องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 69 ของขวัญจากเหล่าศิษย์

            ทั้งสองซื้อหาข้าวของที่ต้องการเสร็จสรรพก็พากันเดินทางกลับวันรุ่งขึ้นก็จะถึงเทศกาลไหว้บะจ่างแล้วเหลียงซื่อได้ตกลงกับอันซิ่วเอ๋อร์ไว้ล่วงหน้าว่าจะให้เด็กหญิงทั้งสองนำขนมจ้าง [1]มาส่งให้ ไม่ต้องให้นางต้องวุ่นวายเตรียมเองอันซิ่วเอ๋อร์ก็ยินดีนักที่ไม่ต้องเหนื่อยด้วยอย่างไรเสียในบ้านก็อาศัยอยู่กันเพียงสองคนการจะมาต้มขนมจ้างเองนั้นช่างยุ่งยากเกินไปจริงๆ

            ตอนที่อันซิ่วเอ๋อร์ร่ำลากับต่งซื่อนางก็กำชับเป็นพิเศษว่าตอนเย็นจะให้ต้ายานำขนมจ้างมาส่งให้อันซิ่วเอ๋อร์ก็พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย แค่ขนมจ้างเพียงไม่กี่ชิ้นนางย่อมไม่คิดเกรงใจอันใดอยู่แล้ว

            เมื่อกลับถึงบ้านก็ยังเป็นช่วงบ่ายนางจัดเตรียมอาหารให้จางเจิ้นอันเรียบร้อยแล้วก็รีบกลับมาลงมือตัดเย็บเสื้อผ้าต่อเสื้อผ้าบุรุษนั้นมีรูปแบบค่อนข้างเรียบง่ายนางวัดขนาดตัวของจางเจิ้นอันเก็บไว้ล่วงหน้าแล้ว เพียงลงมือตัดผ้าและเย็บไปตามแบบก็วุ่นวายอยู่จนแทบไม่มีเวลาได้พักหายใจ

            หลังจากง่วนอยู่ครึ่งค่อนวันเสื้อผ้าตัวนั้นก็ถือว่าใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว นางบีบนวดลำคอที่เมื่อยขบยืดตัวลุกขึ้น ลองถือเสื้อผ้าในมือสะบัดเบาๆเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้เก็บรายละเอียดชายขอบนั้นดูเรียบๆ ไปสักหน่อย

            นางคิดว่าควรจะปักลวดลายดอกไม้ลงไปสักหน่อยจึงจะดูดีทว่าก็เกรงว่าจะทำไม่ทันเวลา กำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดีเสียงอึกทึกก็ดังแว่วมาจากข้างนอก

            นางตั้งใจจะเก็บเสื้อผ้าชุดนี้ไว้ให้จางเจิ้นอันประหลาดใจจึงรีบร้อนนำไปซ่อนเก็บไว้ เมื่อเดินออกจากห้องจึงเพิ่งสังเกตว่าฟ้าเริ่มมืดแล้วดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้าไป

            แย่แล้ว! นางยังไม่ได้หุงหาอาหารเลยอันซิ่วเอ๋อร์ยกมือตบหน้าผากตัวเองเบาๆ ตั้งใจจะรีบไปยังห้องครัวแต่พลันได้ยินเสียงเคาะประตู "ก๊อกๆๆ"ดังขึ้นเสียก่อน ทำให้นางนึกขึ้นได้ว่ายังมีคนอยู่ข้างนอก

            ชาวบ้านแถบนี้ล้วนมีน้ำใจอันซิ่วเอ๋อร์จึงไม่ได้คิดอะไรมากนางคาดว่าคงเป็นจางเจิ้นอันหรือไม่ก็หลานสาวทั้งสอง ต้ายาและเอ้อร์ยาจึงไม่ได้เอ่ยถามว่าเป็นผู้ใด รีบวิ่งไปเปิดประตูในทันทีทว่าผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูกลับเป็นบุรุษแปลกหน้าที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน

            บุรุษผู้นี้สวมอาภรณ์สีขาวสะอาดตาใบหน้าหล่อเหลาดูสุภาพอ่อนโยน เมื่อเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ก็แย้มยิ้มบางๆ ส่งมาให้กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า "แม่นางข้าบังเอิญเดินทางผ่านมาทางนี้ ใคร่จะขอน้ำดื่มสักหน่อยได้หรือไม่?"

