หลี่ิเสียกะพริบตาโต ๆ มองไปที่พี่สาว ก่อนจะเอ่ยถามเสียงนุ่มนวลน่าเอ็นดู “พี่สี่ พี่ยังปวดหัวอยู่หรือไม่ ข้าจะเป่า ๆ ให้เอง ครั้งก่อนที่ข้าหกล้มท่านแม่ก็ช่วยเป่า ๆ ให้ข้าเลยไม่เจ็บล่ะ”
นางพูดไปพลางทำปากเป่าลมเบา ๆ หลี่ิจูเองก็เอ่ยปากขึ้นมาอย่างไม่น้อยหน้า “พี่สี่จ๋า ข้าเองก็จะช่วยเป่า ๆ ให้ท่านเหมือนกัน ฟู่ ๆ ก็หายเจ็บแล้ว”
ความห่วงใยจากน้องสาวตัวน้อยทั้งสองทำให้หลี่ิเยว่รู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก นางมองพวกเขาด้วยน้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะพยักหน้าแรง ๆ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูก “น้องสาวของข้าช่างใจดีจริง ๆ พี่สี่ไม่เจ็บแล้วล่ะ อีกเดี๋ยวก็ออกไปเล่นกับพวกเ้าได้แล้ว”
นางซูเห็นว่าบุตรสาวของตนนั้นสงบลงมาบ้างแล้ว จึงนั่งลงบนตั่งอุ่นและมองมาด้วยรอยยิ้ม จากนั้นจึงหยิบสะดึงผ้ามาปักต่อ พวกนางที่เพิ่งจะแยกครอบครัวออกมานั้นไม่มีเงินติดตัวอยู่มากนัก ดังนั้นเมื่อพอมีเวลาจึงเร่งปักผ้าเพื่อจะให้ได้รายได้เพิ่มมากขึ้นอีกหน่อย
เมื่อหลี่ิเยว่หันมาเห็นงานเย็บปักถักร้อยในมือของมารดา ก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้พวกนางทั้งบ้านไม่มีแหล่งรายได้อะไรเลย เด็กหญิงเลื่อนสายตาขึ้นมองนางซูก่อนจะเอ่ยเสียงค่อย “ท่านแม่ ข้ารู้จักสมุนไพรจากในฝันมามากมาย ขอข้าพาพี่ ๆ น้อง ๆ ไปเก็บสมุนไพรกลับมาได้หรือไม่เ้าคะ?”
นางซูเงยหน้ามองหลี่ิเยว่ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างจริงจัง “ิเยว่ รอให้เ้าหายดีเสียก่อนแล้วค่อยไปเก็บเถอะ แต่ว่าถ้าเก็บได้แล้วต้องนำมันไปให้หมอฟู่ดูเสียก่อนนะ เมื่อถึงตอนนั้นเ้าก็บอกว่าตอนที่ท่านพ่อยังอยู่เป็คนสอนเ้าก็แล้วกัน”
หลี่ิเยว่ได้ยินนางซูเอ่ยเช่นนั้นก็พยักหน้าแรง ๆ “ท่านแม่ ตอนนี้ข้าพักผ่อนมามากแล้ว พรุ่งนี้เช้าข้าจะขึ้นเขาไปกับพี่ใหญ่และพี่สาม ท่านแม่ไม่ต้องห่วงนะเ้าคะ สมุนไพรที่เก็บกลับมาได้ ข้าจะเอาไปถามหมอฟู่ดูเสียก่อน”
นางซูถึงได้พยักหน้าตกลง ในตอนนั้นหลี่ิหัวเองก็หยิบสะดึงผ้าขึ้นมาก่อนชี้นิ้วไปบนนั้นสองสามจุดเพื่อไถ่ถามมารดา ไม่นานสองแม่ลูกก็ก้มหน้าก้มตาปักผ้าต่อไป ส่วนหลี่อวิ๋นห้าวก็พาน้องชายทั้งสามไปเก็บฟืนนอกบ้าน
