หลังจากคืนนั้น ผมได้เลิกคิดเื่ยกระดับออกจากหัวเพื่อเคลียร์จิตใจ และดูเหมือนว่าคนรอบๆตัวผม ก็สามารถรับรู้ได้ถึงความกระตืนรื้อล้นที่หายไป ในหัวมีเพียงแค่อยากทำหน้าที่ให้ดี อยากจะรักษาศักดิ์ศรีเล็กๆของอาชีพนี้ไว้..บ้าง
่นี้ เมื่อเจอเหล่าทีมเอลฟ์ กลับไม่ได้มีคำเย้ยหยันเหมือนปกติ มีเพียงสายตาผิดหวังและเสียงรองเท้าที่จากไป ผมรู้สึกคิดถึงคำว่า ‘ระดับชาวบ้าน’ ขึ้นมาจับใจ นี่คงเป็อีกเหตุผลที่ทำให้ผมซึมทุกครั้งหลัง่บ่าย
“รี้ด~รี้ด!”
“ฮะ ว่าไง ใหมด!”
“นายไหวรึเปล่า นายยืนเหม่อหน้าแผงลอยั้แ่เมื่อกี้แล้ว?” เสียงเตือนของเจมม่าลอยมา เธอเท้าเอวแล้วไม่ปล่อยให้ผมหลบตา เธอจับหน้าผมให้ตรง แล้วจ้องมาแล้วทำหน้าเศร้าเล็กน้อย “พักซักสองสามวันมั้ย รี้ด เห็นว่าเพิ่งมีอาการแพ้รุนแรงไม่ใช่เหรอ?”
ผมหลบตา “ใช่ๆ แต่หายแล้วล่ะ ดีต่อความต้านทานด้วยซ้ำไป แฮะๆ” สุดท้ายจึงยิ้มกลบเกลื่อน เธอยังไม่ยอม
“แล้วทำไมถึงทำหน้าป่วยขนาดนี้ล่ะ ไม่ได้ฝืนตัวเองใช่มั้ย?”
….อื้ม แม้จะยอมรับแล้วแต่มันก็ยังจุกอกอยู่ดีแฮะ อย่างที่เธอพูดนั้นแหละ เจมม่า ผมฝืนไปจริงๆ
“เฮ่อ ใช่แล้วล่ะ ขอโทษทีนะที่ทำให้เป็ห่วง” ผมยอมรับตรงๆ เธอดูสงบลงและส่งรอยยิ้มมา ทำให้ผมแปลกใจ “เฮ่อ ดีแล้วล่ะ” เธอปล่อยมือพร้อมรอยยิ้ม
“ดี…ยังไงเหรอ?” ผมยิ้มแห้ง
“ดีที่อย่างน้อย เธอก็ยอมรับแล้วไงล่ะ ว่าฝืนน่ะ… เท่านี้ชั้นก็สบายใจได้มากขึ้นแล้ว” เจมม่าพูดไปยิ้มไป
“...โอ้ ขอบคุณนะ ว่าแต่ขอซา ซาลาเปาสองลูกเหมือนเดิมนะ!”
แม้แต่เจมม่าเอง ก็ทำให้ผมแปลกใจได้เหมือนกัน ผมเคยรู้สึกว่า เธอเองก็ไม่เคยยอมรับอาชีพนี้ของผม แต่จริงๆแล้วเธอกลับเป็ห่วง เพราะผมไม่เคยยอมรับว่าฝืนตัวเองต่างหาก…สองอย่างนี้มัน คนละเื่เลย แม้การแสดงออกมันจะคล้ายกันก็เถอะ…
หลังจากได้ซาลาเปา ผมเดินไปนั่งกินแถวๆไร่ของปู่ร็อคโค่เพื่อผ่อนคลาย ตามทางสายนี้ มีแต่คนรู้จักทั้งนั้น หลายคนก็ทักทายและเป็ห่วง แน่นอนว่าเื่ที่ผมเข้าสถานีอนามัย มันโด่งดังมากๆที่เส้นทางสายนี้ ดังนั้นผมจึงได้แวะคุยและก้มหัวขอบคุณจนซาลาเปามันเย็น แต่มันก็ไม่ได้แย่หรอกนะ แค่ว่าทุกคนมีเหตุผลต่างกัน เลยพูดออกมาต่างกัน
…มีคนอยากจะฉุดผมด้วยความเป็ห่วง
‘ป้าได้ยินว่าอาการกำเริบนี่ รี้ดเอ้ย อย่าฝืนเลยดีมั้ย’
…มีคนที่งงกับความเป็จริง
‘เฮ้ย รี้ด ไหนแกบอกว่าอาการแพ้มันดีขึ้นเยอะแล้วนี่หว่า เกิดอะไรขึ้น?’
