ทะเลทรายโกบีถูกฉาบทาด้วยหิมะขาวโพลนในฤดูหนาว
ท่ามกลางวงล้อมของกองทัพปีศาจโครงกระดูกขาวในชุดเกราะทองพวกมันมีทัพหน้าถือดาบนั่งมาบนหลังม้ามองโกล แถวถัดไปด้านหลังยังมีไพร่พลที่นั่งถือขวานบนหลังอูฐสองโหนกและพลเดินเท้าอีกนับแสนบ้างถือธง บ้างตีกลอง มีเสือดาวหิมะนับสิบนั่งอ้าปากแยกเขี้ยว รอคำสั่งอยู่หน้าสุด
“พวกเ้าบุกรุกดินแดนของเรามีประสงค์สิ่งใด” เสียงชายสวมหน้ากากทองคำในชุดคลุมยาวั้แ่ศีรษะถึงเท้าดังมาจากรถศึกที่จอดท่ามกลางทัพปีศาจ
“เราเดินทางผ่านมาขออนุญาตท่านเปิดให้เราไปยังเทือกเขาเทียนซานโดยสะดวกด้วยเถิด”ไป๋ชิงซินตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“เห็นทีจะไม่ได้หรอกเพราะไม่เคยมีใครผ่านที่นี่ไปโดยมีลมหายใจอยู่ จงกลับไปเสีย”
“ถ้าเราจะผ่านให้ได้ล่ะ”เซียวหลิงเทียนเริ่มมีโทสะ
“ใจเย็น ๆก่อนอาหนิว” จื่อหานร้องเตือน
“ถ้าพูดไม่ฟังก็จงอยู่เป็ผีเฝ้าเมืองนี้กับเราเถิด เฮ้ย บุกมันเลย”
สิ้นเสียงสั่งการ
เซียวหลิงเทียนและพวกต้องหันหลังชนกันเพื่อตั้งหน้ารับศึก
เสือดาวหิมะนับร้อยตัววิ่งกรูเข้าไปหาเหยื่อทั้งสี่คนไป๋ชิงซินชี้นิ้วใส่พวกมันก็กลายเป็เสือน้ำแข็งกองอยู่ตรงนั้นฟางหรูก็ใช้กระบี่ของตนฟันเสือาเ็ล้มตายไปหลายตัวอาหนิวกับจื่อหานก็ใช้วิชาของตนกำจัดเสือจนหมด
แล้วเหล่าพลทหารปีศาจก็ควบม้าพุ่งเข้ามาหากลุ่มนักเดินทางอย่างรวดเร็วโดยรอบทิศทาง
จื่อหานใช้เพลงกระบี่พยัคฆ์คำรามกวาดเป็ครึ่งวงกลม ส่งคลื่นพลังสีส้มออกไปใส่กองทหารผีแตกสลายเป็ฝุ่นไป
อาหนิวใช้วิชาัสะบั้น์ปล่อยพลังจากฝ่ามือเป็ร่างัไฟม้วนตัวเป็เกลียวพุ่งเข้าใส่พวกทัพปีศาจะเิเป็ไอหมอกหายไป
ไป๋ชิงซินใช้วิชาดรรชนีจันทร์เยือกแข็งเสกแท่งหิมะแหลมคมนับพัน พุ่งเข้าใส่ทัพม้าผีจนล้มลงหายวับไป
แต่กระนั้นทัพอูฐของเหล่าทหารผีถือขวานก็ยังถาโถมเข้ามาโจมตีพวกเขาอีกทั้งสามก็ใช้วิชาของตนตอบโต้ ได้ผลเช่นเดียวกับทัพแรกของปีศาจ