หลี่ิเยว่มองดูน้องสาวทั้งสองที่เล่นไปรอบ ๆ ห้องอย่างเบื่อหน่าย นางคิดทบทวนสักพัก ก่อนจะเอ่ยกับนางซูที่กำลังปักผ้าอยู่ “ท่านแม่ ข้านอนมานานแล้ว ขอพาน้องสาวสองคนไปเดินเล่นข้างนอกได้หรือไม่ ข้ายังไม่ได้สำรวจบ้านใหม่ของพวกเราเลยเ้าค่ะ”
นางซูเงยหน้ามองใบหน้าเล็กของบุตรสาวอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อเห็นว่านางมีสีหน้าดีขึ้นบ้างแล้วจึงพยักหน้า แต่ก็ไม่วายกำชับอีกหนึ่งประโยค “ร่างกายของเ้ายังอ่อนแอมาก เช่นนั้นก็อย่าเดินไปไหนไกลเล่า เดินอยู่แค่รอบ ๆ บ้านก็พอ”
หลี่ิเยว่ที่ยืนอยู่นอกตัวเรือนมองดูบ้านหลังใหม่ของตน ทันทีที่ออกจากห้องมาก็ถูกกำแพงสูงนั่นดึงดูดสายตาไป กำแพงบ้านนั้นก่อขึ้นจากก้อนอิฐ มีความสูงราว ๆ แปดฉื่อ แต่เมื่อคิดไปคิดมา… แม่น้ำของที่นี่ก็อยู่ตรงตีนเขา และห่างจากหมู่บ้านไปพอสมควร ไม่จำเป็เลยที่ต้องสร้างกำแพงให้สูงถึงเพียงนี้
นางหันศีรษะไปมองรอบ ๆ อย่างละเอียด และพบว่าบ้านเก่าของผู้นำตระกูลหลี่นั้นมีบริเวณที่ค่อนข้างกว้างขวาง เรือนหลักเรียงกันสามเรือน เรือนทางทิศตะวันออกเป็ที่อยู่ของนางซูและเหล่าพี่สาวบุตรสาวทั้งสี่คน เรือนทางทิศตะวันตกเป็ที่อยู่ของหลี่อวิ๋นห้าวและน้องชายอีกสามคน เรือนตรงกลางมีห้องโถงหลักห้องหนึ่ง ด้านซ้ายขวาของเรือนตรงกลางถูกสร้างเป็ห้องด้านละสองห้อง ห้องฝั่งตะวันออกใช้เป็ห้องครัวห้องหนึ่ง อีกห้องหนึ่งใช้เป็ห้องเก็บฟืน ส่วนอีกสองห้องที่อยู่ฝั่งตะวันตกนั้นยังคงว่างอยู่ รอไว้มีโอกาสเสียก่อนแล้วค่อยจัดการเก็บกวาดและนำมาใช้
ห้องครัวกับห้องโถงหลักไม่ได้เชื่อมต่อกันเสียทีเดียว แต่ถูกคั่นไว้ด้วยทางเดินกว้างประมาณแปดฉื่อ เมื่อหลี่ิเยว่พาน้องสาวสองคนเดินผ่านทางเดินนั้น หลี่ิเสียก็กะพริบตาโต ๆ ของนางพลางเล่าเจื้อยแจ้ว “พี่สี่จ๋า ข้างหลังนี่เป็เล้าไก่ใหญ่มาก สองวันที่ผ่านมาพวกข้าช่วยกันทำความสะอาด ท่านแม่บอกว่าอีกไม่กี่วันจะเข้าเมืองไปซื้อลูกไก่กลับมาใส่”
เมื่อได้ฟังคำพูดของน้องสาว หลี่ิเยว่ก็หันไปสำรวจพื้นที่ข้างหลังห้องครัว พื้นที่ว่างหลังห้องครัวนั้นกว้างขวางยิ่งนัก และแบ่งออกเป็สองส่วน ที่ด้านข้างกำแพงนั้นมีรั้วล้อมรอบอย่างแ่า ซึ่งจะใช้สำหรับเป็เล้าไก่ ส่วนพื้นที่ข้างห้องครัวก็ถูกเตรียมไว้และคงจะกลายเป็แปลงผักกว้างแปดฉื่อ ระหว่างเล้าไก่กับแปลงผักนั้นเป็ทางเดินเล็ก ๆ ที่กว้างประมาณสองฉื่อ
เมื่อเห็นว่าแปลงผักและเล้าไก่ถูกจัดระเบียบเรียบร้อยแล้ว นางก็หันไปถามน้องสาวอย่างสงสัย “น้องเจ็ด น้องแปด พวกเ้าเป็คนจัดการทั้งหมดนี่เองหรือ?”