…มีคนที่บอกผมว่า ยอมแพ้เมื่อไหร่ เขายังมีงานให้เสมอ
‘ไอ้หลานรัก ไม่ต้องห่วงไปนะ ไร่ข้ารอเอ็งอยู่เสมอ!’
…มีคนที่ดีใจที่ผมยังอยู่ระดับผู้อาศัยเหมือนเขา
‘โธ่เอ้ย รี้ด ทำนาๆดีไม่ชอบ ไปทรมานตัวเองทำไมกัน อยู่ที่นี่ไปตลอดก็มีความสุขดีนะ อย่าดื้อรั้นเล้ย’
หงับ ผมงับชิ้นสุดท้ายของซาลาเปาดอกไม้ไฟ ขณะที่นั่งอยู่ที่โขดหินกลางทุ่งของปู่ร็อคโค่ สายลมก็พัดพา คำพูดพวกนั้นปลิวเข้าหัวผมตามลำดับ…
ถ้าเป็ก่อนหน้านี้ผมคงหงุดหงิดกับคำพูดพวกนี้ แต่ในตอนนี้ หลังจากผ่านเจมม่ามา ผมกลับรู้สึกว่า ทุกคนต่างมีความคิดของตัวเองทั้งนั้น และคำพูดอาจฟังดูรุนแรง แต่ว่า คำพูดพวกนั้น มันอาจจะไม่ใช่ตัวแทนความรู้สึกข้างในตรงๆ สุดท้ายแล้วกรงที่ขังผมไว้ มันอาจะเป็อคติของตัวผมเองนี่แหละ ที่คอยกักขังผมไว้ด้วยความหงุดหงิด ปิดหู ปิดตา!
น่าแปลกใจเมื่อคิดได้แบบนั้น ในใจผมกลับสงบลง คืนนั้นผมไม่ฝันถึงอะไรเลย
…ผ่านมาหลายวัน ที่ผมพยายามปรับจิตใจให้สงบ ทำงานให้สมบูรณ์ มันน่าแปลกใจที่ผมเพิ่งจะสังเกตใน่บ่ายของวันนี้ ผมหยิกตัวเองดูว่าฝันไปรึเปล่า? เพราะผมก้าวเท้าเข้ามาในเขตบาเรียไม่ถึงสองลมหายใจ
แต่…อาการแพ้มันลดลง!
แต่เดิมที่จะมึนหัว เหงื่อออก และต้องนั่งพักอยู่เกือบสามสิบนาที
ตอนนี้กลับเหลือแค่ความมึนหัวบางๆ ไร้เม็ดเหงื่อ! และผมรู้สึกปกติมาก!