แม่ทัพปีศาจเห็นดังนั้นก็หัวเราะก่อนจะกล่าวต่อ
“เก่งเหมือนกันนี่ลองดูสมุนน้อย ๆ ของข้าดูเป็ไร”
แล้วก็มีงูทะเลทรายสีน้ำตาลมีลายวงแหวนสีขาวเรียงเป็่ตลอดลำตัว พุ่งขึ้นมาจากพื้นทรายนับร้อยนับพันเลื้อยเข้าฉกกัดพวกอาหนิว
ต่างก็ใช้ทั้งดาบกระบี่ พลังวิชาที่มีต่อสู้กับงูอย่างพัลวันจนหมดฝูง
ต่อมาก็มีฝูงนกเหยี่ยวนับร้อยบินโฉบลงมาจิกตีกลุ่มนักเดินทางพวกเขาก็ต่อสู้อย่างเหน็ดเหนื่อย กว่าจะกำจัดนกหมดไปได้
สุดท้ายก็มีหนอนสีแดงตัวใหญ่เท่าต้นซุงพุ่งขึ้นจากพื้นทรายต่อหน้าอาหนิว ภายในปากของมันมีเขี้ยวนับพัน มันพ่นพิษใส่ตัวเขาเขาปล้ำสู้กับมัน แต่ร่างเขาก็ค่อย ๆ กลายเป็หุ่นทรายจนตลอดร่างนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น
“พี่อาหนิว”ไป๋ชิงซินร้องด้วยความใ ก่อนจะวื่งเข้าไปดู
จื่อหานใช้กระบี่วาดพลังสีส้มเป็วงแหวนเข้าใส่หนอนั์แต่มันไม่สะทกสะท้าน ยังคงพุ่งตัวเข้าใส่เขาแต่แสงลึกลับสีส้มจากกลางหน้าอกของคุณชายเฟิง ทำให้มันหวาดกลัวหดกลับลงไปใต้ผืนทราย
พร้อมกันนั้นท้องฟ้าเปิดออกเป็ช่องใหญ่ ภายในนั้นมืดมิดและมีวัตถุคล้ายลิ้นขนาดั์โผล่ออกมารัดตัวฟางหรูลอยขึ้นแล้วหายเข้าไปในช่องนั้นทิ้งไว้แต่เสียงร้องเรียกให้ช่วยดังก้องไปทั่วบริเวณ
แม่ทัพปีศาจก็ะโว่า
“คนของเ้าโดนคำสาปของข้าแล้วถ้าหาคนถอนคำสาปไม่ได้ ก็ต้องเป็หุ่นทรายเช่นนั้นตลอดไป ฮ่าฮ่าฮ่าและต่อไปนี้ข้าจะให้ดูอะไรดี ๆ ” กล่าวจบพวกทัพปีศาจก็บันดาลพายุหมุน หอบจื่อหานและชิงซินเข้าไปสู่มิติลึกลับแห่งหนึ่ง
คล้ายดังความฝัน....
เป็เมืองใหญ่ที่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตท่ามกลางป่าไม้เขียวขจี มีสายธารใสไหลเย็นผ่านกลางเมือง ผู้คนแต่งกายสวยงามดูมีความสุขบนใบหน้า บ้างก็ค้าขาย บ้างก็เดินเล่น
เสียงลึกลับดังแว่วมา...