            หากเป็นเมื่อก่อนอันซิ่วเอ๋อร์เมื่อเห็นคุณชายชุดขาวท่าทางภูมิฐานเช่นนี้ก็คงอดไม่ได้ที่จะแอบมองเขามากกว่าหนึ่งครั้ง ทว่านับตั้งแต่ได้เจอกับกู้หลินหลางนางก็รู้สึกว่าบุรุษรูปงามเหล่านี้มักไม่ใช่คนดีนัก สัญชาตญาณจึงบอกให้นางปฏิเสธ

            "บ้านข้าไม่มีน้ำดื่มให้หรอก"

            นางกำลังจะปิดประตูแต่คุณชายชุดขาวกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "ขอเรียนถามแม่นางเจ้าของบ้านหลังนี้แซ่จางใช่หรือไม่?"

            อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้ามองเขาแวบหนึ่งเห็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะประจบประแจงของเขาแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาคงมีเจตนาร้ายคิดดังนั้นจึงตอบกลับไปโดยพลันว่า "ไม่ใช่แซ่จางแซ่อันต่างหาก"

            "หากเป็นเช่นนั้นข้าคงต้องขออภัยที่มารบกวนแล้ว" คุณชายผู้นั้นเห็นอันซิ่วเอ๋อร์แสดงท่าทีระแวดระวังก็ไม่เซ้าซี้ต่อ เพียงก้าวเท้าเตรียมจะจากไป

            "เดี๋ยวก่อน…"

            อันซิ่วเอ๋อร์เห็นเขาจะจากไปจริงๆกลับร้องเรียกเขาไว้ เมื่อคุณชายผู้นั้นหันกลับมาด้วยสีหน้ายินดีอันซิ่วเอ๋อร์กลับกล่าวกับเขาว่า "หากท่านกระหายน้ำจริงๆเดินตรงไปข้างหน้าอีกราวร้อยก้าว บ้านหลังนั้นน่าจะมีน้ำให้ท่านดื่มแน่นอน"

            ใบหน้าของเยี่ยนจิ่งซิวพลันกระตุกวูบเขาคาดไม่ถึงเลยว่าความหล่อเหลา ความสง่างาม และเสน่ห์อันแพรวพราวของตนซึ่งเป็นที่เลื่องลือในหมู่สาวงามแห่งเมืองหมิ่นเยว่จะถูกสตรีชาวบ้านเช่นนางเมินเฉยใส่ถึงเพียงนี้ ในใจรู้สึกห่อเหี่ยวไปบ้างทว่ายังคงฝืนแย้มยิ้มอย่างสุภาพ "ขอบคุณแม่นางมาก"

            "ไม่ต้องเกรงใจ" อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มตอบ ท่าทีผ่อนคลายลงไปมาก กำลังจะปิดประตูก็พลันเห็นต้ายากำลังถือห่อขนมจ้างวิ่งตรงมาทางนี้พอดีรอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็ยิ่งสดใสขึ้นไปอีกเยี่ยนจิ่งซิวเห็นดังนั้นก็พลันใจชื้นขึ้นมา คิดว่าตนเองก็ยังพอมีเสน่ห์อยู่บ้างเขาหันกายกลับมา กำลังจะเอ่ยปากทันใดนั้นก็เห็นเด็กหญิงคนนั้นวิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของนาง

            "ท่านอา…"

            อันซิ่วเอ๋อร์ลูบศีรษะต้ายาเบาๆแล้วจูงมือนางเข้าบ้านไป จนกระทั่งปิดประตูลงก็ไม่ได้เหลียวมองเยี่ยนจิ่งซิวอีกเลยแม้แต่น้อยเยี่ยนจิ่งซิวยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน พลางถอนหายใจซ้ำไปซ้ำมาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจเดินไปยังบ้านหลังที่นางชี้บอกเพื่อขอน้ำดื่มต่อไป

            "นี่เจ้าค่ะท่านย่าให้ข้านำขนมจ้างมาให้"

            ต้ายาเข้ามาในบ้านแล้วก็ยื่นห่อขนมจ้างส่งให้อันซิ่วเอ๋อร์ทันทีอันซิ่วเอ๋อร์รับมาเปิดดู บนพวงเถาวัลย์นั้นผูกขนมจ้างสีเขียวมรกตนับสิบลูกส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ น่าทาน

            "เหตุใดจึงนำมาให้มากถึงเพียงนี้เล่าแล้วพวกเจ้าจะพอทานกันหรือ?" อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้ามองต้ายาแกะขนมจ้างออกจากพวงลูกหนึ่งส่งให้ต้ายา "มาเจ้ากินก่อนลูกหนึ่ง"

