หลังจากที่อาบน้ำเสร็จเฉิงลู่ฉีก็มีทีท่าผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น บ้านพี่สาวมีทั้งน้ำมีทั้งสบู่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน สหายของเขาก็ฉลาดยิ่งนักรู้เื่ภายนอกมากมาย และยังมีเื่สนุกเล่าให้เขาฟังอย่างไม่มีวันหมด
เฉิงลู่ฉีหันซ้ายทีขวาที ห่วงพี่ชายคนรองก็ห่วง อยากอยู่กับสหายใหม่ก็อยาก เขายังฟังไม่ทันจบเลยว่าสุดท้ายแล้วระหว่างจางเฟยเทียนกับน้องๆ ใครขุดไส้เดือนได้มากกว่ากัน จึงยังคงยืนลังเลอยู่ว่าระหว่างห้องสองห้อง เขาเลือกไม่ถูกว่าตนเองควรจะเข้าห้องไหน
“ลู่ฉี ไปนอนกับเฟยเทียน เดี๋ยวข้าจะดูพี่รองเ้าให้เอง เ้าอยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ดีไม่ดีจะติดไข้เขาเสียเปล่าๆ” เสียงหวานอบอุ่นของจางเฟยอีมาช่วยตัดสินสถานการณ์ที่สุดแสนจะยากลำบากของเฉิงลู่ฉีไว้ได้ทันเวลา
“ขอบคุณพี่สาว”เด็กชายกล่าวขอบคุณนาง หันไปมองทางห้องที่พี่ชายคนรองนอนอยู่ เห็นเขายังหลับก็เดินกลับไปที่ห้องของจางเฟยเทียนทันที
จางเฟยอีนำแผ่นเจลลดไข้มาแปะไว้ที่หน้าผากของเฉิงซีห่าว คอยดูจับเวลาให้เขากินยาลดไข้ทุกสี่ชั่วโมง เวลาที่เขารู้สึกตัวนางก็ให้จิบน้ำเกลือแร่ นางไม่รู้หรอกว่าน้ำเกลือแร่จะช่วยได้หรือไม่แต่มั่นใจว่ามันไม่อันตราย ก็คิดว่าเขาอาจจะมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้างจึงพยายามให้เขาดื่มน้ำบ่อยๆ หน่อย
ช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวป้อนยาให้เฉิงซีห่าวอยู่จนถึงยามอิ๋น (03.00-04.59) ไข้ของเขาก็ลดลง จางเฟยอีจึงได้นั่งพิงกำแพงหลับลงไปข้างเตียงของเฉิงซีห่าวนั่นเอง
เฉิงซีห่าวรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา่ยามเหม่า (05.00-06.59) ก็เห็นสตรีแปลกหน้านอนพิงกำแพงหลับอยู่ใกล้ๆ กับเขาแล้ว เขาพอจะปะติดปะต่อเื่ราวระหว่างที่เขาหลับๆ ตื่นๆ อยู่ได้บ้าง พี่สาวคนนี้ช่วยป้อนยาเช็ดตัวให้เขาตลอดทั้งคืน นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
“อื้อ..ตื่นแล้วหรือ” จางเฟยอีที่รู้สึกตัวขึ้นมาพอดีเช่นกัน เห็นเด็กชายลืมตามองนางอยู่ก็ทักทายเขาพร้อมกับยื่นมือมาแตะหน้าผากเขาอย่างแ่เบา
“รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วใช่ไหม รอข้าเดี๋ยวข้าจะไปอุ่นข้าวต้มให้นะ” นางกล่าวกับเขาแล้วรีบลุกออกจากห้องไปทันที วันนี้นางตื่นสายไปหน่อย ไม่รู้ว่าน้องชายจะหิวกันหรือยัง