“ข้าชื่อปุโรหิตเออร์ดีน และนี่คือเมืองมอนเจบัต เป็นครโบราณในอดีตก่อนจะกลายเป็ทะเลทรายโกบี แต่ก่อนเคยมีพืชพันธุ์ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ประชาชนมั่งคั่งทว่ากลับมีเื่เลวทรามเกิดขึ้น
วันนั้นเป็งานฉลองชัยชนะศึกของ พระาาชื่อลักวาซูเรนมีสาวงามนับร้อยไปร่ายรำต่อหน้าพระพักตร์ รวมทั้ง เดลบี้ คู่หมั้นของข้าด้วย
กษัตริย์ต้องพระทัยในรูปโฉมอันงดงามของนางจึงสั่งทหารมาจับไปถวายตัวในวัง ข้าจึงรีบไปทูลความจริง”
เออร์ดีน: “ ฝ่าา หญิงนั้นเป็คู่หมั้นของข้าพระองค์ ขอทรงโปรดปล่อยนางเถิด”
าา: ” หากเ้าภักดีต่อข้าจริง เพียงสตรีนางเดียวเ้าจะถวายให้ข้ามิได้หรือ จะกล่าวไปไยกับการถวายชีวิต”
เออร์ดีน:“ ข้าฯพร้อมจะสละชีวิตเพื่อพระองค์ขอเว้นไว้แต่นางอันเป็ที่รักของข้าฯเท่านั้น โปรดเมตตาเถิด”
าา:“บ๊ะ ไอ้นี่ พูดไม่รู้เื่ เฮ้ยทหาร จับมันมัดไว้กับเสานั่น แล้วไปตามนางเดลบี้มา จะได้ให้แกดูข้ามีความสุขกับผู้หญิงของแก”
“เมื่อคู่หมั้นของข้ามาถึงพระตำหนักาานั้นก็พยายามจะย่ำยีนางต่อหน้าข้า”
าา:“ฮ่าฮ่า จะหนีไปล่ะคนสวย มาเป็นางสนมในวังของข้าเถิดเ้าจะมีความสุขตลอดไป” ลักวาซูเรนวิ่งไล่นางเดลบี้ที่หลบหลีกจากการโอบกอดไปทั่วห้อง
เดลบี้:“อย่าเพคะ ปล่อยหม่อมฉันไปเถิดข้าน้อยมีคู่หมั้นแล้ว กำลังจะแต่งงานกับเออร์ดีนเร็ว ๆ นี้”
“ แล้วหล่อนก็ไปจนมุมอยู่ที่ข้างเตียงาาจอมโฉดผลักหล่อนนอนลงบนฟูก ก่อนจะใช้กำลังปลุกปล้ำ แต่หล่อนไม่ยอม ด้วยถือสัจจะในรักเดียว ก็หยิบมีดปอกผลไม้ข้างที่นอนแทงลักวาซูเรนาเ็ที่สีข้างาาก็พิโรธ สั่งทหารนำตัวหล่อนไปปะาแต่นางชิงปลิดชีพตนเองด้วยมีดในมือเสียก่อน ข้าแค้นใจนักจึงไปขายิญญาให้จอมมารม่อเทียนหลง แล้วขออำนาจสาปให้ทั้งเมืองกลายเป็ทะเลทรายสาปพระาาให้กลายเป็หนอนมรณะมองโกเลีย รอกัดกินเหยื่อที่เดินทางผ่านมาเหล่าทหารทั้งแม่ทัพและรี้พลกลายเป็โครงกระดูกขาวประชาชนถูกสาปกลายเป็สัตว์น้อยใหญ่ทั้งแพะ หนูเจอร์บัว ลาป่า งูเหลือมทะเลทรายรวมทั้งตัวข้าก็กลายเป็แม่ทัพโครงกระดูกเกราะทองไป๋กู่จินเฝ้าเมืองต้องสาปอยู่ตลอดไปจนกว่าจะพบผู้มาถอนคำสาป”
เมื่อเออร์ดีนกล่าวจบพวกจื่อหานก็กลับมาอยู่จุดเดิม