            "ที่บ้านมีเจ้าค่ะ" ต้ายาไม่กล้ารับ

            "รับไปเถอะน่า ที่บ้านคนเยอะพวกเจ้าเองก็คงได้กินกันคนละไม่กี่ลูกหรอก ข้ากับท่านอาเขยของเจ้าแค่สองคนกินมากมายขนาดนี้ไม่หมดอยู่แล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มกล่าวเสริม "ข้ากำลังจะทำอาหารเย็นพอดีเจ้าเอาขนมจ้างมาให้เช่นนี้ ตอนเย็นข้าก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว สะดวกดีจริง"

            ต้ายาจึงยอมยื่นมือรับมานางไม่เคยรู้สึกกดดันเวลาต้องรับของจากอันซิ่วเอ๋อร์เลยอันซิ่วเอ๋อร์กล่าวก็ไม่ผิดนัก ที่บ้านของนางไม่ได้ทำขนมจ้างไว้มากมายจริงๆกว่าจะแบ่งมาถึงนางก็คงเหลือไม่กี่ลูก

            อันซิ่วเอ๋อร์เห็นนางรับไปแล้วก็เดินไปหยิบตะเกียบมาคู่หนึ่ง พร้อมกับน้ำตาลทรายถ้วยเล็กๆ มาวางให้"มา จิ้มน้ำตาลกินสิ"

            "เจ้าค่ะ" ต้ายาแกะเปลือกขนมจ้างออกอย่างคล่องแคล่วใช้ตะเกียบจิ้มลงไปในเนื้อขนมจ้าง แล้วนำไปคลุกกับน้ำตาลในถ้วยก่อนจะส่งเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

            "ท่านอาเหตุใดท่านไม่ทานด้วยเล่าเจ้าคะ?" หลังจากกัดไปคำหนึ่งเด็กหญิงก็สังเกตเห็นว่าอันซิ่วเอ๋อร์กำลังมองดูนางอยู่จึงรู้สึกเก้อเขินขึ้นมาเล็กน้อย

            "ไม่เป็นไร เจ้ากินก่อนเถิดอาจะรอท่านอาเขยของเจ้ากลับมาแล้วค่อยกินพร้อมกัน" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้มนางต้องการเก็บขนมจ้างแสนอร่อยนี้ไว้แบ่งปันกับเขา

            "เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ" ต้ายาได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก รีบกินขนมจ้างในมือจนหมดแล้วกล่าวว่า "ท่านอา ถ้าเช่นนั้นข้ากลับก่อนนะเจ้าคะท่านย่าพวกเขากำลังรออยู่"

            "ไปเถิด" อันซิ่วเอ๋อร์เดินไปส่งนางที่หน้าประตูมองจนร่างเล็กๆ ของนางหายลับไปแล้วจึงละสายตากลับมานางสังเกตว่าดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ทว่าจางเจิ้นอันกลับยังไม่กลับมาเสียทีนางรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง หรือว่าวันนี้เขาจะเข้าเมืองไปอีกแล้ว? แต่ข้าก็บอกเขาแล้วไม่ใช่หรือว่าช่วงนี้ให้งดเรื่องหาปลาไปก่อน?

            อาจจะมีเรื่องอื่นมาทำให้เขาเสียเวลากระมังหรืออาจจะเป็นพวกนักเรียนรั้งตัวไว้ถามปัญหา เดาว่าเขาคงใกล้จะกลับมาแล้วนางจึงยืนรอเขาอยู่ที่หน้าประตูอีกสักพักจนกระทั่งฟ้ามืดสนิทจึงเห็นร่างสูงของเขากำลังรีบเดินกลับมาแต่ไกล

            เมื่อเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ยืนรออยู่จางเจิ้นอันก็รีบก้าวเท้าเข้ามาหา กล่าวว่า "รอนานหรือไม่?"

            "ไม่นานเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า ถามเขาด้วยความเป็นห่วงว่า "วันนี้เหตุใดจึงกลับมาช้าเช่นนี้เล่าเจ้าคะ?"