จางเฟยอีเดินมาในครัวก็เห็นเด็กชายสองคนกำลังยืนแปรงฟันโชว์เด็กชายอีกคนที่อ้าปากค้างดูพวกเขาอย่างตื่นเต้น นางจึงหยิบแปรงสีฟันอีกอันส่งให้เฉิงลู่ฉี แล้วเริ่มก่อไฟอุ่นข้าวต้มปล่อยให้เด็กๆ จัดการตัวเองกันไป
เฉิงลู่ฉีนั้น อารมณ์ขึ้นๆ ลง ระหว่างหวาดกลัว ดีใจ ตื่นเต้น กระวนกระวายจนหน้าแดงหัวหมุนไปหมด ยังดีที่จางเฟยเทียนช่วยลากเขาไปทำนู่นทำนี่จนเขาไม่มีเวลาคิดอะไรให้วุ่นวาย
อย่างเช่นเวลานี้แปรงฟันเสร็จแล้วเขาก็ถูกลากมาที่ห้องพักของพี่ชายคนรองเฉิงซีห่าว จางเฟยเทียนจัดการซักถามพี่รองของเขาว่าหายดีหรือยัง หิวข้าวหรือไม่ เจ็บตรงไหนอีก ปวดฉี่หรือเปล่า จนพี่รองของเขาตอบแทบไม่ทัน จากนั้นก็เขาก็นั่งเล่าเื่ของเด็กชายในหมู่บ้านที่ปีนต้นไม้ไปเก็บไข่นกให้สองพี่น้องแซ่เฉิงฟังอย่างออกรส
จางเฟยอีต้มข้าวต้มและผัดผักใส่ไข่ง่าย ๆ ให้ทุกคน เฉิงซีห่าวนั้นเข้มแข็งมาก แม้จะยังอ่อนเพลียอยู่แต่ก็ยืนกรานจะกินข้าวด้วยตัวเอง นางจึงปล่อยให้เขานั่งกินข้าวอยู่บนเตียง แล้วพาเด็กชายสามคนออกมานั่งกินที่แคร่ไม้ใหญ่ในครัว
นางยืนมองเด็กสามคนที่นั่งกินอาหารด้วยกันอย่างเคร่งเครียด ในเมื่อนางตัดสินใจจะดูแลเด็กแซ่เฉิงสองคนนั้นเพิ่มขึ้นมา นางก็ต้องหาเงินและอาหารให้ได้มากขึ้น เพื่อจะไม่ให้ผู้อื่นมาโต้แย้งการกระทำของนาง
“วันนี้ช่วยกันพลิกหน้าดินกันเสร็จ พวกเราต้องไปช่วยกันหาผักป่ามาให้ได้มากที่สุด ทุกคนพร้อมไหม” นางถามน้องชายทั้งสอง
เด็กชายทั้งสองย่อมตอบรับ รีบกินให้เสร็จ แล้วพากันไปหยิบจอบออกไปเริ่มงานกันแต่เช้า ส่วนเฉิงลู่ฉี วิ่งไปขอความเห็นจากพี่ชายคนรองของเขาก่อน
“น้องสามเวลานี้พี่ใหญ่ไม่อยู่ พวกเราต้องช่วยตัวเองกันแล้ว พี่สาวและน้องชายของนางดูท่าทางใจดีพวกเขาไม่ทำร้ายเราอย่างที่พี่ใหญ่บอกหรอก เ้าก็ออกไปช่วยนางเก็บผักด้วยแล้วกันข้ายังไปด้วยไม่ไหว แต่เ้าต้องระวังตัวอย่าอยู่ห่างจากนางเด็ดขาดรู้หรือไม่”
“แล้วถ้าพี่ใหญ่รู้เข้า จะโกรธเราหรือไม่พี่รอง” เฉิงลู่ฉียังคงกังวล
“พี่ใหญ่หายไปเป็เดือนแล้วนะลู่ฉี เราคงต้องพึ่งพาพี่สาวไปก่อน หากพี่ใหญ่กลับมาข้าจะบอกกับเขาเอง”
เฉิงซีห่าวกล่าวอย่างเศร้าใจไม่น้อย เวลานี้เขาคิดได้แล้วว่าหากพวกเขาต้องอยู่ลำพังกันเพียงสองคนตลอดไป เมื่อเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา น้องชายอยู่คนเดียวจะต้องลำบากแน่ๆ จึงได้แต่ฝากความหวังไปที่พี่สาวใจดีที่เขาเพิ่งได้พบหน้าผู้นั้น
……….