ไป๋ชิงซินก็ทรุดตัวนั่งร้องไห้อยู่ข้างหุ่นทรายของหลิงเทียน
“โธ่ พี่อาหนิวข้าจะทำอย่างไรดี ใครเล่าจะถอนคำสาปให้ท่านได้”
จื่อหานเดินไปดูร่างทรายของอาหนิวก่อนจะเอื้อมมือไปแตะไหล่เป็การปลอบใจชิงซิน
“เ้าไม่ต้องเศร้าใจไปนะอาหนิวอาจจะยังไม่ตายก็ได้ ข้าจะลองถามนกปีศาจดู”
จื่อหานถามนกสีส้มที่เกาะไหล่เขาอยู่“ เ้านก บอกข้าเถิด เซียวหลิงเทียนโดนคำสาปเช่นนี้ พอมีทางแก้คำสาปได้ไหม”
นกตอบ “ท่านโปรดรอสักครู่ ข้าจะไปถามสรรพสัตว์แถวนี้ก่อน”
นกนั้นก็บินไปถามบรรดาแพะแกะ ฝูงอูฐ นก หนู แม้แต่งูทั่วไป ก่อนจะบินกลับมาบอก
“ได้ความแล้วเพื่อนข้าบอกว่า ห่างไปทางตะวันตกราวห้าสิบลี้มีบึงน้ำรูปพระจันทร์เสี้ยวท่ามกลางทะเลทรายเป็จุดแวะพักของนักเดินทางและเหล่าสิงสาราสัตว์มาดื่มกินน้ำนั้นได้ตลอดปีข้างกันมีเนินเขาเตี้ย ๆ ลูกหนึ่ง ภายในมีถ้ำที่หมอผีนามว่า ฮัวซาง แฝงเร้นตัวอยู่เขาน่าจะพอแก้ไขคำสาปของจอมยุทธเซียวได้”
ไป๋ชิงซินได้ฟังก็มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นทันดี
“เช่นนั้นพวกเรารีบเดินทางไปหาฮัวซางกันเถิด”
จื่อหานเห็นความร้อนรนของคู่หมั้นก็มีสีหน้าเรียบเฉยกล่าวแต่เพียง
“ไปสิ”
ทั้งสองก็ขี่อูฐที่นกปีศาจไปเรียกมาเดินทางไปยังโอเอซิสวงพระจันทร์ทันที
ราวสองชั่วยามก็เดินทางไปถึงใน่ใกล้พระอาทิตย์ตกดิน
ชายหนุ่มและหญิงสาวย่างก้าวอย่างระมัดระวังเข้าไปยังถ้ำของหมอผี
“ผู้าุโฮัวซางอยู่หรือไม่”แม่นางไป๋เอ่ยถาม
“เ้าเป็ใคร”เสียงนั้นดังมาจากข้างในถ้ำอันมืดสลัว
“พวกเราเป็นักเดินทางเพื่อนของเราโดนคำสาปของไป๋กู่จิน จึงมาขอความช่วยเหลือจากท่านช่วยไปถอนคำสาปให้จะได้หรือไม่” จื่อหานตอบ
แล้วผู้มาเยือนก็ต้องใกลัวเมื่อเห็นสภาพของเ้าของถ้ำที่กำลังเดินออกมาหา
ร่างนั้นเป็ตั๊กแตนตำข้าวตัวใหญ่กว่าคนส่วนหัวนั้นเป็มนุษย์ผมหงอกขาว เช่นเดียวกับหนวดเคราเขายิ้มอย่างเอื้ออารีก่อนจะกล่าว
“อย่าใไปเลยข้าบำเพ็ญพรตมาหลายหมื่นปีเพื่อหวังกลายร่างเป็คนแต่มันเพิ่งจะเปลี่ยนแปลงแค่ส่วนหัว ว่าแต่เพื่อนของเ้าที่ต้องสาปอยู่ไหนล่ะ”
“เรียนท่านอาจารย์เพื่อนของเรากลายเป็หุ่นทรายอยู่ห่างจากที่นี่ห้าสิบลี้เ้าค่ะ” ชิงซินตอบ