            "เฮ้อ…" จางเจิ้นอันถอนหายใจเบาๆพลางยกตะกร้าในมือขึ้นอันซิ่วเอ๋อร์ชะโงกมองเข้าไปข้างในก็เห็นแต่ขนมจ้างเต็มตะกร้านางมองจางเจิ้นอันอย่างสงสัย เขาจึงอธิบายให้นางฟังว่า "ตอนใกล้จะเลิกเรียน พวกผู้ปกครองพากันนำขนมจ้างเหล่านี้มาให้ข้าข้าไม่ยอมรับ เถียงกับพวกเขาอยู่ที่สำนักศึกษาอยู่นานในท้ายที่สุดพวกเขาก็วางของทิ้งไว้บนแท่นสอนแล้วพากันกลับไปหมด ข้าหมดหนทางจึงจำต้องถือกลับมานี่อย่างไรเล่า"

            "แสดงว่าตอนนี้ท่านเป็นที่รักของชาวบ้านแล้วสินะเจ้าคะถึงมีคนนำของขวัญมาให้"

            อันซิ่วเอ๋อร์มองเขาพลางยิ้มหยอกจางเจิ้นอันมองตอบนาง ถามขึ้นว่า "แล้วจะทำอย่างไรกับขนมจ้างเหล่านี้ดี?โบราณกล่าวไว้ 'ไร้คุณงามความดีไม่พึงรับสินน้ำใจ' ข้าไม่ควรรับของจากผู้อื่นเช่นนี้"

            "ถ้าเช่นนั้นท่านไม่รับแล้วจะถือกลับมาทำไมเล่าเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวกลั้วหัวเราะก่อนจะพูดต่อ "ช่างเถิดเจ้าค่ะ ถือเป็นน้ำใจช่วงเทศกาลขนมจ้างไม่กี่ชิ้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรภายภาคหน้าท่านก็ตั้งใจสั่งสอนลูกหลานพวกเขาให้ดียิ่งขึ้นก็แล้วกัน"

            "เรื่องนั้นข้ารู้ดีอยู่แล้วทว่าข้าต้องการ…" จางเจิ้นอันกล่าวแล้วก็หยุดไปเขาไม่คุ้นชินกับการรับของจากผู้อื่นจริงๆ

            "ท่านต้องการจะตอบแทนน้ำใจพวกเขาใช่หรือไม่เจ้าคะ?"

            อันซิ่วเอ๋อร์มองทะลุความคิดของเขาจางเจิ้นอันพยักหน้าอย่างแรง อันซิ่วเอ๋อร์จึงกล่าวว่า"ท่านไม่ต้องกังวลหรอกเจ้าค่ะข้าจะนำสร้อยข้อมือเบญจมงคลที่ข้าถักไว้มอบให้พวกเขาเป็นการตอบแทนดีหรือไม่เจ้าคะ?สร้อยข้อมือนี้ใช้สำหรับอธิษฐานขอพร เหมาะกับเทศกาลไหว้บะจ่างพอดี"

            "จะไม่เป็นการลำบากเจ้าเกินไปหรือ?"จางเจิ้นอันเอียงศีรษะมองนางอย่างพิจารณา

            "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะที่ข้าก็ยังมีสร้อยข้อมือเบญจมงคลเหลืออยู่อีกมากเพียงแต่ตอนนี้พวกเขาคงไม่อยู่ที่สำนักศึกษาแล้วมิเช่นนั้นข้าจะได้รีบนำไปให้พวกเขาเสียตอนนี้เลยท่านจะได้ไม่รู้สึกติดค้างน้ำใจพวกเขาอีก" อันซิ่วเอ๋อร์มองออกว่าจางเจิ้นอันคิดสิ่งใดอยู่ในใจ

            จางเจิ้นอันไม่คุ้นชินกับการไปมาหาสู่หรือรับของจากชาวบ้านเหล่านี้การรับของมาโดยไม่ตอบแทนทำให้เขารู้สึกติดค้างในใจอยู่เสมอเมื่อได้ยินอันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเช่นนี้ก็พยักหน้าพลางกล่าวว่า"น่าเสียดาย ก่อนหน้านี้ข้าน่าจะบอกเจ้าเร็วกว่านี้พวกเขาตอนนี้คงกลับถึงบ้านกันหมดแล้ว"

            "กลับบ้านไปแล้วก็ไม่เป็นไรนี่เจ้าคะ"อันซิ่วเอ๋อร์กลับยิ้มขึ้นมาอีก กล่าวว่า "พรุ่งนี้ข้าจะนำสร้อยข้อมือไปฝากไว้กับหรงเหอให้เขาช่วยนำไปแจกจ่ายให้เพื่อนนักเรียนในสำนักศึกษา พวกเด็กๆย่อมมีวิธีส่งต่อถึงกันได้อยู่แล้ว ไม่เป็นปัญหาหรอกเจ้าค่ะทั้งยังถือเป็นการกระชับมิตรภาพในหมู่เพื่อนร่วมชั้นเรียนอีกด้วย"

            "เจ้าช่างฉลาดหลักแหลมเสียจริง"เมื่อได้ยินอันซิ่วเอ๋อร์จัดการทุกอย่างจนเรียบร้อยจางเจิ้นอันก็ไม่ติดใจกับเรื่องนี้อีกต่อไป