“โอ้! ข้าแด่เทพทั้งสี่ธาตุ! ทำไมเราไม่รู้ตัวเลยหว่า?” ผมอุทานล้อเลียนความเชื่อเอลฟ์เล็กๆด้วยความใ จากนั้นผมหยิกตัวเองอยู่พักใหญ่เลย…ผมแทบไม่เชื่อตัวเอง
ผมกลับไปตรวจกระแสเวทย์นอกบาเรียใหม่ กลัวว่าวันนี้ผมอยู่นอกเขตเร็วเกินไปรึเปล่า? ผมทำแบบนั้นอยู่สามรอบ จนวันนั้นผมไปส่งรายงานช้าไปเล็กน้อย เอาจริงๆปู่เองก็ยังทักว่าทำไมวันนี้ตรวจช้า กลัวจะเป็อะไรไป แต่อาการผมดูปกติปู่เลยปล่อยกลับไปส่งรายงาน
“โอ้ ยินดีด้วยๆรี้ด! นี่มันข่าวดีมาก การที่นายไม่รู้ตัวแบบนี้ แสดงว่ามันดีขึ้นมากโดยไม่รู้ตัวเลยนะ” หลังจากผมอธิบายให้หัวหน้าฟัง เขาก็ดีใจเหมือนกัน
“ดีเลย! รี้ด ไปลองทดสอบระดับด้วยกันเลย เดี๋ยวนี้!” หัวหน้าชวนผมโดยไม่ปล่อยให้ปฏิเสธ “โอ้ ได้ครับ” ผมเผลอดันแว่นด้วยรอยยิ้ม
“ไม่แน่นะ แบบนี้นายอาจจะกลายเป็ระดับผู้เดินทางแล้วก็ได้นะ! เย้!” เขาแซวพร้อมกับ ชูกำปั้นขึ้นเหนือหัวในขณะที่เรากำลังเดินลงไปชั้นหนึ่งกัน
“หัวหน้า เงียบๆเถอะ ผมอายเค้า!” ถึงจะบอกเขาไปอย่างนั้น เขาก็ไม่หยุดหรอก หัวหน้าผม
พวกเราอยู่ตรงหน้าเครื่องวัดความต้านทาน หรือชื่ออย่างเป็ทางการคือ ‘เครื่องวัดระดับความต้านทานในร่าง(ผู้เดินทาง)’ ไอ้(ผู้เดินทาง)ด้านหลังคือ การบอกว่าเครื่องนี้มันวัดได้ถึงแค่ ‘ระดับผู้เดินทาง’ เท่านั้น
“ฟู่ ถ้าไฟสว่าง แปลว่าในร่างผมก็จะมีอนูเวทย์เท่ากับ ระดับผู้เดินทางแล้วใช่มั้ยครับ?” ผมถามสิ่งที่รู้ด้วยความประหม่ากับพนักงานสาว
“ใช่ค่ะ คุณรี้ด แต่อาจจะสำหรับเมือง Golden Rim นะคะ” เธอตอบ
“หมายความว่าไงครับ?” ผมแปลกใจ
“อย่างนี้ค่ะ แต่ละระดับจริงๆมันไม่มีเส้นขีดชัดเจนน่ะค่ะ มันคือจำนวนอนูเวทย์ที่อยู่ด้านในเครื่องที่จะทำถูกเหนี่ยวนำจากอนูเวทย์ในร่างของผู้ทดสอบ ที่นี้แต่ละเมืองจึงใช้มาตรฐานของตัวเอง เื่ระดับอนูเวทย์จึงอาจจะต่างกันบ้างในแต่ละพื้นที่ แต่ว่าจะไม่ต่างกันเกินไปจนดูผิดระดับหรอกค่ะ” พนักงานอธิบายเพิ่มเติม
“ก็นะ สมมุติว่าแกได้ระดับผู้เดินทางที่นี่จริงๆ ถ้าแกไปเมืองใหญ่แล้วไปวัด ก็มีสิทธิที่จะได้เกือบถึงระดับผู้เดินทางสำหรับเมืองนั้นก็ได้นะ ยังไงที่นี่ก็เมืองบ้านนอกล่ะนะ ฮ่าๆ” หัวหน้าอธิบายเพิ่มเติม
…เข้าใจละ มันเป็แค่เกณฑ์ที่เหมาะกับแต่ละเมืองนี่เอง…
หลังจากก้มหัวเข้าใจ ผมจึงหลับตาวางมือลงบนผลึกกลมบนเครื่องแล้วตั้งสมาธิ
“หวังว่าจะได้เห็นแสงสว่างนะ” หัวหน้าพูด
โดยปกติแล้วคนปกติจะมี ‘ระดับผู้อาศัย’ ั้แ่เกิดอยู่แล้วจึงไม่ต้องวัด เครื่องจะส่องแสงสว่างออกมาเมื่อระดับอนูเวทย์สามารถเหนี่ยวนำ อนูเวทย์ในเครื่องได้ ยิ่งเหนี่ยวนำได้เยอะยิ่งสว่าง ถ้าไม่สว่าง หมายถึงระดับไม่ถึงที่จะเหนี่ยวนำได้แม้แต่อนูเวทย์เดียว
เมื่อเริ่มวางมือลงไป คนรอบข้างเริ่มมีคนมามุงดูเพิ่มขึ้น การวัดระดับเป็เื่น่าสนใจสำหรับทุกคนอยู่แล้ว เพราะมันจะมีผลกับ ฐานะทางสังคม รายได้ อนาคต
อันที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมาวัดซึ่งทุกครั้ง มันก็ไม่มีแสงออกมา นั้นคงทำให้ผมได้ยินเสียงบางคนเยาะเย้ยผมล่วงหน้า
‘รี้ดมันเอาอีกแล้วแฮะ เฮะ..’