ฮัวซางก็ถอนใจครั้งหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“การจะช่วยเขาก็พอมีทางแต่มีสิ่งหนึ่งต้องใช้ประกอบในพิธี พวกเ้าจะหาได้หรือไม่”
“คืออะไรหรือท่าน”จื่อหานถาม
“เืของสาวพรหมจารีย์ซึ่งเกิดในคืนจันทรุปราคา เดือนเจ็ด ปีกุน”
คุณชายเฟิงมีสีหน้าเคร่งเครียดทันทีเอ่ยเสียงดัง
“เราจะไปหาได้จากที่ใดเล่า”
“ข้าหาได้”แม่นางไป๋ตอบทันควันอย่างมั่นใจ จื่อหานก็หันไปมองหน้านาง
ชิงซินกล่าว “ข้าเองเกิดในวันที่ท่านอาจารย์บอก เอาเืของข้าเถิด”
ฮัวซางยิ้มแล้วเอ่ย“เพื่อนของเ้าโชคดีนัก เช่นนั้นข้าจะเตรียมอุปกรณ์ทำพิธีก่อน แล้วเราค่อยไปหาเขาที่นั่น”
ใกล้รุ่งสางพวกเขาก็เดินทางกลับมายังจุดที่ร่างหุ่นทรายของหลิงเทียนอยู่
ธงรูปสามเหลี่ยมหลากสีถูกปักเป็ปริมณฑลสี่เหลี่ยมล้อมรอบร่างอาหนิวมีเครื่องสังเวยบวงสรวงเทพเ้าตั้งเรียงราย ประกอบด้วยเนื้อแกะ ผลไม้ ขนมปังไร้เชื้อสุรา และโถใส่โลหิตของไป๋ชิงซิน พร้อมธูป เทียน
ฮัวซางบริกรรมคาถาชั่วอึดใจก็บังเกิดท้องฟ้ามืดครึ้ม มีลมแรง หมอผีใช้ปลายกระบี่เสียบกับผ้ายันต์แล้วนำไปลนกับเทียนให้ติดไฟก่อนจะนำไปวนเหนือร่างอาหนิว แล้วใช้แปรงจุ่มน้ำเืประพรมไปทั่วบริเวณพิธี
สายฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงห่างจากศีรษะอาหนิวไปคืบเดียว
แล้วหุ่นทรายก็ค่อยๆ กลับคืนเป็ร่างคน เริ่มจากส่วนเท้าขึ้นมา
เมื่อถอนคำสาปได้สำเร็จหลิงเทียนก็ลืมตาขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง
“พี่อาหนิวท่านพ้นคำสาปแล้ว” ไป๋ชิงซินร้องด้วยความดีใจ
เซียวหลิงเทียนจึงลุกขึ้นยืนหันไปหาคนทั้งสามที่มาช่วย
“อาหนิวนี่คือท่านฮัวซางผู้ช่วยเ้า” จื่อหานกล่าว
“ข้าขอขอบพระคุณผู้าุโยิ่งนักบุญคุณนี้หากมีโอกาสข้าจะมาตอบแทนแน่นอน” หลิงเทียนยกมือพนมน้อมเศียรคารวะผู้เฒ่าตั๊กแตน
“มิต้องเกรงใจที่ข้าช่วยเ้าก็เพราะไป๋กู่จินมันเป็ศัตรูของข้า...ครอบครัวของข้าต้องกลายร่างเป็สัตว์เช่นกันใช่ พวกเขาโดนคำสาปไปด้วยในคราวนั้น แต่ข้ารอดเพราะไปธุระต่างเมือง”
“ทั้งไป๋กู่จินและท่านต่างก็มีความหลังอันเ็ปไม่ต่างกัน เขาถูกพระาาแย่งคนรักไปจึงหลงผิดไปในทางมาร ทำให้เมืองต้องสาป” แม่นางไป๋กล่าว
“นางกล่าวถูกต้องแล้ว”เสียงสตรีลึกลับดังมาจากบริเวณใกล้เคียง
