เมื่อเห็นกลุ่มคนจากไปแล้ว นางจึงหันไปมองรอบกายพบว่านางยังอยู่ที่ริมทะเลสาบเช่นเดิม
‘แสดงว่าหลังจากที่ข้าหมดสติไปก็ไม่ได้มีใครเข้ามาช่วยเหลือเลยสินะ บางทีข้าอาจจะหมดสติไปไม่นานกระมัง’หญิงสาวครุ่นคิดในใจ
ตอนนี้นางฟื้นเต็มที่แล้ว ความทรงจำต่างๆของเ้าของร่างก็เหมือนจะเป็อันหนึ่งอันเดียวกันกับิญญาของนางแล้วด้วย
ช่างบังเอิญเหลือเกินที่เ้าของร่างนี้มีนามว่าซินหยางเฟิ่งเช่นเดียวกันกับตัวนางเองที่มาจากศตวรรษที่22
ที่นี่มีประเพณีวัฒนธรรมและลักษณะทั่วไปส่วนใหญ่ที่แม้จะคล้ายกับโลกเดิมของนางแต่ก็ไม่ใช่โลกใบเดิมที่นางเคยอาศัยอยู่แน่นอนนางเดาว่ามันอาจจะเป็มิติคู่ขนานที่ต่างเวลาก็ได้ขนาดซินชุนเทียนยังวิจัยชิปมิติได้เลย นับประสาอะไรกับโลกต่างมิติจะไม่มีอยู่จริง
สถานที่ปัจจุบันที่นางกำลังยืนอยู่ตอนนี้คือแคว้นต้าเหนิงเป็ยุคสมัยราชวงศ์หยุน โดยมีฮ่องเต้หยุนเฟยเทียนเป็ผู้ปกครอง
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมทีร่างนี้ชื่อซูหยางเฟิ่งเป็คุณหนู ลูกสาวของท่านโหวซูหลี่จิ้งกับฮูหยินเอกจงเนี่ยนเจิน มีพี่ชายชื่อซูป๋อเหวิน เกิดจากจงฮูหยินเช่นกันแรกเริ่มเดิมทีนางก็อยู่อย่างมีความสุข แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆก็พบว่าตนหน้าตาไม่ค่อยเหมือนทั้งท่านโหวและฮูหยินแต่ยังดีที่แม้จะไม่เหมือนแต่ก็มีใบหน้าที่งดงามเป็เลิศั้แ่เด็กอีกทั้งนางยังชอบออดอ้อนพูดจาฉอเลาะน่าฟัง จึงเป็ที่น่าเอ็นดูของทุกคน
แล้วใน่วันเกิดปีที่แปดของนางก็เกิดเื่เมื่อตื่นเช้ามาหลังงานเลี้ยงเมื่อวาน พบว่ามีตุ่มขึ้นเต็มตัวของนางหมอวินิจฉัยว่าถูกพิษ ท่านโหวโกรธมาก สั่งให้คนไปหาตัวคนวางยาต่อมาจึงได้รู้ว่าเป็อนุนางหนึ่งของท่านโหวเนื่องจากลูกสาวของนางถูกฮูหยินลงโทษจนเป็เป็ไข้ทั้งคืนนางจึงแก้แค้นฮูหยินด้วยการทำร้ายลูกสาวของฮูหยินบ้างจะได้รู้ว่าความเ็ปของแม่เป็เช่นไร
หลังจากรักษาตุ่มบนร่างกายหายบนใบหน้าของนางกลับมีลายเส้นเืจางๆ แตกแขนงเส้นเหมือนรากไม้ที่พวงแก้มข้างหนึ่งแล้วค่อยๆ แดงขึ้นนูนขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่ถึงครึ่งเดือนเส้นเืปูดนูนแดงแตกแขนงราวกับรากไม้ก็ยิ่งเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งหมอหลวงและหมอนอกจวนต่างมาตรวจรักษาแต่ก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ซูหยางเฟิ่งจึงมีนิสัยเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน
นางกลายเป็คนที่เอาแต่ใจ และโมโหร้ายเมื่อมีคนเห็นเส้นเืปูดน่าเกลียดนี้ก็มักจะมองหน้านางแปลกๆ บางคนดูหวาดกลัวหากมีบ่าวคนใดมองหน้านางนานเกินไป หรือมีสีหน้าเปลี่ยนแม้เพียงเล็กน้อยนางจะโมโหใส่ และลงโทษบ่าวคนนั้นทันที
แม้ว่านิสัยของนางจะเปลี่ยนไปแต่พ่อแม่และพี่ชายก็พยายามอดทนและให้อภัยไม่ดุว่าหรือพูดทำร้ายจิตใจนางจนเกินไปนัก อาจจะเพราะมาจากความเห็นใจของพวกเขา
เมื่อเวลาผ่านไป ซูหยางเฟิ่งมีความรู้สึกลึกๆ ว่าทั้งท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ชาย รวมถึงท่านย่าดูเหมือนจะไม่ค่อยเอ็นดูนางเหมือนเมื่อก่อน ไม่รู้เป็เพราะอะไรไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่า หรืออาจเกิดจากความน้อยใจบางทีนางคิดว่าพวกเขารักพี่ชายมากกว่านาง เป็ไปได้หรือไม่ว่าเป็เพราะเขาเป็ลูกชายหรืออาจเป็เพราะรอยเส้นสีแดงบนใบหน้า ที่ทำให้นางดูอัปลักษณ์ในสายตาของทุกคนทำให้ถ่วงรั้งความเชิดหน้าชูตาของจวนโหว
ความรู้สึกในใจของพวกเขา นางไม่แน่ใจนักแต่การดูแลเอาใจใส่ต่อชีวิตความเป็อยู่เป็เื่จริง พวกเขาจัดให้ไม่ขาดเช่นเดิมสมฐานะคุณหนูใหญ่ของจวนโหว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนางปรากฏตัวต่อหน้าผู้อื่นพวกเขาก็จะแสดงให้เห็นถึงความรักและความใส่ใจต่อนางเหมือนเมื่อก่อนนี่คือหน้าตาของจวนโหว จะให้ผู้อื่นมาดูแคลนไม่ได้ นางรู้สึกมีความสุขแม้จะเป็การหลอกตัวเอง ดังนั้น เพื่อให้ตัวเองมีความสุข นางจึงชอบออกไปนอกจวนแม้จะอวดความงามไม่ได้ แต่ก็มีองครักษ์เดินตาม แสดงถึงความเอาใจใส่จากท่านโหวได้
หากนางออกไปนอกจวน นางจะใช้ผ้าคลุมหน้าตลอดเวลาเหลือให้เห็นเพียงดวงตากลมโตและคิ้วเรียวสวยคู่หนึ่งเท่านั้น
มีอยู่ครั้งหนึ่งแม้ว่านางจะใช้ผ้าปิดหน้ายามเมื่อออกนอกจวนแต่ก็มีบางคนที่เคยเห็นเส้นเืปูดแดงบนใบหน้านั้นของนาง เพราะอุบัติเหตุบางอย่างทำให้มีข่าวลือเื่ใบหน้าอัปลักษณ์ของนางแพร่กระจายไปทั่ว ทำให้นางอับอายมากจนไม่กล้าออกนอกจวนไปเป็เดือน
จนเมื่อประมาณสองเดือนก่อนหน้านี้ได้มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทำให้ชีวิตของนางผกผันจนนางรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่ากลางกระหม่อม นั่นคือหลังพิธีปักปิ่นอายุครบสิบห้าปีของนางสามวันนางขอให้พี่ชายพาไปกินอาหารที่โรงเตี๊ยมฟ่านหรง ขณะที่กำลังจะเดินเข้าประตู ได้มีรถม้าคันหนึ่งวิ่งผ่านอย่างรวดเร็วจนเกือบชนสตรีนางหนึ่งที่เดินอยู่บริเวณนั้นพี่ชายของนางความรู้สึกไว