‘ให้ตายสิ ยังไม่เลิกนะ ไอ้ เ้า…รี้ด’
ผมเลิกสนใจและตั้งสมาธิต่อไป ผ่านไปห้าลมหายใจ …อย่างที่คิดไม่มีแสงสว่างแสบตาออกมา ผมพึ่งสังเกตว่า วันนี้เสียงเยาะเย้ยมันแปลกๆแฮะ ผมจึงค่อยๆเปิดตาขึ้น…
ภาพตรงหน้าทำให้ผมเป็ใบ้!
ผลึกตรงหน้า เปล่งแสงประกายอ่อนๆออกมา!
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ใจผมเต้นรัวไม่หยุดในขณะที่จ้องเขม้งไปที่ผลึกนั้น!
แสงประกายอ่อนๆตรงหน้า ไม่ได้หมายถึงว่าผมมีระดับผู้เดินทาง แต่มันหมายถึงว่า ตัวผมได้อยู่ตรงจุดเริ่มต้นของเส้นทางระดับผู้เดินทางแล้ว!
“หัวหน้า!!!” ผมหันขวับ หัวหน้ากอดอกดีใจเหมือนกัน เขาชูกำปั้นตรงหน้า
“ถึงจะยังไม่ใช่ แต่วันนี้จะชูกำปั้นให้ระดับนี้ก่อนแล้วกันนะ ฮ่าๆๆ เก่งมากๆ!”
ในคืนนั้นหัวหน้าก็พาผมไปเลี้ยงฉลองที่ Twin Moon แถมยังลากทีมเอลฟ์ไปด้วย แม้ผมจะลำบากใจแต่หัวหน้าดึงดันว่า ‘ยังไงก็เป็ทีมเดียวกันนะ เื่ใหญ่แบบนี้ไม่ครบทีมไม่ได้นะ ไม่เป็ไรหรอก!’
ผมพอจะเข้าใจได้ถึงหน้าบอกบุญไม่รับของทีมเอลฟ์ ที่รู้สึกว่าหัวหน้าจะเวอร์ไปไหน ตอนที่นั่งลงบนโต๊ะ บรรยากาศมันอึดอัดนิดหน่อย…
เอสเมียถอนหายใจเบาๆ เหมือนอยากพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด
เอสเม่เท้าคาง มองผมแวบหนึ่งก่อนจะยิ้มมุมปาก
ส่วนเอสมาร์ก็ยกแก้วขึ้นทันที
“เอ้า! อย่างน้อยวันนี้ก็มีเื่ให้ดื่มล่ะนะ”
เสียงแก้วกระทบกันเบาๆ เป็เหมือนสัญญาณเริ่มต้นของโต๊ะนี้
เช้าวันนี้ผมรู้สึกดีขึ้นอย่างมาก เหตุการณ์เมื่อวานมันเร็วมากจริงๆ ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ทีมเอลฟ์ทำให้ผมเข้าใจแล้วว่าพวกเขา มาตรฐานสูงจริงๆ เมื่อคิดได้ดังนั้น ่บ่ายวันนั้น ผมตัดสินใจไปขอโทษและขอบคุณเอสเมียอีกครั้ง และผมก็ ถ้าเป็ไปได้ผมจะขอทำงานชดใช้ให้เธอในวันศุกร์
ผมลังเลอยู่เล็กน้อย แต่ก็ก้มหัวบอกเธอ ผมเข้าใจแล้วว่าต้องประเมินตัวเอง ประเมินงาน และการที่อาการแพ้ประจำวันของผมมันแทบจะหายไป คือเหตุผลหลักที่ผมตัดสินใจแบบนี้ เื่แสงอ่อนๆกระจ่อยร่อยนั้นผมไม่ได้สนใจ และ ผมคิดว่าผมทำได้ เมื่ออธิบายจบ ผมเตรียมใจรับฟังคำเหยียดอยู่ครึ่งหนึ่ง คำปฏิเสธอยู่ครึ่งหนึ่ง
ต่างจากที่คิดเล็กน้อย…
“ฮ่าๆ ก็ให้มันทำเถอะ ถ้าคนที่หากระเทียมเพลิงป่าเจอ ดันตายหรือสลบ เพราะหน้าที่ที่ขอบบาเรียล่ะก็ ธรรมเนียมของเรามันก็ไม่มีความหมายแล้วล่ะ ว่ามั้ย เอสเมีย?” เอสมาร์กลับเป็คนที่สนับสนุนผม
เอสเมียหันขวับไปทางเอสมาร์ “จิ๊! ……..ก็ได้ บอกไว้ก่อนนะ! รอบนี้ชั้นจะไปดื่มั้แ่บ่าย เพราะฉะนั้นแกต้องดูแลตัวนะยะ!”