เป็ิญญาหญิงสาวที่มีนามว่าเดลบี้อดีตภรรยาของเออร์ดีนหรือไป๋กู่จินนั่นเอง
“ขอความเมตตาท่านอาจารย์โปรดถอนคำสาปให้คนในเมืองมอนเชบัตด้วยเถิด ช่วยปลดปล่อยสามีข้า เออร์ดีนให้พ้นจากการเป็ปีศาจเถิด”
ฮัวซางได้ฟังก็อึกอักยากจะตอบนาง
ผีนางเดลบี้กล่าวต่อ
“ท่านคงจะยังแค้นใจที่เขาทำกับครอบครัวท่านแต่ได้โปรดเมตตาต่อสรรพชีวิตในเมืองซึ่งเป็ผู้บริสุทธิ์ เช่นเดียวกับครอบครัวของท่านด้วยเถิด”
ฮัวซางจึงหักใจลืมความแค้นเพื่อปลดปล่อยชาวเมือง
“ตกลงข้าจะหาทางช่วย แต่เราจะหาโลหิตของหญิงพรหมจรรย์จากไหนได้มากมายเพียงพอเล่า”
“ข้าจะช่วยท่านหาเอง”แม่ทัพกระดูกขาวไป๋กู่จินตอบ
“หมายความว่าเ้าจะไปฆ่าคนกระนั้นหรือ”ชิงซินถามด้วยความใ
“หากจำเป็ก็ต้องมีคนเสียสละ” อดีตปุโรหิตตอบอย่างเืเย็น
แต่ทันใดนั้นก็มีอีกเสียงหนึ่งดังลั่นมาจากฟากฟ้า
“เห็นทีพวกเ้าคงไม่มีโอกาสทำแล้วหละ”
เป็นางม่อซั้งซั่งเหาะเหินมาในหมอกควันสีดำ ปล่อยร่างแหไปคลุมร่างเออร์ดีน ก่อนจะเกิดเปลวไฟเผาผลาญโครงกระดูกเป็จุณ
แล้วพุ่งหอกยาวไปเสียบทะลุร่างของหมอผีฮัวซางทันที
“ท่านอาจารย์”แม่นางไป๋และจื่อหานร้องขึ้นพร้อมกัน
“ท่านพี่ ท่านผู้เฒ่า”ผีนางเดลบี้ร้องเรียกด้วยใจสลาย
หลิงเทียน หนุ่มเฟิงและสาวไป๋ต่างก็หันไปหานางมารน้อย ปล่อยพลังยุทธของตนออกไปแต่ซั่งเอ๋อเพียงโบกมือนิดเดียวก็เบี่ยงเบนพลังเ่าั้กระเด็นไปทางอื่นก่อนจะซัดพลังแสงสีม่วงเข้าหาคนทั้งสาม
แต่ก่อนพลังมารจะตกกระทบร่างคู่ต่อสู้ก็มีแสงสีส้มและสีฟ้าออกมาจากหน้าอกของจื่อหานกับชิงซินสะท้อนพลังสีม่วงจนธิดาจอมมารหงายหลังเงิบไปหลายวา
ซั่งเอ๋อกระอักเืสีม่วงออกจากปาก
“อะไรกันนี่พลังของเราทำอะไรมันไม่ได้อีกแล้วหรือ พวกมันเป็ใครกัน”
แล้วนางก็หายตัวไปในกลุ่มหมอกควันดำ
ตั๊กแตนเฒ่าล้มลงนอนหายใจรวยรินเขายื่นบางสิ่งให้ชิงซิน
เป็แมลงปีกแข็งคล้ายด้วงแต่ตัวใหญ่เท่าฝ่ามือ
“จงเก็บสิ่งนี้ไว้ใช้นะนังหนูมันคือแมลงปีศาจ จะช่วยเ้าในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้”
แม่นางไป๋รับมาด้วยน้ำตานองหน้า
“ท่านอย่าเป็อะไรไปนะท่านต้องไม่ตาย”
ผู้เฒ่าหลับตาลงกล่าวประโยคสุดท้าย
“ข้าไม่ไหวแล้วข้าลาก่อน”