ยังไม่ทันที่เด็กๆ จะพากันออกไปหาของป่า ท่านปู่จางอู่เกินก็รีบมาหาพวกเขาที่บ้านสามก่อนแล้ว จางเฟยอีพาท่านปู่ไปดูเฉิงซีห่าวข้างในห้องพัก พร้อมกับเรียกเฉิงลู่ฉีมาพบกับท่านปู่ด้วยอีกคน
จางอู่เกินตรวจดูเนื้อตัวของเด็กทั้งสอง ว่าพวกเขาไม่ได้มีาแหรือาเ็ตรงไหน ซักถามอาการของเฉิงซีห่าวจนมั่นใจว่าเขาไม่เป็อะไรมากแล้วก็เบาใจ หากเด็กมาเป็อะไรไปในขณะที่อยู่บ้านของหลานสาวขึ้นมาเื่มันจะยุ่งยากไปอีกไม่น้อย
“เล่าเื่ราวของพี่ชายเ้าให้ปู่ฟังได้หรือไม่เล่า” จางอู่เกินถามเฉิงซีห่าวเสียงอบอุ่น
ทีแรกเฉิงซีห่าวเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาอีกคนเขาก็ตื่นกลัวอยู่ไม่น้อย แต่ชายชราผู้นี้ััร่างกายเขาอย่างแ่เบาราวกับกลัวว่าเขาจะเจ็บ น้ำเสียงก็อบอุ่นใจดี เขาสับสนมากทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้พบมันตรงกันข้ามกับที่พี่ใหญ่ของเขาสั่งสอนเอาไว้ไปหมดทุกเื่ แต่เมื่อมองเห็นใบหน้าที่อ่อนโยนของพี่สาวเขาก็สงบใจได้ ค่อยๆ เล่าเื่ออกมาทีละคำ
"พวกเราย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านน่าหลางเมื่อสี่ปีก่อน เวลานั้นพี่ใหญ่อายุ 14 ปี ข้า 7 ขวบ น้องชายเพิ่งจะ 2 ขวบ พวกเรามีท่านตาหวังมาด้วยอีกคน ท่านตาหวังสอนให้พี่ใหญ่และข้าก่อไฟ ล่าสัตว์ ทำอาหารและเลี้ยงน้อง แต่ตอนที่มาถึงที่นี่ท่านตาก็าเ็อยู่ก่อนแล้ว ไม่นานเขาก็จากไปเหลือพวกเราสามคนดูแลกันเอง
พี่ใหญ่ต้องออกไปล่าสัตว์และเอาสัตว์ไปขายซื้ออาหารมาเก็บไว้ที่บ้านคราวละมากๆ ขึ้นเขาแต่ละครั้งก็ไปหลายวันจึงสั่งให้พวกเราอยู่แต่ในบ้านตลอดห้ามออกไปข้างนอก และห้ามให้ผู้ใดเข้ามาในบ้านโดยเด็ดขาด แต่เมื่อเดือนก่อน พี่ใหญ่ไปล่าสัตว์แล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย…" เฉิงซีห่าวเล่าถึงตรงนี้ก็น้ำตาไหลออกมา พูดต่อไปอีกไม่ได้
เฉิงลู่ฉีเห็นพี่ชายของตนร้องไห้ ก็เล่าเื่ที่ตัวเองรู้ต่อไป
“พวกเราต้มข้าว ต้มมันเทศกินทุกวัน รอพี่ใหญ่ทุกวันแต่พี่ใหญ่ก็ไม่มา พี่รองเลยสั่งให้ข้ารออยู่ในบ้านเขาจะลองเดินไปตามหาพี่ใหญ่ แต่ไปแค่หนึ่งวันพี่รองก็ไม่สบายกลับมาแล้ว ข้าหิวข้าวแทบตายแต่พี่รองก็ลุกไม่ไหว ข้าได้แต่นั่งร้องไห้จนพี่สาวได้ยินเสียง พี่สาวเลยมาช่วยพวกเรา”
“เอาล่ะๆ ไม่ต้องร้องไห้ พักให้หายดีเสียก่อนแล้วค่อยมาช่วยกันคิด ข้าจะไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านเอาไว้เสียหน่อย อย่างไรพวกเ้าก็เป็เด็ก ไม่มีผู้ใหญ่ในบ้านเลยจะอยู่กันอย่างไร พี่ชายเ้ารู้หนังสือหรือไม่" จางอู่เกินถามเฉิงซีห่าวต่อ
“รู้ขอรับ พี่ใหญ่กับข้าอ่านเขียนได้กันทั้งสองคน”
“เช่นนั้นเฟยอี เ้าเขียนหนังสือเป็ก็เขียนใส่กระดาษเอาไปวางไว้ในบ้านบอกพี่ชายเขาเอาไว้ หากเขากลับมาจะได้รู้ว่าน้องชายเขาอยู่ที่ไหน ปู่จะรีบไปหาหัวหน้าหมู่บ้านมีอะไรก็ให้เฟยหรงวิ่งไปบอกปู่นะ”
“ท่านปู่ไม่ต้องกังวลเ้าค่ะ ข้ายังพอดูแลพวกเขาไหว อีกเดี๋ยวก็จะพากันไปหาของป่าด้วย เตาไฟที่ก่อใหม่ก็ใช้ได้แล้ว หากข้าไม่ไหวจริงๆ ข้าจะไปขอความช่วยเหลือจากท่านปู่แน่นอนเ้าค่ะ”
จางเฟยอีกล่าวกับจางอู่เกินขณะที่เดินออกมาส่งเขาหน้าบ้าน เพื่อไม่ให้เขาต้องทุกข์ใจมากนัก นางรู้ว่าท่านปู่ต้องกังวลถึงเื่อาหารที่ต้องมาเลี้ยงดูเด็กอีกสองคน แต่หากจะให้ทอดทิ้งก็ทำไม่ลง นางต้องรีบจัดการเื่อาหารให้เร็วที่สุดแล้ว