“ไม่ใช่จ้า ปู่หลี่ชง แล้วก็ปู่ผู้นำหมู่บ้านให้ลุง ๆ น้า ๆ ในหมู่บ้านมาช่วยกันทำความสะอาดให้ ไม่ใช่แค่ตรงนี้นะ แต่เล้าหมูที่อยู่หลังเรือนตะวันตกก็ถูกทำใหม่ด้วย แล้วหลังบ้านยังมีที่ว่าง ๆ กว้าง ๆ อยู่อีก แต่ว่าเพราะไม่มีเวลาแล้วก็เลยทำได้แค่ถางหญ้าออก” ในขณะนั้นน้องแปดที่เดินตามเงียบ ๆ มาโดยตลอดก็พูดขึ้น
ทันทีที่สิ้นเสียงของนาง น้องเจ็ดเองก็พูดต่อไปไม่ยอมน้อยหน้า “ท่านแม่บอกว่า รอให้ได้เงินมาเสียก่อน แล้วจะซื้ออุปกรณ์ทำไร่ทำสวนมาให้พวกเราขุดดินแปลงผัก พวกเราก็จะได้ปลูกผักไว้กินกัน”
หลี่ิเยว่ได้ยินคำพูดของเหล่าน้องสาวก็เดินไปดูที่ว่างหลังบ้านและหลังเรือนตะวันตก เมื่อเห็นพื้นที่ว่างผืนนั้นก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา จากนั้นจึงลากน้องสาวกลับห้อง เมื่อเห็นว่ามารดายังคงปักผ้าอยู่จึงเข้าไปนั่งข้างกาย เมื่อเห็นว่านางกำลังปักถึงจุดสำคัญจึงนั่งดูอยู่เงียบ ๆ รอจนนางปักกลีบดอกไม้เสร็จจึงได้เอ่ยปากขึ้น “ท่านแม่ ข้ามีเื่อยากจะปรึกษาท่านได้หรือไม่เ้าคะ”
เมื่อนางซูเห็นสีหน้าจริงจังของบุตรสาว ก็รู้ว่าเื่ที่จะปรึกษาคงสำคัญไม่น้อย ดังนั้นจึงยิ้มให้พร้อมกับเอ่ยถาม “ิเยว่มีเื่อะไร้าพูดหรือ เ้าว่ามาสิ หากแม่สามารถทำให้เ้าได้ แม่ก็จะตอบตกลง”
นางซูพูดเช่นนี้ก็เพราะคำนึงถึงสถานการณ์ในยามนี้ของครอบครัว หากนางตอบตกลงเื่ที่ิเยว่พูดไม่ได้ เกรงว่าคงจะเป็การทำร้ายจิตใจของบุตรสาวเข้า ดังนั้นจึงให้เงื่อนไขว่าจะตกลงก็ต่อเมื่อตนเองสามารถทำได้เท่านั้น
ทันทีที่หลี่ิเยว่ได้ยินคำพูดของมารดาก็แย้มยิ้มออกมา ก่อนจะกอดนางและจุมพิตเบา ๆ บนแก้มนวล จากนั้นจึงบอกความคิดของตัวเองออกมา “ท่านแม่ ให้ที่ดินโล่ง ๆ หลังบ้านกับข้าได้หรือไม่เ้าคะ ข้าอยากเอาไว้ปลูกสมุนไพรที่หามาได้บางส่วน ในฝันข้าเคยเรียนการปลูกสมุนไพรมาก่อน ท่านแม่ ท่านจะว่าอย่างไรเ้าคะ?”
ลำดับพี่น้องครอบครัวหลี่หง