            เมื่อเข้ามาถึงห้องโถงเขาเทขนมจ้างในตะกร้าออกมาวางบนโต๊ะ กล่าวว่า "มากมายขนาดนี้พวกเราสองคนคงกินไม่หมดกระมังมิสู้เดี๋ยวแบ่งส่วนหนึ่งไปให้ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าด้วยเถิด"

            "แต่นั่นเป็นน้ำใจจากเหล่าลูกศิษย์ของท่านนะเจ้าคะท่านจะยอมแบ่งไปให้ท่านพ่อท่านแม่ของข้าจริงๆ หรือ?"

            อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวจบก็แอบชำเลืองมองเขาแวบหนึ่งแล้วกล่าวต่อ "เมื่อตอนบ่ายท่านแม่ของข้าก็ให้ต้ายาเอาขนมจ้างมาให้แล้วสิบลูก ข้าจึงยังไม่ได้หุงหาอาหารเลยตอนเย็นนี้พวกเราก็กินขนมจ้างกันก็แล้วกันนะเจ้าคะ"

            "ดีเหมือนกัน" จางเจิ้นอันพยักหน้าอันซิ่วเอ๋อร์จึงเดินไปหยิบถ้วยน้ำตาลและตะเกียบจากในครัวออกมาพลางกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า "ไม่คิดเลยว่าเทศกาลไหว้บะจ่างครั้งแรกที่พวกเราได้อยู่ด้วยกันแม้จะไม่ได้ลงมือห่อขนมจ้างเอง แต่ก็ยังมีขนมจ้างมากมายขนาดนี้ให้กินช่างมีความสุขจริงๆ ข้าคงต้องขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้ได้มาอยู่กับท่านแล้วกระมัง"

            "ข้าเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันสองวันก่อนพวกเขายังทำท่าฮึกเหิมจะมาหาเรื่องข้าอยู่เลยแต่วันนี้กลับพากันเอาขนมจ้างมาให้เสียอย่างนั้น ข้ารู้สึกแปลกใจจริงๆเจ้ารู้หรือไม่ ตอนที่ข้าเห็นพวกเขาพากันมาข้าก็นึกว่าพวกเขาคงจะมาหาเรื่องข้าอีกแล้ว"

            จางเจิ้นอันแกะขนมจ้างลูกหนึ่งออกใช้ตะเกียบเสียบไว้ จุ่มลงในน้ำตาลแล้วส่งให้อันซิ่วเอ๋อร์อันซิ่วเอ๋อร์ยื่นมือรับมา กล่าวถามขึ้นว่า "พวกเขาไปหาเรื่องท่านตั้งแต่เมื่อไหร่กันเจ้าคะ?เหตุใดท่านจึงไม่บอกข้าเลย?"

            "ก็เมื่อสองสามวันก่อนนั่นแหละแต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร"

            จางเจิ้นอันแกะขนมจ้างให้ตนเองอีกอันจิ้มน้ำตาลแล้วกัดไปคำหนึ่ง ข้างในมีไส้ถั่วแดงเม็ดเล็กๆ ผสมอยู่รสชาติหอมหวานนุ่มหนึบ บางทีอาจเป็นเพราะเป็นของที่ผู้อื่นมอบให้ด้วยน้ำใจกระมังจึงทำให้เขารู้สึกว่ามันอร่อยเป็นพิเศษ เทียบกับขนมจ้างสวยงามประณีตที่วางขายในเมืองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย

            "ในเมื่อไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรข้าก็จะไม่ถามแล้วกันเจ้าค่ะ ทว่าภายภาคหน้าท่านมีเรื่องอันใดก็ต้องบอกข้านะเจ้าคะอย่าเก็บไว้คนเดียวให้ข้าต้องเป็นห่วง" อันซิ่วเอ๋อร์เห็นว่าเรื่องราวได้ผ่านพ้นไปแล้วก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อเพียงแต่เริ่มลงมือกินขนมจ้างในมืออย่างเอร็ดอร่อยเช่นเดียวกับจางเจิ้นอัน

            อันซิ่วเอ๋อร์กัดไปคำหนึ่งเนื้อแป้งนุ่มหนึบ นางเปล่งเสียงชื่นชมด้วยความพึงพอใจ

            "อืม อร่อยจริงๆ เจ้าค่ะ

             

            เชิงอรรถ[1] ขนมจ้างหรือบ๊ะจ่างขนมที่นิยมทำและรับประทานในเทศกาลไหว้บะจ่าง

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน