญอีแปะที่ถูกมัดรวมกันไว้ขึ้นมาแกะเชือกออกจากนั้นหยิบออกมาห้าอีแปะ “ปลาไหลที่เจ้าจับได้ในวันนี้เงินห้าอีแปะสามารถซื้อได้หนึ่งตัว หากเป็นหอยโข่งเงินเท่านี้สามารถซื้อได้กะละมังใหญ่ส่วนปูขนาดเท่าฝ่ามือใช้เงินเพียงหนึ่งอีแปะซื้อหามาได้หนึ่งตัว เข้าใจแล้วใช่หรือไม่”
เจินเจินพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว”
กู้อวี้เห็นเจินเจินไม่มีท่าทีว่าจะเก็บเรื่องเหล่านี้มาใส่ใจแต่อย่างใดเขากล่าวย้ำด้วยสีหน้าจริงจังอีกรอบ“ของที่สามารถใช้เงินซื้อหามาได้ก็ให้ใช้เงินแก้ปัญหา ไม่จำเป็นต้องไปเก็บเอง” ก่อนจะพูดเสริมต่ออีกประโยค“หากไม่มีเงินก็ให้มาหาข้า ข้าจะหาเงินให้เจ้าเอง”
“ข้าทราบแล้ว”เจินเจินรับคำอย่างว่านอนสอนง่าย
กู้อวี้เห็นเด็กหญิงตรงหน้าไม่มีความรู้เรื่องเงินจึงอธิบายให้ฟังเขาใช้เหรียญอีแปะสอนให้นับเลขตั้งแต่หนึ่งถึงหนึ่งร้อยและตั้งแต่หนึ่งร้อยถึงหนึ่งพันหลังนางจดจำได้แล้วถึงค่อยหยิบก้อนตำลึงเงินออกมาสอนต่อ บอกว่าหนึ่งตำลึงเงินมีค่าเท่ากับหนึ่งพันอีแปะ
กู้อวี้ใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายสอนเรื่องเงินให้แก่เจินเจินทั้งยังแจกแจงราคาข้าวของให้ฟังอีกด้วย เช่นว่าไข่ไก่หนึ่งฟองราคาสองอีแปะกระต่ายหนึ่งตัวราคาสามอีแปะ ไก่หนึ่งตัวราคาสี่อีแปะ ห่านหนึ่งตัวราคาหกอีแปะและปลาหนึ่งตัวราคายี่สิบอีแปะ
เจินเจินเข้าใจทั้งหมด นางใช่เด็กน้อยเสียที่ไหนหลังจากที่สามารถแปลงร่างได้ก็มีชีวิตอยู่มาถึงหลายร้อยปีเชียวนะ เพียงแต่ไม่ว่าจะอยู่ในป่าหรือกลายมาเป็นเจ้าหกแล้วแต่ก็ไม่เคยมีใครสอนเรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวันให้แก่นางเลย ยามนี้พอมีคนสอนนางจึงจดจำได้อย่างรวดเร็ว
ที่แท้ก้อนตำลึงเงินมีค่าถึงเพียงนี้เช่นนั้นต่อไปนางจะหาเจ้าก้อนอ้วนๆ สีเงินนี้ให้ได้หลายๆ ก้อนไว้ให้พี่ชายใช้!
กู้อวี้ใช้เชือกสีแดงร้อยกุญแจลิ้นชักไว้ก่อนจะสวมไว้ที่คอของเจินเจิน “นับแต่นี้เป็นต้นไปเงินเหล่านี้เป็นของเจ้า”
เจินเจินรู้สึกเหมือนตนเองกำลังกินข้าวนิ่ม[1] อย่างไรอย่างนั้นพี่สาวสุนัขจิ้งจอกเคยบอกไว้ว่า หากบุรุษให้ของขวัญไม่ควรปฏิเสธไม่อย่างนั้นเขาจะเสียใจ แต่สามารถหาโอกาสตอบแทนอีกฝ่ายได้เช่นให้เงินที่มากกว่าที่ได้รับมา คิดได้ดังนั้นนางจึงเอามือตบอกพร้อมกับเอ่ยให้คำมั่นสัญญา“พี่ชาย ข้าจะหาเงินมาให้ท่านเยอะๆ!”
ท่าทางเช่นนี้ของเจินเจินช่างน่ารักจนกู้อวี้มือไม้คันยุบยิบไปหมดเขาต้องกำมือเอาไว้แน่นด้วยกลัวว่าจะเผลอยื่นออกไปลูบศีรษะเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้โดยไม่รู้ตัว
“เจินเจิน กินข้าวได้แล้ว!”เสียงตะโกนเรียกตามให้ไปกินข้าวดังขึ้นจากนอกประตู เจินเจินใช้มือตีที่ศีรษะตัวเองไม่แรงนักแย่แล้ว เวลานี้ฟ้ามืดแล้ว ทว่านางยังท่องหนังสือไม่เสร็จเลย
เห็นเจ้าหกมีสีหน้าหม่นเศร้าผิดหวังกู้อวี้จึงทำท่าจะพูดปลอบออกไปว่าวันหลังค่อยมาท่องต่อทว่ามารดากลับเดินเข้ามาในห้องเสียก่อน แล้วบอกแก่เด็กหญิงว่าวันนี้ทำบะหมี่ปลาไหลให้กินเจินเจินฟังแล้วสีหน้าเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้ม ก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องไปทันที
“เย้ กินบะหมี่ปลาไหล!”
ขณะเดียวกันหยวนเหล่าเอ้อร์และจ้าวซื่อก็มานั่งรออยู่ที่ห้องโถงแล้วสองสกุลกินข้าวร่วมกันครั้นกินข้าวเสร็จกู้ซิ่วไฉส่งเงินค่าโสมให้แก่หยวนเหล่าเอ้อร์ อีกฝ่ายรับเงินตำลึงทองทั้งสองก้อนไปยกขึ้นกัดเพื่อเป็นการพิสูจน์ดูครั้นเห็นว่าเป็นของแท้ไม่ใช่ของปลอมก็ใส่ไว้ในแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง
หลังจากที่สองสามีภรรยาสกุลหยวนกลับไปแล้วกู้อวี้ไปหาบิดาที่ห้องเพื่อปรึกษาเรื่องหางานให้แก่ท่านอารองหยวน“ฉินเจียกงมีแผนการอยู่แล้วเห็นว่าจะซื้อรถเทียมล่อเพื่อรับจ้างคนที่ต้องการเข้าไปในตำบลและอำเภอ”
กู้อวี้กลับส่ายหน้าไม่เห็นด้วย“ทำเช่นนี้คงได้เงินมาแค่ไม่กี่ตำลึงเท่านั้นท่านอารองหยวนเป็นบุรุษก็สมควรต้องทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวก่อนหน้านี้ยามยังอยู่ในสกุลหยวนจะไม่ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวก็ได้ เพราะมีท่านผู้เฒ่าหยวนอยู่ทว่าเมื่อแยกบ้านออกมาแล้วก็ต้องทำหน้าที่ผู้นำ ท่านอารองหยวนจะคอยพึ่งให้เจินเจินขึ้นเขาไปเก็บโสมมาขายแลกเงินคงไม่ได้อย่างไรเขาก็เป็นบิดาของเจินเจินจะต้องเป็นคนที่บุตรสาวพึ่งพาได้ ต่อไปข้างหน้านางจะได้มิถูกครอบครัวของสามีในอนาคตรังแก”
กู้ซิ่วไฉคิดตาม เห็นว่าจริงดังที่บุตรชายว่า
ครั้นเห็นบิดาคล้อยตามกู้อวี้กล่าวต่อ “ข้าได้ยินว่าคหบดีจางมักใช้โสมมาทำเป็นยาลูกกลอนบำรุงร่างกายโสมที่ใช้ขอแค่มีอายุหลายปี สามารถบำรุงร่างกายได้ก็เพียงพอแล้วสภาพจะสมบูรณ์หรือไม่ล้วนไม่สำคัญท่านพ่อไม่สู้กล่อมให้ท่านอารองหยวนขายโสมให้แก่เขา แล้วค่อยขอให้เขาช่วยหางานให้ท่านคิดเห็นว่าอย่างไร”
“ได้ ข้าจะลองดู” กู้ซิ่วไฉพยักหน้า
[1]กินข้าวนิ่มหมายถึงหาเลี้ยงชีพด้วยการเกาะผู้อื่น