“หึหึ อย่าให้คำอนุญาติของน้องสาวชั้นเสียเปล่าล่ะ ไอ้ชาวบ้าน!” เอสเม่เองพูดอย่างนั้นแล้วก็พากันเดินจากไป…
“ขอบคุณครับ!” ผมก้มหัวะโไล่หลังไปสุดเสียง น้ำตามันซึมออกมาไม่รู้ตัวอีกแล้ว
…วันศุกร์ การต้องไปตรวจกระแสเวทย์สองจุดนั้น ยุ่งยากแต่ไม่ได้ลำบากเลย ผมทำหน้าที่ที่เขตตัวเองก่อน แล้วจึงไปเขตของเอสเมีย เหตุผลนั้นคือมีแค่ทางตะวันตกเท่านั้น ที่จะทำให้ผมต้องพักจากอาการแพ้อนูเวทย์ รอบนี้ผมไม่ได้ใช้ยาแม้แต่ขวดเดียว อาการน่ะเหรอ คล้ายกับที่เขตของผมเองเมื่อห้าปีก่อนเลย ความทรมานเมื่อห้าปีก่อนมาทักทาย แต่ผมก็แค่นั่งพักและยิ้มรับมันกลับไปเท่านั้น วันศุกร์นั้นจบด้วยความราบลื่น
หลังจากนั้น ไม่มีเหตุการณ์อะไรพิเศษ ผมเองก็ไม่ได้บากหน้า ไปขอรับงานหาของป่าอีกตามที่เอสเม่บอก มีแค่การปรึกษา เื่การตรวจกระแสเวทย์กับทีมเอลฟ์เพิ่มเติม ผมเองรู้สึกว่า งานนี้มันมีรายละเอียดและจุดที่สามารถปรับปรุงได้อีกเยอะ เมื่อมองกลับไป…
ั้แ่วันศุกร์นั้น ผมเองก็้าก้าวขึ้นไปอีกระดับ ผมใช้เวลาว่าง หลังจากงาน่บ่าย ตระเวนตรวจกระแสเวทย์อีกสามทิศที่เหลือ เพื่อขัดเกลาทักษะ และขัดเกลาร่างกาย แน่นอนว่ามันเริ่มจาก ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก…
เมื่ออาการแพ้ที่ทิศตะวันออกของผมไม่มีอีกแล้ว และทิศตะวันตกเองก็อาการดีขึ้น ผมเองก็ค่อยๆขยายไปทิศใต้ และเหนือ ตามลำดับ จนครบ
…ผ่านไป 2 เดือน ความรู้สึกผิดของผมค่อยๆหายไปพร้อมกับหนี้ของเอสเม่
ทั้งสามทิศ ตะวันออก-ตะวันตก-ทิศใต้ ทำอะไรผมไม่ได้แล้ว เหลือแค่ทิศเหนือ…เขตของเอสเม่!
ทิศที่ความเข้มข้นเรียกว่าจะเกือบๆจะเหมือนกับ บริเวณที่มีกระเทียมเพลิงป่าอยู่เลย และผมคลานกลับมาอ้วกในบาเรียทิศหนือ! ครั้งนี้ผมหอบด้วยรอยยิ้ม ผมเช็ดเหงื่อด้วยความสงบ เมื่อก้มมองดูที่ไม้เท้า ผลึกเวทย์จิ๋วธาตุไฟบนไม้เท้าผมมันเริ่มหดแฮะ ใกล้จะได้เวลาซื้อใหม่แล้ว ถ้าผมต้องทำงานที่ทิศหนือประจำแล้วเจอตัวเองเมื่อห้าปีก่อน ผมเองก็อาจจะดูถูกเ้านั่นเหมือนกัน
“หึหึ เ้าชาวบ้านเอ้ย!!”