หมอผีเฒ่าสิ้นเสียแล้วความหวังที่จะถอนคำสาปของเมืองโบราณกลางทะเลทรายก็สูญไปด้วย ร่างตั๊กแตนของเขามลายเป็ละอองธุลีปลิวไปกับสายลม
ความผิดหวังทำให้ผีนางเดลบี้กรีดร้องโหยหวน แล้วสลายร่างไปพร้อมกับพายุทราย
หลังจากยืนไว้อาลัยให้ฮัวซางกับทุกคนในเมืองร้างนี้สักพักทั้งสามคนก็ออกเดินทางต่อไป
ณ ตำหนักจอมมาร
ม่อเทียนหลง: “ซั่งเอ๋อ เ้าไปติดตามพวกเซียวหลิงเทียนได้ความประการใด”
ม่อซั้งซั่ง: “ ลูกพยายามไปกำจัดพวกมันแล้วเ้าค่ะแต่มีพลังบางอย่างในตัวคนแซ่เฟิงและแซ่ไป๋สะท้อนพลังของลูกจนได้รับาเ็มิทราบพวกมันมีเื้ัอย่างไร”
ม่อเทียนหลง: “ อืม ชะรอยสองหนุ่มสาวนั่นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคัมภีร์มหายุทธแต่มันคืออะไรนะ อย่างไรก็ตาม เ้ายังไม่ต้องสังหารพวกมันแค่เพียงติดตามดูอยู่ห่าง ๆ บางทีมันอาจนำเราไปหาจุดหมายที่้าได้”
ม่อซั้งซั่ง : “ รับทราบเ้าค่ะ”
หนทางไปยังเทือกเขาเทียนซานปกคลุมไปด้วยหิมะท่ามกลางอากาศหนาวเย็น จนลมหายใจพ่นออกเป็ไอสีขาว
“แม่นางฟางจะเป็ตายร้ายดีประการใดมิทราบท่านเป็ห่วงนางไหม” ไป๋ชิงซินถามจื่อหาน ขณะนั่งมาบนหลังอูฐ
“ข้าก็เป็ห่วงนางเช่นกันแต่มิทราบจะไปตามหายังแห่งหนใด”
จื่อหานตอบพร้อมสีหน้ากังวล
“พวกท่านดูนั่นสิ” อาหนิวร้องเรียกพร้อมชี้นิ้วไปยังทางเบื้องหน้า
ใครบางคนนอนหมดสติขวางทางอยู่
จื่อหานะโลงจากหลังอูฐวิ่งเข้าไปดูแล้วก็ร้องเสียงดัง
“เราพบนางแล้วแม่นางฟางอยู่นี่” เขาย่อตัวลงประคองร่างหล่อนไว้
ฟางหรูฟื้นคืนสติก็โผเข้ากอดจื่อหานด้วยความกลัว
“คุณชายข้ากลัวเหลือเกิน”
“ไม่ต้องกลัวนะข้าอยู่นี่แล้ว” ชายหนุ่มกอดสาวคุ้มภัยเบา ๆ
แม่นางไป๋และหลิงเทียนก็มองหน้ากันต่างก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใยเป็พิเศษที่คุณชายเฟิงมีต่อสาวสำนักคุ้มภัยคนนี้
“เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”ชิงซินเอ่ยถามฟางหรู
“ข้าไม่รู้พอได้สติก็พบพวกท่านนี่แหละ”
“เราอย่าเพิ่งซักถามนางเลยเร่งออกเดินทางกันต่อดีกว่า” อาหนิวเอ่ย
แล้วสี่ชีวิตก็ขี่อูฐตรงไปยังเทือกเขาสูงสีเงินเบื้องหน้าที่สุดขอบฟ้า
จบตอนที่ 6โปรดติดตามตอนที่ 7 าาปีศาจเงาและอสรพิษเทวะแห่งป่าต้องห้าม
(แต่งจบตอนนี้วันที่26 พ.ค. 68 )