รีบคว้าเอวของสตรีนางนั้นได้ทันแต่ขณะเดียวกันมือของสตรีนางนั้นก็เหวี่ยงมาโดนผ้าคลุมหน้าของนางจนหลุดออกมาทำให้ใบหน้าอัปลักษณ์ของนางถูกเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน ซูหยางเฟิ่งโกรธราวกับจะพ่นไฟได้นางยกมือขึ้นตบหน้าสตรีนางนั้นทันที ทั้งที่นางยังอยู่ในอ้อมแขนของพี่ชายตบเพียงครั้งเดียวไม่พอ นางยังอยากตบอีก ตบจนกว่าสตรีนางนั้นจะอัปลักษณ์เหมือนนางแต่การตบครั้งที่สองไม่สำเร็จ เพราะซูป๋อเหวินปล่อยมือจากเอวของสตรีนางนั้นแล้วยกมือขึ้นรวบจับข้อมือของน้องสาวไว้
“พอที หยุดบ้าได้แล้ว” เสียงตวาดของชายหนุ่มทำให้ซูหยางเฟิ่งชะงักไป
จากนั้นชายหนุ่มหันไปหาสตรีนางนั้น เพื่อกล่าวขอโทษ
“แม่นาง ข้าต้องขอโทษที่....” ยังกล่าวไม่ทันจบเขาก็ต้องชะงักไป เพราะใบหน้าของสตรีนางนั้น คล้ายกับจงฮูหยินมารดาของเขาถึงแปดส่วน
หลังจากนั้น ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบวันก็สืบเสาะข้อมูลจนกระจ่างว่าอุ้มเด็กสลับกัน เพราะนางซินฟางกับจงฮูหยินเกิดเจ็บท้องและคลอดเด็กที่เดียวกัน
ตอนนั้นจงฮูหยินจะไปจุดธูปขอพรให้ท่านโหวปลอดภัยเพราะในเวลานั้นฮ่องเต้มีรับสั่งให้ท่านโหวไปปราบโจรป่าท่านโหวถูกฟันด้วยดาบอาบยาพิษกลับมา นอนหมดสติที่จวนหลายวันแล้วก็ยังไม่ฟื้นเสียทีจงฮูหยินจึงตั้งใจจะไปกราบพระขอพรนอกเมือง ส่วนนางซินฟางเดินทางเข้าเมืองหลวงเพราะได้ข่าวจากเพื่อนบ้านว่าพ่อและพี่ชายที่เข้ามาทำงานในเมืองได้รับอุบัติเหตุตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงหมอนางจึงรีบเดินทางเข้าเมืองทันทีโดยไม่ได้นึกเลยว่าตนกำลังอยู่ใน่ท้องแก่ใกล้คลอด
ขณะที่รถม้าของจงฮูหยินกับเกวียนของนางซินฟางกำลังจะสวนทางกัน ก็เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวโดยไม่คาดคิดแม้จะไม่รุนแรงมากจนเกิดอันตราย แต่ก็นานเกือบหนึ่งเฟินทำให้สตรีสองนางตกอกใจนอกสั่นขวัญหายถึงขั้นปวดท้องคลอดพร้อมกันนางซินฟางมากับคนขับเกวียนเพียงสองคน ส่วนกลุ่มจงฮูหยินมากับสาวใช้และองครักษ์รวมสี่คนองครักษ์คนหนึ่งรีบไปตามหมอตำแยมาได้เพียงคนเดียวเท่านั้นแต่ยังดีที่หมอตำแยมีผู้ช่วย แล้วการอุ้มเด็กผิดก็เกิดขึ้นตอนนั้นนั่นเอง
หลังจากสืบจนแน่ชัดแล้วตำแหน่งลูกสาวของทั้งสองคนจึงสลับกัน ซินเข่อซิง กลับเข้าสู่ตระกูลซูเปลี่ยนแซ่ใหม่ กลายเป็ซูเข่อซิง
ส่วนซูหยางเฟิ่ง จากที่เคยเป็คุณหนูจวนโหวก็ต้องตกอับกลับกลายเป็เพียงสาวชาวบ้านธรรมดา เปลี่ยนแซ่ใหม่ โดยใช้แซ่ของมารดากลายเป็ ซินหยางเฟิ่ง
เป็เื่ง่ายที่จะเปลี่ยนจากความประหยัดเป็หรูหราแต่เป็เื่ยากถ้าเปลี่ยนจากความหรูหราเป็การประหยัด